thansettakij
thansettakij
วิบากกรรม กกต. มติคดี“ฮั้ว สว.”พ่นพิษ เผชิญวิกฤตศรัทธา-คุก 10 ปี

วิบากกรรม กกต. มติคดี“ฮั้ว สว.”พ่นพิษ เผชิญวิกฤตศรัทธา-คุก 10 ปี

วิบากกรรม กกต.มติคดี“ฮั้ว สว.”พ่นพิษ เผชิญวิกฤตศรัทธา-คุก 10 ปี : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมืองหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 2436

KEY

POINTS

  • มติ กกต.ที่ส่งฟ้องคดีฮั้ว สว. 77 ราย ได้จุดชนวนวิกฤตศรัทธาและนำไปสู่ "นิติสงคราม" จากหลายฝ่าย
  • กลุ่ม สว.สำรองได้ยื่นฟ้องศาลฎีกา กล่าวหา กกต. ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งอาจมีความผิดและต้องรับโทษจำคุกสูงสุด 10 ปี
  • กกต.ถูกวิจารณ์อย่างหนักว่า จงใจมองข้ามหลักฐานที่เชื่อมโยงขบวนการฮั้วไปยังพรรคการเมืองใหญ่ นำไปสู่การเตรียมยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบ

มติคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ที่เห็นควรส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหา 77 ราย ในคดี “ฮั้ว สว.” แทนที่จะเป็นบทสรุปเพื่อคลี่คลายความคลางแคลงใจของสังคม แต่กลับกลายเป็น “เชื้อไฟ” กองใหญ่ที่โหมกระพือวิกฤตศรัทธาต่อองค์กรอิสระ และเปิดฉากศึก “นิติสงคราม” รอบใหม่ ทั้งใน และ นอกสภาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

สว.สำรองยื่นศาลฎีกาฟันกกต. 

แรงกระเพื่อมแรกเกิดขึ้นทันที เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 กลุ่ม สว.สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว เดินทางไปยังศาลฎีกา ถนนราชดำเนิน เพื่อยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง (คดีหมายเลขดำที่ ลต.สว.21/2569) ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและไต่สวนพยานหลักฐานใหม่เกี่ยวกับกระบวนการเลือก สว. ทั้งหมด 

 

โดยชี้ว่า คำวินิจฉัยของ กกต. ที่ยกคำร้องในหลายประเด็น โดยเฉพาะข้อกล่าวหาเรื่อง “โพยใบสั่ง” นั้น ไม่รอบด้านและไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่า โพยฉบับแรกที่พบถือเป็นหลักฐานสำคัญที่ไม่มีการตกแต่ง

จุดสำคัญที่กลุ่ม สว.สำรอง มุ่งเป้าคือ การที่ กกต. ละเว้นการใช้อำนาจตามมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งกฎหมายกำหนดเกณฑ์ไว้เพียง "มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า" การเลือกไม่สุจริตเที่ยงธรรม ก็สามารถยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อเพิกถอนสิทธิได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอระดับการพิสูจน์ความผิดทางอาญา 

แต่ กกต. กลับมุ่งเน้นวางเกณฑ์การพิจารณาในลักษณะคดีอาญาเป็นหลัก การกระทำดังกล่าวจึงถูกมองว่าเข้าข่ายละเมิดมาตรา 32 แห่ง พ.ร.ป.เดียวกัน ซึ่งระบุโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี สำหรับเจ้าหน้าที่หรือ กกต. ที่หลีกเลี่ยงหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบ เพื่อร้องขอให้ศาลสั่งให้ กกต. นำสำนวนของ สว. ทั้ง 138 คนกลับไปทบทวนและทำใหม่ทั้งหมด

                      วิบากกรรม กกต. มติคดี“ฮั้ว สว.”พ่นพิษ เผชิญวิกฤตศรัทธา-คุก 10 ปี

เสียงสะท้อน กกต.เสียงข้างน้อย

ความคลางแคลงใจต่อมาตรฐานของ กกต. ยิ่งเด่นชัดเมื่อมติออกมาแบบ “ไม่เป็นเอกฉันท์” โดย สิทธิโชติ อินทรวิเศษ 1 ใน 2 กรรมการเสียงข้างน้อย ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตถึงการ “ตัดตอน” ข้อกล่าวหาที่เชื่อมโยงไปถึงบุคคลในพรรคการเมือง สส. และกรรมการบริหารพรรค 

