
ซักฟอก 18 รัฐมนตรี ต้น ธ.ค.-ฝ่ากับดักวันหยุด ฝ่ายค้านเสี่ยงเสียกระแส
ซักฟอก 18 รัฐมนตรี ต้น ธ.ค.-ฝ่ากับดักวันหยุด ฝ่ายค้านเสี่ยงเสียกระแส : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4248
KEY
POINTS
- ฝ่ายค้านเตรียมอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 18 คน โดยคาดว่าจะเริ่มซักฟอกในช่วงต้นเดือนธันวาคม
- กำหนดการอภิปรายคาบเกี่ยวกับช่วงที่มีวันหยุดยาวหลายวัน ซึ่งอาจทำให้ประชาชนสนใจติดตามการเมืองน้อยลง
- การเลือกช่วงเวลาดังกล่าวมองได้ว่า เป็นกับดักที่ทำให้ฝ่ายค้านเสียเปรียบ และเสี่ยงสูญเสียกระแสความสนใจจากสังคมในการกดดันรัฐบาล
ศึกการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้ยื่นญัตติขออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 151 จำนวน 18 คน ตั้งแต่วันที่ 8 ตุลาคม 2569 โดยมี สส. ร่วมลงชื่อ 145 คน และขอเวลาอภิปราย 5 วัน
เดิมการอภิปรายถูกคาดหมายว่า จะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนตุลาคม แต่เมื่อวิปฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านไม่สามารถตกลงกรอบเวลาได้ การอภิปรายจึงต้องเลื่อนออกไป และกลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตาว่า รัฐบาลจะพร้อมรับการตรวจสอบเมื่อใด และฝ่ายค้านจะรักษาแรงกดดันทางการเมืองได้ต่อเนื่องเพียงใด
นายกฯพร้อมรับซักฟอกเริ่ม 6 ธ.ค.
เมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยว่า ได้รับหนังสือจากนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว และนำเรื่องกรอบเวลาการอภิปรายเข้าสู่การหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี โดยรัฐบาลจะตอบกลับไปว่า วันที่ ครม. สะดวกที่สุดคือช่วงตั้งแต่วันที่ 6 ธันวาคม เป็นต้นไป
เมื่อถูกถามว่ารัฐบาลจะให้ฝ่ายค้านอภิปรายกี่วัน นายอนุทิน ตอบว่า ให้วิปฯ ไปหารือกัน พร้อมกล่าวถึงการประชุมวิป 3 ฝ่ายครั้งก่อนว่า ฝ่ายค้านต้องการเวลา 5 วันสำหรับสัปดาห์นั้น ส่วนวันที่เหลือหากใช้เวลา 4 วันก็ไม่มีปัญหา และเมื่อถามว่าโดยส่วนตัวอยากให้ฝ่ายค้านอภิปรายกี่วัน นายกรัฐมนตรีตอบว่า “ตัวผมอย่างไรก็ได้”
ขณะเดียวกัน นายโสภณ ยืนยันว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน โดยยึดกรอบเบื้องต้น 4 วันสำหรับการอภิปราย และอีก 1 วันสำหรับการลงมติ หรือกรอบ 4+1 วัน
เมื่อการอภิปรายขยับจากปลายตุลาคมไปสู่ต้นธันวาคม จึงเกิดคำถามว่า การเลือกช่วงเวลาที่คาบเกี่ยววันหยุดหลายวัน จะส่งผลต่อการรับรู้ของประชาชน และผลทางการเมืองระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้านอย่างไร
6-10 ธ.ค.มีหยุดหลายวัน
การอภิปรายไม่ไว้วางใจ หากเป็นไปตามสูตร 4+1 วัน คือ 5 วัน และเริ่มต้น 6 ธันวาคม ก็อาจเป็นช่วงวันที่ 6-10 ธันวาคม หรือไม่ก็ 7-11 ธันวาคม ที่แม้ไม่ใช่วันหยุดราชการติดต่อกันทั้งห้าวัน แต่ก็มีวันหยุดหลายวัน
