thansettakij
thansettakij
ศึกซักฟอก 18 รัฐมนตรี ติดล็อกเวลา-หาวันใหม่ยาก เดดไลน์ปิดสภา 22 ธ.ค.นี้

ศึกซักฟอก 18 รัฐมนตรี ติดล็อกเวลา-หาวันใหม่ยาก เดดไลน์ปิดสภา 22 ธ.ค.นี้

25 ต.ค. 69 | 07:26 น.
อัปเดตล่าสุด :25 ต.ค. 69 | 08:12 น.

ศึกซักฟอก 18 รัฐมนตรี ติดล็อกเวลา-หาวันใหม่ยาก เดดไลน์ปิดสภา 22 ธ.ค.นี้ : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรี 18 คน ยังไม่สามารถกำหนดวันได้ เนื่องจากวิปรัฐบาลและฝ่ายค้านตกลงกรอบเวลาไม่ได้ โดยฝ่ายค้านต้องการ 5+1 วัน ขณะที่รัฐบาลเสนอ 4+1 วัน
  • นายกรัฐมนตรีชี้ว่า การหาวันอภิปรายใหม่เป็นเรื่องยาก เนื่องจากมีภารกิจต่างประเทศที่กำหนดไว้แล้วในช่วงเดือนพฤศจิกายน ทำให้ตารางงานแน่น
  • การอภิปรายมีกรอบเวลาจำกัด โดยต้องเกิดขึ้นก่อนปิดสมัยประชุมสภาฯ ในวันที่ 22 ธันวาคม ซึ่งหากไม่ทันฝ่ายค้านจะเสียโอกาสในการตรวจสอบและกดดันรัฐบาล

เปิดหนังสือเรียกประชุมสภาฯ 28-29 ต.ค. ไม่มีญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ หลังวิปรัฐบาล-ฝ่ายค้านตกลงกรอบเวลาไม่ได้ ปม 5+1 วันปะทะ 4+1 วัน นายกฯ ชี้สัปดาห์ที่จะถึงนี้เป็นช่วงเหมาะสมที่สุด หลังจากนั้นคิวแน่นเอียด จับตาประธานสภาฯ นัดประชุมพิเศษ หรือ บรรจุวาระก่อนปิดสมัยประชุม 22 ธ.ค. 2569 หรือไม่ หากศึกซักฟอกเกิดขึ้นไม่ได้ ฝ่ายค้านจะเสียโอกาสกดดันรัฐบาล และสร้างความนิยมทางการเมือง

ศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีอีก 17 คน กำลังเผชิญโจทย์สำคัญที่ไม่ได้อยู่เพียงเนื้อหาการอภิปราย หรือ การเตรียมข้อมูลชี้แจงของฝ่ายรัฐบาล แต่เป็นการหาวันและกรอบเวลาที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับได้ ท่ามกลางปฏิทินภารกิจของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เริ่มแน่นขึ้นต่อเนื่องในช่วงเดือนพฤศจิกายน

แม้ฝ่ายค้านจะดำเนินการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจต่อ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผ่านขั้นตอนตรวจสอบเอกสารตามกระบวนการของสภาฯ แล้ว แต่การกำหนดวันอภิปรายยังไม่ลงตัว หลังข้อเสนอเรื่องจำนวนวันระหว่างวิปรัฐบาลและฝ่ายค้านไม่สามารถหาข้อยุติร่วมกันได้ 

ความเคลื่อนไหวล่าสุดยิ่งทำให้เห็นชัดว่า  การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในสัปดาห์ที่จะถึงนี้ เมื่อหนังสือเรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 28-29 ตุลาคม 2569 ไม่มีการบรรจุญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจไว้ในระเบียบวาระ ขณะที่นายกรัฐมนตรีระบุว่า การหาวันใหม่เป็นเรื่องยาก และต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประธานสภาฯ 

เปิดหนังสือเรียกประชุมสภาฯ ไร้วาระซักฟอก 

จากการตรวจสอบหนังสือเรียกประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 ปีที่ 1 สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง ซึ่งลงนามโดย นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2569 พบว่า ระเบียบวาระการประชุมทั้งวันพุธที่ 28 ตุลาคม และวันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม ไม่ได้บรรจุญัตติขออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแต่อย่างใด 

สำหรับการประชุมวันพุธที่ 28 ตุลาคม ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 19 มีวาระสำคัญเกี่ยวกับการพิจารณาร่างกฎหมายและเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว รวมถึงการรับทราบผลการพิจารณาของวุฒิสภาต่อร่างกฎหมายบางฉบับ

การขยายเวลาพิจารณาร่างกฎหมายด้านกิจการกระจายเสียงและการจัดสรรคลื่นความถี่ ตลอดจนการตั้งกรรมาธิการร่วมกันเพื่อพิจารณาร่างกฎหมายเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น และการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.การเดินเรือในน่านน้ำไทย

