thansettakij
thansettakij
ชำแหละมติ กกต. ส่งฟ้อง“ฮั้ว สว.”แค่ 77 คน ตัดตอนถึง“ผู้บงการ”

ชำแหละมติ กกต. ส่งฟ้อง“ฮั้ว สว.”แค่ 77 คน ตัดตอนถึง“ผู้บงการ”

16 ก.ย. 69 | 05:00 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ก.ย. 69 | 05:15 น.

ชำแหละมติ กกต. ส่งฟ้อง“ฮั้ว สว.”แค่ 77 คน ตัดตอนถึง“ผู้บงการ” : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมืองหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4236

KEY

POINTS

  • กกต.มีมติส่งฟ้องคดี "ฮั้ว สว." เพียง 77 ราย ซึ่งน้อยกว่าที่คณะกรรมการไต่สวนเสนออย่างมาก และไม่ดำเนินคดีกับกลุ่มนักการเมืองที่ถูกกล่าวหา
  • การตัดสินใจของ กกต. ถูกวิจารณ์ว่า เป็นการ "ตัดตอน" ไม่ให้สาวถึงผู้บงการ โดยใช้มาตรฐานพิสูจน์แบบคดีอาญาที่เข้มงวด ซึ่งขัดต่อแนวคำพิพากษาศาลฎีกา
  • เกิดข้อกังขาต่อการให้น้ำหนักพยานหลักฐาน โดยเฉพาะการกลับคำให้การของพยานปากเอก (นายเอกราช ช่างเหลา) ซึ่งส่งผลให้กลุ่มนักการเมืองพ้นข้อกล่าวหา
  • มติดังกล่าวอาจทำให้กรรมการ กกต. เสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และกฎหมายอื่นๆ 

คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. แถลงผลการลงมติ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ในคดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ปี 2567 หรือคดี “ฮั้ว สว.” โดยมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง และดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกร้องรวม 77 ราย

ในจำนวนดังกล่าว แบ่งเป็น สมาชิกวุฒิสภา (สว.) 26 ราย ผู้มีสิทธิเลือก สว. 36 ราย และบุคคลอื่น 15 ราย ขณะที่กลุ่มกรรมการบริหารพรรค สส. และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เครือข่าย “พรรคภูมิใจไทย” ที่ถูกกล่าวหา จำนวน 20 ราย กกต.มีมติไม่ส่งฟ้อง

ตัวเลขดังกล่าวกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองและกฎหมายทันที เนื่องจากแตกต่างจากแนวทางของคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งมีข้อเสนอให้ดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 ราย ขณะที่ กกต.เผยว่า มีผู้ถูกกล่าวหา 427 ราย ทำให้เกิดคำถามถึงเหตุผลและมาตรฐานการใช้ดุลพินิจของ กกต. ในการตัดสินใจลงมติ

มติ กกต.อาจมีปัญหากฎหมาย

วันที่ 15 กันยายน นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา แสดงความคิดเห็นต่อมติ กกต. โดยตั้งข้อสังเกตว่า มติดังกล่าวกำลังเดินสวนทางกับบทบัญญัติของกฎหมายและบรรทัดฐานเดิมของศาลฎีกา

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การแยกอำนาจของ กกต. ระหว่างการดำเนินคดีอาญากับมาตรการที่มุ่งคุ้มครองความสุจริตและเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง

นายวัสชี้ ให้เห็นว่า มาตรา 62 ในหมวด 4 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 กำหนดกลไกในกรณีที่ กกต. มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม กกต.มีอำนาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง/เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง โดยใช้เกณฑ์เพียง "มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า" ซึ่งเป็นเกณฑ์ดุลพินิจเพื่อปกป้องความสุจริตหรือเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง ไม่จำเป็นต้องรอพยานหลักฐานมัดแน่นถึงขั้นลงโทษจำคุกบุคคล

ข้อสังเกตจึงอยู่ที่ว่า หาก กกต. ใช้มาตรฐานการพิสูจน์แบบคดีอาญามาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาว่าจะยื่นคำร้องตามมาตรา 62 หรือไม่ ก็อาจทำให้ช่องทางในการตรวจสอบและเพิกถอนสิทธิทางการเมืองแคบลงกว่าที่กฎหมายกำหนด

                              ชำแหละมติ กกต. ส่งฟ้อง“ฮั้ว สว.”แค่ 77 คน ตัดตอนถึง“ผู้บงการ”

บรรทัดฐานศาลฎีกาคดีฮั้ว สว. 

