thansettakij
thansettakij
“สนธิ”ชี้“เครือข่ายน้ำเงิน”ขยายอิทธิพลครอบงำ"สว.-กกต.-ป.ป.ช.-ดีเอสไอ"

“สนธิ”ชี้“เครือข่ายน้ำเงิน”ขยายอิทธิพลครอบงำ สว.-กกต.-ป.ป.ช.-ดีเอสไอ

23 ก.ย. 69 | 06:02 น.
อัปเดตล่าสุด :23 ก.ย. 69 | 06:15 น.

“สนธิ ลิ้มทองกุล”ชำแหละ“เครือข่ายสีน้ำเงิน”ขยายอิทธิพล ครอบงำ สว.-กกต.-ป.ป.ช.-ดีเอสไอ คุมกลไกตรวจสอบ ปลุกประชาชนเดินหน้าตรวจสอบ ขอยึดหลักนิติรัฐ ซื่อสัตย์ กล้าหาญ

KEY

POINTS

  • นายสนธิ ลิ้มทองกุล กล่าวหาว่า "เครือข่ายน้ำเงิน" กำลังขยายอิทธิพลทางการเมืองเพื่อครอบงำองค์กรอิสระและหน่วยงานตรวจสอบสำคัญของรัฐ ได้แก่ สว., กกต., ป.ป.ช. และ ดีเอสไอ
  • ตั้งข้อกังขาต่อกระบวนการเลือกตั้ง สว. ที่มีปัญหา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของกรรมการในองค์กรอิสระอย่าง กกต. และ ป.ป.ช. ที่ผ่านการรับรองจาก สว. ชุดดังกล่าว
  • แสดงความกังวลต่อการแต่งตั้งอธิบดีดีเอสไอคนใหม่ ซึ่งอาจทำให้การสอบสวนคดีสำคัญ โดยเฉพาะคดีทุจริตเลือกตั้ง สว. (ฮั้ว สว.) ขาดความเป็นอิสระ

วันที่ 23 กันยายน 2569  ที่บ้านพระอาทิตย์ นายสนธิ ลิ้มทองกุล พร้อมด้วย นายนิติธร ล้ำเหลือ นายปานเทพ พงษ์พัวพันธ์ และ นายพิชิต ไชยมงคล แกนนำเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) ร่วมแถลงข่าวถึงแนวทางการเคลื่อนไหวภายใต้แนวคิด “รวมพลังแผ่นดิน เอาประเทศไทยของเราคืนมา” โดยมีเป้าหมายผลักดันให้เกิดการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (ฮั้ว สว.)

ถามหาความอิสระ “กกต.-ป.ป.ช.”

นายสนธิ กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนควรให้ความสนใจไม่ได้มีเพียงว่าคดีฮั้ว สว.จะจบลงอย่างไร แต่ต้องมองไปถึงโครงสร้างทางการเมือง ทั้งระบบ เพราะ สว.ชุดปัจจุบันยังมีบทบาทในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่ตำแหน่งในองค์กรอิสระหลายแห่ง หากกระบวนการได้มาซึ่ง สว.มีข้อสงสัย แต่ สว.ชุดดังกล่าวยังสามารถใช้อำนาจต่อเนื่องในการพิจารณาหรือให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้าไปทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายการเมือง จะส่งผลอย่างไรต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบตรวจสอบถ่วงดุล

นายสนธิ ชี้ว่า มีกรรมการ กกต. และกรรมการ ป.ป.ช.หลายรายที่ผ่านกระบวนการให้ความเห็นชอบจาก สว.ชุดดังกล่าว จึงตั้งคำถามว่า หากต้นทางของกระบวนการเลือก สว. ยังถูกตั้งข้อสงสัย กระบวนการแต่งตั้งบุคคลเข้าสู่องค์กรอิสระที่เกิดขึ้นภายหลังจะไม่ถูกสังคมตั้งคำถามได้อย่างไร 

“ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าบุคคลเหล่านั้นชื่ออะไร แต่อยู่ที่ว่าคนที่เข้ามารับตำแหน่งในองค์กรอิสระ มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความเป็นอิสระ และมีความกล้าหาญเพียงพอที่จะยืนหยัดบนข้อเท็จจริงและหลักกฎหมายหรือไม่”

นายสนธิ ยังกล่าวถึงกรรมการองค์กรอิสระที่มีพื้นฐานมาจากฝ่ายตุลาการ โดยตั้งคำถามถึงมาตรฐานทางจริยธรรมและความกล้าหาญในการปฏิบัติหน้าที่ 

