thansettakij
thansettakij
ราชบัณฑิตยสภาเปิดเวที “สิทธิโชติ-โคทม” ชำแหละปมฮั้ว สว.

ราชบัณฑิตยสภาเปิดเวที “สิทธิโชติ-โคทม” ชำแหละปมฮั้ว สว.

30 ก.ย. 69 | 06:43 น.
อัปเดตล่าสุด :30 ก.ย. 69 | 07:15 น.

ราชบัณฑิตยสภาเปิดเวที ชำแหละ คดีฮั้ว สว. “สิทธิโชติ”แฉช่องโหว่เลือก สว. “โคทม”ชี้ระบบเลือก สว. ซับซ้อน เปิดช่องฮั้ว จี้ปฏิรูปที่มา สว.

KEY

POINTS

  • นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต.เสียงข้างน้อย ชี้ช่องโหว่ในกระบวนการเลือก สว. ตั้งแต่การรับสมัครที่เป็นความลับ การขาดแคลนเจ้าหน้าที่ และการรั่วไหลของข้อมูลที่เอื้อต่อการจัดตั้ง
  • นายโคทม อารียา อดีต กกต. ระบุว่าระบบที่ซับซ้อนเกินไปกลับเปิดช่องให้เกิดการฮั้ว และตั้งคำถามว่าอาจนำไปสู่การครอบงำอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ
  • มีการเปิดเผยเบื้องหลังการทำงานของ กกต. ที่ต้องตั้งคณะอนุกรรมการชุดพิเศษ (ชุดที่ 26 และ 36) เพื่อสืบสวนเชิงลึกและแกะรอยเส้นทางการเงิน
  • มีข้อเสนอให้ทบทวนและปฏิรูปที่มาของ สว. เนื่องจากระบบปัจจุบันไม่สามารถคัดเลือกตัวแทนกลุ่มอาชีพได้ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

ราชบัณฑิตยสภาเปิดเวที “คดีฮั้ว สว. : เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้” “สิทธิโชติ” กกต.เสียงข้างน้อย เปิดเบื้องลึกช่องโหว่กระบวนการเลือก สว. ตั้งแต่การรับสมัครที่เป็นความลับ-ข้อจำกัดกำลังเจ้าหน้าที่-การรั่วไหลของข้อมูล จนถึงการตั้งอนุกรรมการชุด 26 และคณะอนุวินิจฉัยชุด 36 ด้าน “โคทม อารียา” ชี้ระบบที่ซับซ้อนกลับเปิดช่องการจัดตั้ง ตั้งคำถามกรณีฮั้ว สว. อาจนำไปสู่การครอบครองอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ พร้อมเสนอถึงเวลาทบทวนและปฏิรูปที่มาของ สว.

วันนี้ 30 กันยายน 2569 ราชบัณฑิตยสภาและสำนักงานราชบัณฑิตยสภา จัดเสวนาวิชาการเรื่อง “คดีฮั้ว สว. : เรื่องจริงที่คนไทยทุกคนต้องรู้" 

 

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์สุรพล อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา เปิดเผยว่า การเสวนาจัดขึ้นเป็นประจำทุกเดือนเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลในประเด็นปัญหาสำคัญของสังคม โดยกรณี “คดีฮั้ว สว.” ราชบัณฑิตยสภาทำหน้าที่เป็นสื่อกลางทางวิชาการ เพื่อสร้างความเข้าใจ เกี่ยวกับความเป็นมาและกระบวนการตัดสินของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้ประชาชนได้รับทราบอย่างถูกต้อง  

ทั้งนี้ นายกราชบัณฑิตยสภา ได้เน้นย้ำถึงจุดยืนความเป็นกลางทางการเมืองว่า “ราชบัณฑิตยสภาเป็นองค์กรทางวิชาการ เป็นองค์กรแห่งปัญญาและคุณธรรม และเป็นที่พึ่งพาของแผ่นดิน ฉะนั้นอย่าได้กังวล การให้ความเห็นเป็นเชิงวิชาการไม่ได้ตัดสินว่าใครถูกใครผิด อยากเปิดพื้นที่ให้สาธารณชน ได้รับรู้ ด้วยความเป็นกลาง 

เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปีของราชบัณฑิตยสภา องค์กรได้ขยายบทบาทจากการอนุรักษ์ภาษาและวัฒนธรรม ไปสู่การเป็น “ปัญญาของประเทศ” โดยได้จัดทำ “สมุดปกขาว” เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศต่อรัฐบาล พร้อมมุ่งมั่นชี้แนะแนวทางแก้วิกฤตการณ์ของชาติด้วยปณิธาน “ปัญญานำชาติ คุณธรรมนำสังคม”  