ตามปฏิทินวันหยุดปี 2569 วันที่ 6 ธันวาคม ตรงกับวันอาทิตย์ วันที่ 7 ธันวาคม เป็นวันหยุดชดเชยวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ รัชกาลที่ 9 วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ ส่วนวันที่ 8 และ 9 ธันวาคม เป็นวันอังคาร และ วันพุธ ซึ่งไม่ใช่วันหยุดราชการ แต่วันที่ 10 ธันวาคม เป็นวันรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นวันหยุด
เห็นได้ว่า ช่วงนี้มีวันหยุดและวันหยุดสุดสัปดาห์คั่นอยู่ เมื่อมีวันหยุดหลายวัน อาจทำให้ประชาชนบางส่วนเดินทางท่องเที่ยว กลับภูมิลำเนา หรือใช้เวลากับครอบครัว มากกว่าการติดตามข่าวการเมือง
ดังนั้น การอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงดังกล่าว อาจมีความเสี่ยงที่ข่าวการเมืองจะได้รับความสนใจลดลง ซึ่งเข้าทางรัฐบาล
ข้อได้เปรียบของรัฐบาล
รัฐบาลได้เปรียบอย่างไร หากการอภิปรายเกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนธันวาคม
1.ความสนใจของประชาชนอาจกระจายไปสู่กิจกรรมอื่น
หากการอภิปรายตรงกับช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์และวันหยุดราชการ ประชาชนบางส่วนอาจให้ความสำคัญกับการเดินทาง การท่องเที่ยว หรือกิจกรรมในครอบครัวมากกว่าการรับชมการถ่ายทอดสดการอภิปราย ทำให้ข้อกล่าวหาที่ฝ่ายค้านต้องการสื่อสารอาจเข้าถึงประชาชนได้ไม่เต็มที่
2.รัฐบาลมีเวลาจัดเตรียมคำชี้แจงและประสานข้อมูล
การเลื่อนการอภิปรายออกไปจากปลายเดือนตุลาคมถึงต้นธันวาคมเปิดช่วงเวลาให้ฝ่ายบริหารเตรียมเอกสาร ตรวจสอบข้อมูล และประสานคำชี้แจงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มากขึ้น หากแต่ละกระทรวงเตรียมข้อมูลอย่างเป็นระบบ รัฐมนตรีก็อาจตอบคำถามได้ตรงประเด็นและลดความเสี่ยงจากการให้ข้อมูลคลาดเคลื่อน
ในอีกด้านหนึ่ง ฝ่ายค้านก็มีเวลาตรวจสอบเอกสาร ปรับลำดับการอภิปราย และเตรียมคำถามเพิ่มเติมเช่นกัน ผลสุดท้ายจึงขึ้นอยู่กับคุณภาพของข้อมูลจากทั้งสองฝ่าย
3.การแบ่งเวลาอภิปรายอาจทำให้รัฐบาลบริหารจังหวะการชี้แจงได้ง่ายขึ้น
หากกำหนดกรอบอภิปราย 4 วัน และลงมติอีก 1 วัน ตามข้อเสนอของประธานสภาฯ รัฐบาลจะทราบกรอบเวลาที่ต้องเตรียมตัวอย่างชัดเจน และสามารถวางแผนให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องพร้อมชี้แจงตามลำดับการอภิปรายได้
แต่ข้อได้เปรียบด้านการจัดตารางจะเกิดขึ้นได้จริง ต่อเมื่อทุกฝ่ายตกลงกรอบเวลาและลำดับการประชุมร่วมกัน มิฉะนั้น ความขัดแย้งเรื่องจำนวนวันและเวลาที่แต่ละฝ่ายได้รับ อาจกลายเป็นประเด็นทางการเมืองเพิ่มขึ้นอีกเรื่อง
4.รัฐบาลอาจมีโอกาสสื่อสารคำชี้แจงผ่านช่องทางอื่นควบคู่กับการอภิปราย
หากการถ่ายทอดสดได้รับความสนใจไม่เท่ากันในแต่ละวัน รัฐบาลอาจใช้การแถลงข่าวหรือเผยแพร่เอกสารคำชี้แจงของกระทรวง เพื่ออธิบายประเด็นที่ถูกกล่าวถึง
ในทางกลับกัน หากฝ่ายค้านนำหลักฐานที่ตรวจสอบได้มาเปิดเผยต่อสาธารณะ การชี้แจงที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง หรือไม่ตอบคำถามก็อาจสร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลได้เช่นกัน
ข้อเสียเปรียบของฝ่ายค้าน
ฝ่ายค้านเสียเปรียบอย่างไร หากการอภิปรายอยู่ในช่วงวันหยุดหลายวัน
1.การสร้างกระแสก่อนอภิปรายอาจต้องใช้ความพยายามมากขึ้น