ส่วนการประชุมวันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม ซึ่งเป็นการประชุมครั้งที่ 20 จะเน้นการตอบกระทู้ถาม ทั้งกระทู้ถามสดด้วยวาจา กระทู้ถามทั่วไป และกระทู้ถามแยกเฉพาะ

โดยมีประเด็นตั้งแต่แนวทางเชื่อมโยงเขตบริการน้ำประปา การฟื้นฟูและสร้างการแข่งขันอย่างเป็นธรรมของอุตสาหกรรมไทย การบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ ไปจนถึงงบประมาณศูนย์รังสีรักษาโรคมะเร็งและระบบไฟฟ้าในจังหวัดภูเก็ต

                                     ศึกซักฟอก 18 รัฐมนตรี ติดล็อกเวลา-หาวันใหม่ยาก เดดไลน์ปิดสภา 22 ธ.ค.นี้   ศึกซักฟอก 18 รัฐมนตรี ติดล็อกเวลา-หาวันใหม่ยาก เดดไลน์ปิดสภา 22 ธ.ค.นี้

 

เมื่อระเบียบวาระทั้งสองวันไม่มีเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจ จึงหมายความว่า “ศึกซักฟอก" จะยังไม่เกิดขึ้นตามกำหนดการประชุมปกติในวันที่ 28-29 ตุลาคม และต้องรอการกำหนดกรอบเวลาใหม่จากประธานสภาฯ และการประสานงานกับฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

“อนุทิน”ลั่นหาวันใหม่ยาก 

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงความเป็นไปได้ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า รัฐบาลยืนยันความพร้อม โดยการกำหนดวันขึ้นอยู่กับประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้ประชุมหารือกันแล้ว แต่ยังมีข้อกำหนดที่ไม่ตรงกัน จึงต้องยึดแนวทางที่ประธานสภาฯ ตัดสินใจ 

เมื่อถูกถามถึงภารกิจของนายกรัฐมนตรีในเดือนพฤศจิกายนที่มีตารางงานแน่น นายอนุทิน ตอบว่า ต้องสอบถามประธานสภาฯ เช่นเดียวกัน พร้อมย้ำว่า ในมุมของคณะรัฐมนตรี สัปดาห์หน้าถือเป็นช่วงเวลาที่สะดวกที่สุด เพราะรัฐบาลพร้อมตั้งแต่วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคมเป็นต้นไป และรัฐมนตรีหลายคน โดยเฉพาะผู้ที่ถูกอภิปราย ได้เลื่อนภารกิจต่าง ๆ เพื่อเตรียมตัวไว้แล้ว

นายกรัฐมนตรี อธิบายเพิ่มเติมว่า หากฝ่ายค้านไม่สามารถตกลงตามกรอบเวลาที่หารือกันไว้ รัฐบาลก็จำเป็นต้องหาวันใหม่ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมีภารกิจสำคัญหลายรายการรออยู่ ทั้ง

  • การประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ครั้งที่ 33 (APEC 2026) ที่เมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ประเทศจีน 
  • การประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ครั้งที่ 49 ที่เขตมหานครมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ 
  • ตลอดจนกำหนดการเดินทางเยือนไทยของนายกรัฐมนตรีจีน 
  • และการประชุมคณะทำงานร่วมระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

นายกฯ อนุทิน ย้ำว่า รัฐบาลได้ปรับตารางประชุม คณะรัฐมนตรี มาเป็นช่วงเช้าวันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม เพื่อเปิดโอกาสให้มีเวลาอภิปรายเพิ่มอีกหนึ่งวัน แต่เมื่อการหารือไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง จึงต้องกลับไปหาวันที่เหมาะสมกันใหม่

เมื่อถามว่ารัฐบาลยังมีเวลารองรับการอภิปรายหรือไม่ นายกรัฐมนตรี ตอบหนักแน่นว่า “เป็นเรื่องยาก” และยังไม่สามารถระบุช่วงเวลาที่ชัดเจนได้ เพราะรัฐมนตรีแต่ละคนมีภารกิจที่ต้องดำเนินการ โดขึ้นอยู่กับประธานสภาฯ ที่จะหารือกับฝ่ายต่าง ๆ เพื่อหาข้อยุติ 

ส่วนคำถามว่ามีโอกาสที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจจะไม่เกิดขึ้นหรือไม่นั้น นายอนุทิน ตอบว่า ไม่ทราบ แต่ยืนยันว่ารัฐบาลพร้อม และต้องการให้เรื่องดังกล่าวได้ข้อยุติ

ปม 5+1 วัน ปะทะ 4+1 วัน จุดแตกหักสองฝ่าย

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้การกำหนดวันอภิปรายไม่ลงตัว อยู่ที่กรอบเวลาที่แต่ละฝ่ายเสนอ โดยก่อนหน้านี้มีความพยายามประสานงานระหว่างวิปสามฝ่าย เพื่อหาช่วงเวลาที่เหมาะสมร่วมกันในวันที่ 27-29 ตุลาคม