ทั้งที่มีหลักฐานทั้งเส้นทางการเงิน ประวัติการโทรศัพท์ รวมถึงพยานหลักฐานเรื่องการนัดประชุม สว. หลังการประกาศผลรับรอง เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 ที่โรงแรมแห่งหนึ่ง เพื่อกำหนดตัวประธานและรองประธานวุฒิสภา โดยมีบุคคลสำคัญระดับแกนนำของพรรคการเมืองเข้าร่วม

ช้าง 3 ตัวที่ กกต.แกล้งมองไม่เห็น

ขณะที่ในเวทีสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2569 วาระรับทราบผลการปฏิบัติงานของ กกต. พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน ได้ถล่ม กกต. อย่างหนักว่า จงใจมองไม่เห็น “ช้าง 3 ตัว” ในสำนวนคดี 

1.ความเป็นขบวนการ ที่ตีกรอบให้เป็นการกระทำที่ต่างคนต่างโกง ขัดกับหลักฐานที่อ้างถึงโพยใบสั่ง 12 เวอร์ชัน ซึ่งมีรายชื่อ สว.กว่า 130 คน รวมอยู่ด้วย เป็นขบวนการเดียวกัน และสถิติการลงคะแนนระดับประเทศที่สะท้อนการแลกคะแนนอย่างเป็นระบบ

รวมถึงข้อกล่าวหาเรื่องศูนย์จัดทำโพย ซึ่งมีผู้สมัคร สว. ไปปรากฏตัวตามโรงแรมต่าง ๆ และมีวิทยากรคนเดียวกันหมุนเวียนไปทำหน้าที่ในหลายพื้นที่   

อีกทั้งมีการปฐมนิเทศ สว.หลังจาก กกต.ประกาศรับรองผล ที่พบว่า มีสว.หลายสิบคน ไปประชุมที่โรงแรมพูลแมน เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2567 เพื่อหารือเรื่องการเลือกประธาน และ รองประธานวุฒิสภา

2.ความเชื่อมโยงไปถึงแกนนำ รัฐมนตรี และ สส.พรรคภูมิใจไทย แม้ กกต. จะปัดตกคำให้การของ “เอกราช ช่างเหลา” แต่ฝ่ายค้านระบุว่ายังมีหลักฐานอื่น เช่น ข้อมูลประวัติการโทรศัพท์ โดยเฉพาะกรณี “รัตนา บ่อถ้ำ” เจ้าหน้าที่พรรค ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำตัวของ “ชลัฐ รัชกิจประการ” สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย 

ฝ่ายค้านจึงตั้งคำถามว่า หากพรรคภูมิใจไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เหตุใด“รัตนา” จึงโทรศัพท์พูดคุยกับ สว. 19 คน รวม 62 ครั้ง ภายในช่วงเวลา 80 วัน ซึ่งคาบเกี่ยวกับการเลือก สว.

3.มาตรฐานการทำงานของ กกต. โดยมีการเปรียบเทียบกับคดีในปีก่อน ที่ กกต.เคยส่งฟ้องคดีเลือก สว.ต่อศาล จากหลักฐานแชตไลน์ของ 2 คน ซึ่งมีข้อความเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนคะแนน แต่คดีปัจจุบัน ที่มีข้อมูลโพยใบสั่ง และพฤติการณ์แลกคะแนนอย่างเป็นระบบ แต่กลับดำเนินคดีกับ สว.กว่าร้อยคนตามข้อกล่าวหา ขัดกับมาตรฐานการสั่งฟ้องในอดีต

                             วิบากกรรม กกต. มติคดี“ฮั้ว สว.”พ่นพิษ เผชิญวิกฤตศรัทธา-คุก 10 ปี

“น้ำเงิน”โต้เป็นแผนล้มพรรค 

ขณะที่ฝ่ายค้านเตรียมใช้ปมนี้เป็นกระสุน “ซักฟอกรัฐบาล” ทั้งการอภิปรายทั่วไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 152 และ การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตามมาตรา 151 ช่วงปลายปี 

ฟาก “ฝ่ายน้ำเงิน” โดย ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และ สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ก็ออกมาตั้งคำถามโต้กลับถึงสารพัดข้อพิรุธในกระบวนการไต่สวนคดี สว.