ข้อถกเถียงดังกล่าวถูกนำมาเปรียบเทียบกับแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ในคดีเกี่ยวกับการเลือก สว. ปี 2567 ที่ผ่านมา โดยเฉพาะคดีในจังหวัดชลบุรี ฉะเชิงเทรา และ ร้อยเอ็ด

ในคดีชลบุรี แนวคำวินิจฉัยที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอภิปรายคือ พฤติการณ์การสมยอมจับคู่แลกคะแนนระหว่างผู้สมัคร แม้ไม่มีหลักฐานเรื่องการจ่ายเงินหรือผลประโยชน์อื่น ก็อาจถือเป็นพฤติการณ์ที่กระทบต่อวิจารณญาณอันเป็นอิสระของผู้สมัคร และทำให้การเลือกไม่เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม ศาลจึงพิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปี โดยไม่จำเป็นต้องมีเรื่องเงินเข้ามาเกี่ยวข้อง

ส่วนคดีฉะเชิงเทรา มีการพิจารณาพฤติการณ์ในลักษณะเครือข่าย ตั้งแต่การจัดหาผู้สมัคร การสนับสนุนค่าใช้จ่าย ไปจนถึงการสั่งการลงคะแนน โดยมีการนำพยานบุคคลประกอบกับหลักฐานดิจิทัล ประวัติการติดต่อสื่อสาร และพยานทางนิติวิทยาศาสตร์มาประกอบการพิจารณา

ขณะที่คดีร้อยเอ็ด มีการพิจารณาพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน บัญชีนอมินี ข้อมูลโทรศัพท์ และพิกัดเสาสัญญาณ เพื่อเชื่อมโยงพฤติการณ์ของบุคคลต่างๆ เข้าด้วยกัน ศาลวางหลักว่าการ "เสนอให้ หรือสัญญาว่าจะให้" ถือเป็นความผิดสำเร็จแล้ว แม้เงินยังไม่ถึงมือก็ตาม ส่งผลให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง 10 ปี รวม 6 ราย
พฤติการณ์จากทั้ง 3 คดีข้างต้น ชี้ให้เห็นว่า การบล็อกโหวต การตั้งเครือข่าย หรือ การตกลงแลกคะแนน ย่อม "เพียงพอ" ที่จะรับฟังได้ว่าการเลือก สว. "มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม" 

การที่ กกต. เสียงข้างมากมองข้ามพยานหลักฐานเชิงเชื่อมโยง แผนผังความสัมพันธ์ และรูปแบบการลงคะแนน แล้ว “ตัดตอน” ส่งฟ้องเพียง 77 ราย โดยอ้างว่าพยานหลักฐานทางอาญาไม่สมบูรณ์ จึงเป็นการปฏิเสธเจตนารมณ์ของกฎหมายและบรรทัดฐานของศาลฎีกาโดยสิ้นเชิง

กกต.สุ่มเสี่ยงผิดกฎหมายอาญา 

การปฏิบัติหน้าที่ของ กกต.เสียงข้างมากในครั้งนี้ อาจมิใช่เพียงความผิดพลาดในการตีความกฎหมายธรรมดา แต่อาจเข้าข่ายเป็นการ "ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ" ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 69 ด้วยเหตุผลดังนี้