“สิทธิโชติ”เปิดช่องโหว่ระบบเลือก สว. 20 กลุ่มอาชีพ

นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ  กกต.เสียงข้างน้อย กล่าวในวงเสวนา ตอนหนึ่ง ว่า จากการตรวจสอบโครงสร้างการเลือก ส.ว. ที่มีผู้สมัครรวม 48,226 คน จาก 20 กลุ่มอาชีพ พบว่าการบริหารจัดการแบ่งออกเป็น 3 ระดับ คือ ระดับอำเภอ (928 อำเภอ มีนายอำเภอเป็นประธาน) ระดับจังหวัด (มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน) และระดับประเทศ (มีเลขาธิการ กกต. เป็นผู้อำนวยการเลือก) โดยมีกรรมการระดับละ 7 คน

อย่างไรก็ตาม กระบวนการดังกล่าวกลับปรากฏช่องโหว่สำคัญ เนื่องจากกฎหมายกำหนดให้การรับสมัครเป็นความลับ ห้ามเปิดเผยจำนวนและรายชื่อผู้สมัคร ส่งผลให้เกิดการ "บริหารจัดการ" จัดตั้งฐานคะแนนด้วยการเกลี่ยตัวเรือนผู้สมัครไปลงในกลุ่มอาชีพที่มีผู้สมัครน้อย ขณะที่ กกต. มีกำลังเจ้าหน้าที่เพียง 1,000 กว่าคนทั่วประเทศ จึงต้องพึ่งพาฝ่ายปกครองเป็นหลัก

นอกจากนี้ บรรทัดฐานคำวินิจฉัยของศาลฎีกายังวางหลักไว้ว่า หากผู้สมัครกรอกข้อมูลและมีผู้รับรองถูกต้อง ผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอต้องรับสมัครไว้ก่อน ส่วนการตรวจสอบว่าทำอาชีพตรงตามกลุ่มจริงหรือไม่นั้น ถูกโยนให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ กกต. ในการสืบสวนสอบสวนเชิงลึกในภายหลัง

นายสิทธิโชติ กล่าวอีกว่า เงื่อนปมความผิดปกติชัดเจนยิ่งขึ้นในวันเลือกระดับประเทศ ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจพบเอกสารลักษณะ "โพยสั่งการ" ถูกทิ้งไว้ในห้องน้ำช่วงเช้า ส่งผลให้ กกต.ต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการสั่งพิมพ์เอกสารแนะนำตัวผู้สมัคร (ส.ว. 3) ชุดใหม่ทั้งหมดเพื่อใช้ในรอบบ่าย

ทว่า การรั่วไหลของข้อมูลล่วงหน้า ได้ส่งผลให้เกิดความวุ่นวายในการลงคะแนนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะที่การสืบสวนในระดับพื้นที่ช่วง 3–4 เดือนแรกต้องเผชิญตอใหญ่ เนื่องจากพยานในพื้นที่ถูกกดดันจนไม่กล้ายืนยันข้อเท็จจริง ประกอบกับ กกต.ท้องถิ่นขาดเครื่องมือในการตรวจสอบเส้นทางการเงิน ทำให้สำนวนร้องเรียนส่วนใหญ่ในระดับอำเภอและจังหวัดต้องถูกยกคำร้องไปในที่สุด

นอกจากนี้ ความซับซ้อนของคดีที่กระจายตัวทั่วประเทศ ทำให้ กกต. ปรับแผนการทำงานใหม่ จากเดิมที่มีคณะกรรมการสืบสวนไต่สวนปกติ 25 คณะ ได้ตัดสินใจใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กกต. ดึง 3 หน่วยงานหลัก ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ สำนักงาน ปปง. มาร่วมบูรณาการทำงาน 

จึงเป็นที่มาของการจัดตั้ง "คณะอนุกรรมการ ชุดที่ 26" ซึ่งมี เลขาธิการ กกต. นั่งเป็นประธาน ร่วมกับเจ้าหน้าที่ DSI 3 นาย และเจ้าหน้าที่ กกต. 6 คน ทำหน้าที่ในการใช้อำนาจและเครื่องมือพิเศษ ทั้งการแกะรอยเส้นทางการเงิน การตรวจสอบข้อมูลการใช้งานโทรศัพท์ และการลงพื้นที่สอบปากคำพยานซ้ำอย่างรัดกุม (เช่น กรณีพยาน 16/26 ที่มีการยืนยันคำให้การตรงกันถึง 3 ครั้ง) เพื่อสร้างสำนวนคดีที่แน่นหนาและทลายข้อจำกัดเดิม