ทั้งการลงมติ เมื่อวันที่ 14 กันยายน ที่เป็นการพิจารณา “รายบุคคล” โดยตั้งคำถามว่า หาก กกต. ทั้ง 7 คน เชื่อตามสำนวนของอนุฯ ไต่สวนชุดที่ 26 ว่ามีกระบวนการ ฮั้ว สว. เกิดขึ้นจริง เหตุใดจึงไม่ลงมติแบบ “ก้อนใหญ่” ครอบคลุมทั้งกระบวนการ รวมถึงกรณีพยาน 1 ปากกลับคำให้การในชั้นสอบพยาน โดยอ้างว่าถูกข่มขู่

“มีการไปสร้างเรื่องให้พยานปากนั้น ไปให้การแบบหนึ่งแบบใดที่เป็นการใส่ร้ายพวกผม ท่านสังเกตหรือไม่ว่า ทำไมมีการกล่าวหาเฉพาะกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย เพราะจุดประสงค์ต้องการให้พรรคเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ แล้วปลายทางสุดท้าย คือ นำไปสู่การยุบพรรคภูมิใจไทย” 

สำหรับประเด็นโพย “ภราดร” ยังตั้งข้อสงสัยว่า กกต.เคยตรวจสอบหรือไม่ว่า โพยถูกส่งถึงมือผู้เกี่ยวข้อง หลังการเลือก สว. เสร็จแล้วทั้ง 200 คน และโพยนั้นเป็นของจริงหรือของปลอม

ฟางเส้นสุดท้ายวิกฤติศรัทธา กกต.

วิบากกรรมของ กกต.ครั้งนี้ จึงหนักหนาสาหัสด้านศรัทธา ดังคำกล่าวของ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ที่อภิปรายในสภาฯ เปรียบว่า คดีฮั้ว สว. คือ “ฟางเส้นสุดท้ายของศรัทธาที่มีต่อ กกต.” พร้อมจูงใจให้คนภายใน กกต. ออกมาเปิดเผยความจริงหากมีการแทรกแซงจากอำนาจภายนอก 

ขณะที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ประกาศรวบรวมหลักฐานพร้อมข้อเท็จจริงจาก กกต. เสียงข้างน้อย เพื่อยื่นเอาผิด กกต. ต่อ ป.ป.ช. ในฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยเร็วที่สุด

ศึกนิติสงครามรอบใหม่

ในทางการเมือง จากนี้ไปจึงเป็นช่วงที่ต้องจับตาอย่างน้อย 3 เส้นทาง 

1.คือการพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ต่อคำร้องของกลุ่ม สว.สำรอง ว่าจะมีคำสั่งและแนวทางดำเนินการอย่างไร

2.คือการตรวจสอบการทำงานของ กกต. ผ่านกลไกขององค์กรอิสระและรัฐสภา โดยเฉพาะข้อร้องเรียนที่อาจถูกส่งต่อไปยัง ป.ป.ช.

3.คือการนำคดีฮั้ว สว. ไปใช้เป็นประเด็นทางการเมืองในช่วงปลายปี ทั้งการอภิปรายทั่วไป แบบไม่ลงมติ และ การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล หากฝ่ายค้านเดินหน้ากลไกดังกล่าวตามที่ประกาศไว้

เมื่อคดี ฮั้ว สว. เดินทางเข้าสู่ศาลฎีกาแล้ว สิ่งที่สังคมกำลังจับตาต่อจากนี้ จึงไม่ใช่เพียงว่า “77 ราย” จะมีผลทางคดีอย่างไร แต่รวมถึงคำถามที่ใหญ่กว่ากระบวนการเลือก สว. ปี 2567 เกิดอะไรขึ้นกันแน่ และมาตรฐานการตรวจสอบขององค์กรที่มีหน้าที่กำกับการเลือกตั้ง จะได้รับคำตอบที่ชัดเจนเพียงใด

คดี “ฮั้ว สว.” ยังมีอีกหลายฉากให้ติดตาม มติที่ กกต.หวังให้เป็นจุดสิ้นสุดในชั้นองค์กรอิสระ จึงกลายเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของ “นิติสงครามรอบใหม่” ที่จะลากยาวไปถึงเกมการเมืองช่วงปลายปี และย้อนกลับมาชี้ชะตาอนาคตของ กกต.เอง...
 

รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมืองหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 2436