การดึงพฤติการณ์ความผิดออกมารับโทษบางส่วน (ตัดตอนคดี): ทั้งที่มีรายงานและพยานหลักฐานจากสำนวนการไต่สวน ที่ระบุถึงผู้เกี่ยวข้องและขบวนการที่ใหญ่กว่า แต่การกระทำของ กกต. เสียงข้างมากอาจมีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงเจตนารมณ์ของกฎหมาย เพื่อ "ปล่อยหลุด" ผู้ถูกกล่าวหากลุ่มใหญ่ โดยเฉพาะระดับผู้วางแผน สั่งการ หรือสนับสนุนทางการเมือง

สร้างบรรทัดฐานที่เป็นอันตรายต่อระบบกระบวนการยุติธรรม: การนำหลักกฎหมายอาญามาสวมทับดุลพินิจในคดีเลือกตั้ง จะทำให้ กกต. กลายเป็น "เกราะคุ้มกัน" ผู้กระทำผิด แทนที่จะเป็น "ผู้พิทักษ์ความสุจริตหรือเที่ยงธรรม" ของการเลือกตั้ง

“พริษฐ์”ตั้ง 3 ข้อสงสัยโกง สว.

ขณะที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาตั้งคำถามต่อมติ กกต. โดยเห็นว่า มีปัญหาหลักอย่างน้อย 3 ประการ

ประการแรก คือ การที่ กกต. สั่งฟ้อง สว. เพียง 26 ราย อาจสะท้อนการพิจารณาคดีแบบแยกส่วน ทั้งที่หลักฐานที่ปรากฏต่อสาธารณะมีลักษณะเชื่อมโยงกันเป็น “ขบวนการ”

นายพริษฐ์ ยกตัวอย่างกรณีโพยใบสั่ง ซึ่งมีหมายเลขผู้สมัคร สว. ปรากฏไม่น้อยกว่า 130 คน รวมถึงการนัดหมายผู้สมัครและการดำเนินกิจกรรมตามสถานที่ต่างๆ ก่อนการเลือกระดับประเทศ ตลอดจนกรณีการรวมตัวของ สว. จำนวนมากหลังได้รับเลือก

ประการที่สอง คือ การให้น้ำหนักกับโพยใบสั่ง โดยนายพริษฐ์ ตั้งคำถามว่า เหตุใด กกต.จึงไม่ส่งฟ้องผู้สมัครที่มีรายชื่ออยู่ในโพยทั้งหมด หากเปรียบเทียบกับคดีที่ผ่านมา ซึ่ง กกต. เคยมีมติส่งคดีไปศาลจากหลักฐานการพูดคุยผ่าน LINE ระหว่างผู้สมัครเพียง 2 คนเกี่ยวกับการจับคู่แลกคะแนน

สำหรับคดีปัจจุบัน นายพริษฐ์ เห็นว่า โพยและผลการลงคะแนนที่เกิดขึ้นภายหลัง อาจเป็นหลักฐานที่ควรนำมาพิจารณาร่วมกัน เพื่อให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยน้ำหนักของพยานหลักฐาน

ประการที่สาม คือ การกลับคำให้การของ นายเอกราช ช่างเหลา อดีต สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย ซึ่ง กกต.ให้ความสำคัญในการพิจารณากลุ่มผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

นายพริษฐ์ตั้งข้อสังเกตว่า นอกจากคำให้การของ นายเอกราช แล้ว ยังมีหลักฐานอื่นที่สามารถนำมาพิจารณาประกอบ เช่น ประวัติการติดต่อทางโทรศัพท์ รวมถึงพฤติการณ์ของผู้ช่วยและทีมงาน

นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามถึงช่วงเวลาที่มีการ “กลับคำให้การ” ว่า เกิดขึ้นในช่วงที่พรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำรัฐบาล จึงควรตรวจสอบให้ชัดเจนว่ามีปัจจัยอื่น หรือ แรงกดดันใดเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ โดยประเด็นดังกล่าวเป็นข้อสังเกตที่ควรตรวจสอบ มิใช่ข้อสรุปว่ามีการข่มขู่เกิดขึ้นจริง