เมื่อคณะอนุกรรมการ ชุดที่ 26 รวบรวมพยานหลักฐานจนได้สำนวนความยาวหลายหมื่นหน้า ขั้นตอนสำคัญถัดมาคือ การกลั่นกรองข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ซึ่งเดิม กกต.มีคณะอนุวินิจฉัยประจำอยู่แล้ว 35 คณะ

แต่ด้วยความสำคัญและความหนาของแฟ้มคดี ที่ประชุม กกต. ทั้ง 7 คน จึงมีมติแต่งตั้งคณะอนุวินิจฉัยกรณีพิเศษขึ้นเพิ่มเติมคนละ 1 ชุด (ชุดที่ 36 ถึง 42) โดยมี "คณะอนุวินิจฉัย ชุดที่ 36" รับบทบาทเป็นปราการด่านสำคัญในการวิเคราะห์ข้อกฎหมาย ประมวลพยานหลักฐานทั้งหมดจากชุดที่ 26 และทำความเห็นเสนอต่อที่ประชุม กกต. ชุดใหญ่ เพื่อให้การวินิจฉัยชี้ขาดซึ่งนำไปสู่ผลเป็นไปตามที่ออกเพรสข่าว  

“โคทม”ชี้ระบบซับซ้อนเปิดช่องการจัดตั้ง

ด้าน นายโคทม อารียา อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และที่ปรึกษาสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวตอนหนึ่งในการเสวนา ว่า ระบบเลือกตั้ง สว. ปัจจุบันมีปัญหาซับซ้อนเกินไปเพราะป้องกันการฮั้ว แต่คนที่ต้องการฮั้วก็หาช่องทางเก่ง แม้จะมีความพยายามชวนคนที่มีประสบการณ์ มีความเชี่ยวชาญ ในแต่ละสาขา ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มาสมัครกันเยอะๆ แต่ในความเป็นจริงก็ไม่มี หรือมีน้อยมาก 

จึงเป็นการเปิดประตูสู่การจัดตั้ง  ซึ่งไม่มีการสงสัยเลยว่า จะมีการจัดตั้ง และไม่ได้มีการสงสัยว่าจะมีการขนคนไปหารือปรึกษากันที่ไหน หากสืบสวนสอบสวนตรวจตราตั้งแต่แรก กกต. จะสามารถรวบรวมพยานหลักฐานได้ตั้งแต่ต้นทาง ขณะเดียวกัน การระมัดระวังตั้งแต่การเลือกในจังหวัดจนถึงระดับประเทศค่อนข้างน้อย

เรียกร้องปฏิรูปการได้มาซึ่ง สว.

นายโคทม กล่าวอีกว่า ทำไม กกต. ไม่มองว่าการฮั้ว สว.ครั้งนี้เป็นการยึดรัฐ ยึดนิติบัญญัติ และทำได้โดยมีการตัดตอนกระบวนการออกไปหมด

และตั้งข้อสังเกตว่า การวินิจฉัยในเรื่องคดีฮั้ว สว. กกต. ที่ ประชาชนฝากความหวังไว้กับ กกต. ขอให้ กกต.ดำเนินการตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญให้เป็นที่ประจักษ์  

“ที่ตั้งความหวังว่าเราจะได้ สว. ที่เป็นตัวแทนอาชีพ วิชาชีพ เป็นกลุ่มก้อน 20 กลุ่ม เป็นปากเสียงตัวแทนผลประโยชน์วิชาชีพ แต่ไม่แน่ใจว่า ได้ผลตามเจตนารมณ์นี้หรือไม่ ถึงเวลาหรือไม่ที่จะปฏิรูปการได้มาซึ่ง สว. และเมื่อมีการครอบครองอำนาจอย่างกว้างขวางจนกระทั่งมีการตั้งชื่อว่าเป็นระบอบสีน้ำเงิน จึงอยากเสนอว่า เรามีภัยคุกคามมากมาย ทั้งนอกประเทศและในประเทศ ถึงเวลาหรือไม่ที่จะปฏิรูปวุฒิสภา และพิจารณาถึงระบอบสีน้ำเงินด้วยว่าจะเปลี่ยนแปลงได้หรือไม่” นายโคทม ระบุ