การอภิปรายไม่ไว้วางใจมีทั้งช่วงเปิดประเด็น ช่วงนำเสนอหลักฐาน ช่วงชี้แจง และช่วงสรุปก่อนลงมติ หากประชาชนบางส่วนไม่ได้ติดตามตั้งแต่ต้น การเชื่อมโยงข้อมูลหลายวันเข้าด้วยกันอาจทำได้ยากขึ้น
ฝ่ายค้านจึงต้องวางแผนสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจว่า แต่ละประเด็นเกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีคนใด มีหลักฐานอะไร และมีผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร แทนการพึ่งพาความสนใจจากการถ่ายทอดสดเพียงอย่างเดียว
2.ข่าวของฝ่ายค้านอาจถูกกลบโดยเทศกาลและการเดินทาง
ในช่วงต้นเดือนธันวาคม ข่าวการเดินทางท่องเที่ยว กิจกรรมครอบครัว และเหตุการณ์อื่น ๆ อาจเข้ามาแย่งพื้นที่การนำเสนอข่าว การอภิปรายจึงอาจไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ฝ่ายค้านคาดหวัง
อย่างไรก็ตาม ในยุคที่ประชาชนติดตามข่าวสารผ่านคลิปสั้น ผ่านโซเชียลออนไลน์ ประเด็นที่มีหลักฐานชัดเจน หรือ ส่งผลกระทบต่อสาธารณะ ก็ยังสามารถแพร่กระจายข่าวได้ แม้ไม่ได้รับความสนใจสูงสุดในเวลาที่มีการอภิปราย
3.จำนวนรัฐมนตรีที่มากทำให้การจัดสรรเวลาเป็นโจทย์ยาก
เมื่อฝ่ายค้านเสนออภิปรายรัฐมนตรีถึง 18 คน แต่กรอบเวลาที่ประธานสภาฯ ระบุไว้เบื้องต้นคือ 4 วันอภิปราย และ 1 วันลงมติ การจัดลำดับประเด็นจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง
หากฝ่ายค้านใช้เวลามากกับประเด็นใดประเด็นหนึ่ง อาจเหลือเวลาน้อยลงสำหรับรัฐมนตรีคนอื่น ขณะเดียวกัน หากแบ่งเวลาให้ทุกคนอย่างเท่าเทียมโดยไม่คำนึงถึงน้ำหนักของหลักฐาน ก็อาจทำให้ประเด็นสำคัญไม่ได้รับการอธิบายอย่างเต็มที่
ทางเลือกของฝ่ายค้านจึงอยู่ที่การจัดลำดับข้อมูลให้ชัดเจน ใช้หลักฐานที่ตรวจสอบได้ และเชื่อมโยงข้อกล่าวหากับความรับผิดชอบของรัฐมนตรีแต่ละคนอย่างเป็นรูปธรรม
4.หากเกิดข้อโต้แย้งเรื่องเวลาอาจทำให้ประเด็นหลักถูกบดบัง
การเจรจาเรื่องกรอบเวลาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรัฐสภา แต่หากข้อขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายค้าน กินพื้นที่ข่าวมากกว่าประเด็นที่ต้องการตรวจสอบ ประชาชนอาจได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการต่อรองเวลา แต่ไม่ได้รับรายละเอียดของข้อกล่าวหาและคำชี้แจงมากเท่าที่ควร
22 ธ.ค.เส้นตายปิดสภา
อีกประเด็นที่ทำให้ศึกซักฟอกครั้งนี้ มีความสำคัญ คือ กรอบเวลาของสมัยประชุมสภา ซึ่งจะสิ้นสุดวันที่ 22 ธันวาคม 2569 ทำให้การจัดตารางอภิปรายและลงมติจำเป็นต้องดำเนินการภายในช่วงเวลาที่เหลืออยู่
หากทุกฝ่ายสามารถตกลงวันอภิปรายได้ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม ก็จะมีกรอบเวลาเหลือสำหรับการอภิปราย และลงมติก่อนปิดสมัยประชุม แต่หากการเจรจายังติดขัด ก็มีความเสี่ยงที่การอภิปรายอาจจะไม่เกิดขึ้น
จากนี้ต้องจับตาว่า วิปฝ่ายต่าง ๆ จะสามารถหาข้อสรุปเรื่องจำนวนวันและตารางอภิปรายได้เมื่อใด เพื่อให้ศึกซักฟอกเกิดขึ้นทันภายในสมัยประชุมที่เหลืออยู่
รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4248







