thansettakij
thansettakij
“สว.สำรอง”ร้องศาลฎีกาสอบคดี ฮั้ว สว. ชี้ กกต.วินิจฉัยไม่รอบด้าน ละเลย ม.62

“สว.สำรอง”ร้องศาลฎีกาสอบคดี ฮั้ว สว. ชี้กกต.วินิจฉัยไม่รอบด้าน ละเลย ม.62

16 ก.ย. 69 | 05:35 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ก.ย. 69 | 05:45 น.

กลุ่ม สว.สำรองร้องศาลฎีกา ขอให้สอบข้อเท็จจริง-พยานหลักฐานคดีฮั้ว สว. ชี้คำวินิจฉัย กกต.ไม่รอบด้าน ละเว้นปฏิบัติหนาที่ หวังศาลให้ความเป็นธรรมรับคำร้องไต่สวน

KEY

POINTS

  • กลุ่ม สว.สำรอง ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาให้ตรวจสอบคดีทุจริตเลือกตั้ง สว. หลัง กกต. มีมติยกคำร้องในหลายประเด็น
  • กล่าวหาว่า กกต. วินิจฉัยคดีไม่รอบด้าน โดยมุ่งเน้นความผิดทางอาญา และละเลยการใช้มาตรา 62 ของกฎหมาย สว. ซึ่งใช้เกณฑ์เพียง "มีหลักฐานอันควรเชื่อได้" ว่าการเลือกตั้งไม่สุจริต
  • ขอให้ศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยของ กกต. ในบางข้อกล่าวหา และสั่งให้ทบทวนการพิจารณา สว. 138 รายใหม่ หากพบว่าเป็นการทุจริตแบบขบวนการ

กลุ่ม สว.สำรอง นำโดย “พล.ต.ท.คำรบ” ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานคดีทุจริต-ฮั้ว สว. หลัง กกต.มีมติเมื่อ 14 ก.ย. ดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาบางส่วน ชี้ กกต.มุ่งพิจารณาในกรอบความผิดทางอาญา ขณะที่ ม.62 ใช้เกณฑ์เพียง “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่าการได้มาซึ่ง สว.ไม่สุจริตเที่ยงธรรม พร้อมขอศาลเพิกถอนคำวินิจฉัยในข้อกล่าวหาที่ 1-3 และสั่งให้ กกต.ทบทวนการพิจารณา สว. 138 ราย หากพบพฤติการณ์เป็นขบวนการ

วันที่ 16 กันยายน  2569 ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนิน กลุ่ม สว.สำรอง นำโดย พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง กรณีการเลือก สว. โดยขอให้ศาลตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. และข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริต หรือ “ฮั้ว สว.”

ฉะกกต.เมินยึด ม.62 กฎหมายที่มา สว. 

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า การเดินทางมายื่นคำร้องครั้งนี้ สืบเนื่องจาก กกต.มีคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา โดยประธาน กกต.ได้แถลงถึงผลการพิจารณาข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับคดีเลือก สว. ซึ่งมีการดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาจำนวนหนึ่ง ขณะที่ข้อกล่าวหาหลายประเด็น กกต.มีมติยกคำร้อง โดยให้เหตุผลว่า พยานหลักฐานไม่เพียงพอ

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวอีกว่า ข้อกล่าวหาที่ยกคําร้องโดยเฉพาะข้อกล่าวหาที่ 3 ซึ่ง กกต. ชี้แจงว่า โพยไม่ผิดนั้น ตนเองยืนยันได้ว่ามีขบวนการในการจัดทําขึ้น และโพยฉบับแรกที่ตนเองไปพบนั้น ถือเป็นโพยฉบับแรกที่ไม่มีการต่อเติมเสริมแต่งขึ้นมา จึงถือเป็นข้อเท็จจริงที่น่าเชื่อว่า มีการทุจริตเกิดขึ้นจริง แต่เมื่อ กกต.พยายามวินิจฉัยเป็นความผิดส่วนบุคคล จึงมองว่า กกต. ไม่วินิจฉัยตามพยานหลักฐาน

โดยสรุปแล้วทั้ง 77 ราย กกต.วินิจฉัยในลักษณะของคดีอาญาเป็นหลัก แต่ยังมีความผิดตามมาตรา 62 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ที่ระบุว่า เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ศาลจะต้องยื่นคําร้องเพื่อเพิกถอนสิทธิการเลือกของผู้ที่ได้มาโดยไม่สุจริตเที่ยงธรรม ซึ่ง กกต.ไม่ได้พูดถึงมาตรา 62 เลย หรือเจตนาจะปล่อยปะละเลยหรือไม่ จึงถือว่า กกต.ไม่ปฏิบัติไปตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องรวมทั้งไม่เป็นไปตามพยานหลักฐานที่ปรากฎในสํานวน

ขอศาลเพิกถอนคําวินิจฉัย กกต. 