                        ชำแหละมติ กกต. ส่งฟ้อง“ฮั้ว สว.”แค่ 77 คน ตัดตอนถึง“ผู้บงการ”

ข้อพิรุธ“เอกราช”กลับคำให้การ  

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า ประเด็นที่พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญ คือ วิธีคิดของ กกต. ในการใช้มาตรฐานเกี่ยวกับคดีอาญามาเป็นหลัก ทั้งที่อำนาจของ กกต. ครอบคลุมทั้งการดำเนินคดีอาญา และการดำเนินการเกี่ยวกับความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือกตั้ง

นายอภิสิทธิ์ เห็นว่า กรณีผู้เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองไม่ควรพิจารณาเพียงว่า “มีพยานพาดพิงหรือไม่” แต่ควรพิจารณาภาพรวมของพฤติการณ์ว่ามีลักษณะเป็นขบวนการหรือไม่ และใครเป็นผู้วางแผน สั่งการ หรือ สนับสนุนกระบวนการทั้งหมด

อีกประเด็นที่นายอภิสิทธิ์ ตั้งคำถามอย่างหนัก คือ การกลับคำให้การของนายเอกราช ช่างเหลา ซึ่งมีการกล่าวอ้างว่า ถูกข่มขู่จากชายปริศนาหรือชายนิรนาม นายอภิสิทธิ์ตั้งคำถามว่า หากข้อมูลดังกล่าวปรากฏอยู่ในกระบวนการพิจารณา เหตุใด กกต. จึงไม่เสาะแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า บุคคลที่ถูกกล่าวถึงคือใคร และมีความเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์อย่างไร

นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตถึงความสัมพันธ์ทางการเมืองของ นายเอกราช ภายหลังย้ายไปสังกัดพรรคกล้าธรรม พร้อมตั้งคำถามถึงข้ออ้างเรื่องความขัดแย้งระหว่างพรรคกล้าธรรม กับพรรคภูมิใจไทยว่า สอดคล้องกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันหรือไม่

นายอภิสิทธิ์ ยังตั้งคำถามในอีกมุมว่า นายเอกราชเดิมเป็นผู้ถูกกล่าวหาในคดี เมื่อได้รับการกันตัวไว้เป็นพยานแล้วกลับคำให้การ สถานะทางคดีจะต้องพิจารณาอย่างไร และเหตุใด กกต. จึงไม่ดำเนินการตรวจสอบประเด็นการให้การที่ขัดแย้งกันอย่างจริงจัง

พรรคประชาธิปัตย์จึงเห็นว่า กระบวนการดังกล่าวควรเดินหน้าต่อ และต้องไม่มีการแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบคดี

เปิดแนวรบฟ้องเอาผิด กกต.

พรรคประชาธิปัตย์ยังเตรียมติดตามประเด็นความรับผิดของ กกต. หากปรากฏภายหลังว่า การใช้ดุลพินิจหรือคำวินิจฉัยขัดต่อข้อเท็จจริง หรือกฎหมาย จะดำเนินการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งมาตรา 69 ของกฎหมาย กกต. ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และ กฎหมาย ป.ป.ช. มาตรา 172

เบื้องต้นมีอดีตผู้สมัคร และ สว. สำรองบางส่วนติดต่อพรรค เพื่อขอความช่วยเหลือทางกฎหมายแล้ว โดยทีมกฎหมายพร้อมสนับสนุนการดำเนินการ หากผู้เสียหายประสงค์จะใช้สิทธิตามกฎหมาย

คำถามที่เกิดจากคดี “ฮั้ว สว.” คือ เหตุใด กกต.สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาแค่ 77 ราย จากที่คณะไต่สวน ชุดที่ 26 เสนอ 229 ราย และเหตุใดกลุ่มผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงไม่ถูกส่งฟ้องแม้แต่รายเดียว

นี่คือคำถามที่สั่นคลอนต่อสโลแกนปัจจุบันของ กกต.เป็นอย่างมาก ว่า  “สุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม” จริงหรือ???

รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมืองหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4236