แต่ข้อเสนอเรื่องระยะเวลาการอภิปรายยังแตกต่างกัน โดยฝ่ายค้านต้องการกรอบเวลา 5+1 วัน (อภิปราย 5 วัน ลงมติวันที่ 6) ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลพยายามประนีประนอมด้วยข้อเสนอ 4+1 วัน แต่ไม่สามารถหาข้อยุติได้ 

ในมุมของฝ่ายค้าน การกำหนดกรอบเวลาต้องเพียงพอต่อการอภิปรายประเด็นที่เห็นว่ามีความสำคัญต่อรัฐมนตรีทั้ง 18 คน  ส่วนฝ่ายรัฐบาลต้องบริหารทั้งเวลาในสภาและภารกิจของรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง 

เมื่อทั้งสองฝ่ายไม่สามารถหาจุดร่วมได้ การอภิปรายจึงต้องชะลอออกไป แม้รัฐบาลจะระบุว่าพร้อมเข้าสู่กระบวนการแล้วก็ตาม  

ประเด็นที่ต้องติดตามต่อจากนี้ จึงอยู่ที่การเจรจาจะสามารถปรับกรอบเวลาให้ลงตัวได้หรือไม่ และประธานสภาฯ จะเลือกใช้แนวทางใดในการกำหนดวันอภิปราย 

พ.ย.คิวแน่น-ธ.ค.เวลาจำกัด

หากพิจารณาจากปฏิทินภารกิจที่นายกรัฐมนตรีเปิดเผย เดือนพฤศจิกายน จะเป็นช่วงที่การหาวันอภิปรายอาจทำได้ยากขึ้น เนื่องจากมีทั้งการประชุมระหว่างประเทศ ภารกิจต้อนรับผู้นำต่างประเทศ และการหารือความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับ OECD ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับตารางงานของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีหลายคน

ขณะเดียวกัน การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลาว่างของนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว แต่ยังต้องคำนึงถึงรัฐมนตรีที่ถูกอภิปราย การจัดสรรเวลาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และกรอบการประชุมที่ประธานสภาฯ สามารถกำหนดได้

ส่วนเดือนธันวาคมมีข้อจำกัดจากภารกิจสำคัญ และกำหนด “ปิด” สมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 22 ธันวาคม 2569 ทำให้กรอบเวลาสำหรับการอภิปรายก่อนปิดสมัยประชุมมีจำกัดลง หากไม่สามารถหาข้อยุติได้ภายในช่วงต้นถึงกลางเดือนธันวาคม ก็จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ประธานสภาฯ และวิปทั้งสองฝ่ายต้องเร่งหาทางออก 

เดดไลน์ซักฟอกก่อนปิดสภา 22 ธ.ค.นี้  

เมื่อญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจผ่านขั้นตอนการยื่นและตรวจสอบเอกสารแล้ว ขั้นตอนสำคัญในขณะนี้จึงอยู่ที่การกำหนดวันและการจัดระเบียบวาระ โดยประธานสภาฯ ต้องประสานกับฝ่ายรัฐบาลและวิปทั้งสองฝ่ายเพื่อให้ได้กรอบเวลาที่เหมาะสม

ทางเลือกที่ต้องจับตา ได้แก่ การกำหนดวันประชุมเพิ่มเติมเป็นกรณีพิเศษ หรือการบรรจุญัตติเข้าสู่ระเบียบวาระในการ ประชุมครั้งถัดไป หากสามารถตกลงกรอบเวลาระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาลได้ทันก่อนสิ้นสุดสมัยประชุมวันที่ 22 ธันวาคมนี้

ศึกซักฟอก 18 รัฐมนตรีจึงยังต้องรอคำตอบจากประธานสภาฯ ว่าจะสามารถเปิดเวทีอภิปรายได้หรือไม่ เมื่อใด 

หากสมัยประชุมสภาฯ นี้ “ฝ่ายค้าน” ไม่สามารถอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้ จะเสียโอกาสทางการเมืองที่สำคัญ ทั้ง การเปิดข้อมูลที่มิชอบในการบริหารประเทศ การกดดันรัฐบาล และ การสร้างคะแนนนิยมจากการทำหน้าที่ตรวจสอบ

ขณะที่ “ฝ่ายรัฐบาล” ก็รอดพ้นแรงกดดันทางการเมือง ที่จะเกิดขึ้น

มารอดูกันว่าในสมัยประชุมสภาฯ นี้ ฝ่ายค้านจะได้อภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลหรือไม่ เพราะหากญัตติดังกล่าวไม่เกิดขึ้น ฝ่ายค้านต้องร้องเพลงรอไปอีกนาน

เนื่องจากสมัยประชุมหน้า ไม่สามารถยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้อีกแล้ว... 

รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง ฐานเศรษฐกิจออนไลน์