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า ในส่วนนี้จึงถือว่า กกต.ได้ละเมิด ตามมาตรา 32 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา กําหนดไว้ว่า กกต. หรือเจ้าหน้าที่ที่มีหน้าที่ทําให้การเลือก สว. เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม หากละเลยหรือหลีกเลี่ยงไม่ให้เป็นไปตามกฎหมายและระเบียบถือว่ามีความผิด ระวางโทษจําคุก 10 ปี

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวอีกว่า วันนี้กลุ่ม ส.ว.สํารอง จึงใช้สิทธิในการยื่นฟ้องต่อศาลฎีกาได้ภายใน 3 วัน ตามมาตรา 44 โดยจะขอให้ศาลฎีกาเพิกถอนคําวินิจฉัยที่ กกต. วินิจฉัยว่า ผู้เกี่ยวข้องที่ถูกกล่าวหาในข้อกล่าวที่ 1-3 ที่บอกว่าไม่ผิดขอให้เพิกถอนคําสั่งนี้ 

และขอให้ไต่สวนและวินิจฉัยใหม่ และขอให้ไต่สวนว่าเมื่อมีการทุจริตเป็นรูปแบบ หรือ ขบวนการที่ทําให้การเลือก ส.ว. ไม่สุจริตเที่ยงธรรม ต้องให้ กกต.ดําเนินการพิจารณา ส.ว. 138 คน และส่งมาให้ศาลฎีกาใหม่ โดยสรุปคือ ขอให้ศาลไต่สวน หากไม่ถูกต้องขอให้ศาลสั่งให้ กกต.ทบทวนเหมือนทําการบ้านส่งขึ้นมาใหม่

หวังศาลให้ความเมตตารับคําร้อง

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวเพิ่มเติมว่า คาดหวังว่าศาลให้ความเมตตาในการพิจารณารับคําร้องในวันนี้ และเปิดองค์คณะไต่สวนเพื่อพิสูจน์ความจริงในเรื่องของการวินิจฉัยของ กกต. และ ไม่หนักใจที่ กกต. มีการเตรียมความพร้อมไว้อยู่แล้วว่า จะมีการฟ้องร้อง เพราะการที่มาร้องในวันนี้ ได้มีการคาดการณ์ไว้แล้ว มีการร่างหนังสือมาเป็นเดือน 

ส่วนการที่ กกต.ชุดใหญ่ มีความพยายามโยนความผิดให้อนุกรรมการชุด 36 ที่อ้างว่า พยานหลักฐานมาไม่ถึง กกต.ชุดใหญ่ จึงอ้างว่าไม่มีพยานหลักฐานที่สามารถพิจารณาความผิดได้ พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า ในฐานะผู้บริหารต้องไม่โทษ หรือ โยนความผิดให้ใครต้องมีการวินิจฉัยหรือพิจาณาให้รอบครอบ เมื่อผู้บริหารตัดสินใจหรือวินิจฉันแล้วต้องรับผิดชอบในส่วนที่วินิจฉัยด้วยตัวเอง

ต่อกรณีหากคดีถึงที่สุดและศาลรับคําร้องสั่ง ส.ว. 26 ราย หยุดปฏิบัติหน้าที่ กลุ่ม ส.ว.สํารอง ยินดีรับตําแหน่งหรือไม่ พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า แม้ผลจะออกมาอย่างไรก็น้อมรับ เพราะที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้สังคมตระหนักถึงความไม่ชอบธรรมในการเลือกตั้ง สว.ครั้งที่ผ่านมา ดังนั้นทุกอย่างต้องเป็นไปตามกฎหมาย

ขอศาลตรวจสอบพยานหลักฐานทั้งหมด

ทั้งนี้กลุ่ม ส.ว.สํารอง ได้อ่านแถลงการณ์ระบุว่า ประเด็นสำคัญคือ ขอให้ศาลตรวจสอบพยานหลักฐานทั้งหมด โดยเห็นว่า มาตรา 62 ใช้เกณฑ์ หลักฐานอันควรเชื่อได้ ว่าการเลือกอาจไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม ไม่จำเป็นต้องถึงระดับพิสูจน์ความผิดทางอาญา และการตรวจสอบไม่ควรจำกัดเฉพาะหลักฐานการจ่ายเงิน แต่รวมถึง พฤติการณ์และความเชื่อมโยงของเครือข่าย ด้วย

กลุ่ม สว.สำรอง ระบุอีกว่า การยื่นคำร้องไม่ได้มุ่งช่วยบุคคลใดหรือกดดันศาล แต่ต้องการให้ข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานได้รับการตรวจสอบอย่างครบถ้วน เพื่อรักษาความสุจริตเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือก สว.