“หากการทำหน้าที่ของบุคคลที่มาจากฝ่ายตุลาการถูกประชาชนตั้งข้อสงสัย ย่อมไม่ได้กระทบเพียงตัวบุคคล แต่ยังอาจส่งผลต่อความเชื่อมั่นที่มีต่อสถาบันกระบวนการยุติธรรมโดยรวม”

ใครจะตรวจสอบผู้มีอำนาจเหล่านี้ได้

นายสนธิ ยังกล่าวถึงเครือข่ายสีน้ำเงินและตั้งข้อกล่าวหาว่า อิทธิพลของพรรคภูมิใจไทย อาจขยายเข้าไปในกลไกต่าง ๆ ของรัฐ ตั้งแต่ฝ่ายการเมืองไปจนถึงองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ 

พร้อมตั้งคำถามว่า หากเครือข่ายทางการเมืองสามารถมีอิทธิพลต่อหลายข้อต่อของระบบได้จริง ประชาชนจะสามารถพึ่งพากลไกตรวจสอบใดได้บ้าง 

“สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นทำให้ผมมองเห็นลักษณะคล้าย ราชวงศ์ทางการเมือง คือ การสร้างเครือข่ายอำนาจที่เชื่อมโยงกันหลายส่วนจนประชาชนตั้งคำถามได้ว่า ใครจะสามารถตรวจสอบผู้มีอำนาจเหล่านี้ได้”

ข้อสังเกตตั้ง“ปิยะ รักสกุล”นั่งอธิบดี DSI

นายสนธิ ยังกล่าวถึงกรณี นายปิยะ รักสกุล ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)ว่ า ตนตั้งข้อสังเกตว่า DSI มีบทบาทเกี่ยวข้องกับการสอบสวนคดีสำคัญหลายคดี รวมถึงประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหาเรื่องการฮั้ว สว. 

จึงตั้งคำถามว่า การแต่งตั้งบุคคลที่เคยมีบทบาทในกระบวนการดังกล่าวมาดำรงตำแหน่งอธิบดี DSI จะทำให้ประชาชนเกิดข้อสงสัยต่อความเป็นอิสระของกระบวนการสอบสวนหรือไม่ 

ส่วนข้อกล่าวหาเรื่อง “อั้งยี่และซ่องโจร” ที่มีการหยิบยกขึ้นมาเชื่อมโยงกับพฤติการณ์การเลือก สว. ตั้งข้อสังเกตว่า หากมีการกล่าวหาว่า มีการรวมกลุ่ม จัดประชุม หรือมีการแจกโพยเพื่อกำหนดทิศทางการลงคะแนน หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงให้เกิดความกระจ่าง หากกระบวนการตรวจสอบถูกควบคุมโดยผู้มีอำนาจทางการเมือง ประชาชนอาจไม่ได้เห็นข้อเท็จจริงไปถึงผู้ที่อยู่เบื้องหลัง

นายสนธิ ย้ำว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อสนับสนุนหรือ โค่นล้มพรรคการเมืองใดโดยเฉพาะ แต่ต้องการผลักดันให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตรวจสอบอำนาจรัฐ จะเป็นพรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชน พรรคเพื่อไทย พรรคอะไรก็ได้ เราไม่สนใจ เราสนใจว่าขอให้พลังประชาชนรวมตัวกัน มีพลานุภาพ เข้มแข็ง และใช้พลังประชาชนกดดันรัฐบาล ไม่ว่ามันจะมาจากชื่ออะไร ยี่ห้ออะไร หรือใครเป็นหัวหน้าพรรค

เตรียมเคลื่อนไหวต่างจังหวัด

 “การเคลื่อนไหวครั้งนี้จะไม่หยุดอยู่เพียงกรุงเทพฯ แต่จะเดินทางไปยังพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อสื่อสารกับประชาชนและอธิบายถึงสิ่งที่กลุ่มมองว่าเป็นปัญหาของระบบการเมือง โดยวันที่ 25-26 กันยายน จะเดินทางไปหาดใหญ่ พร้อมด้วย อ.ปานเทพ นายนิติธร และ นายพิชิต และเตรียมขยายการเคลื่อนไหวไปยังจังหวัดต่าง ๆ 

โดยมีประชาชนจากหลายพื้นที่เข้าร่วมการชุมนุม หรือ การเคลื่อนไหวไม่จำเป็นต้องวัดกันด้วยจำนวนคน แต่ต้องวัดจากความมุ่งหมายและพลังของประชาชนที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลง ตัวอย่างกรณีการเคลื่อนไหวของประชาชนในพื้นที่อ่าววังโตนด จังหวัดจันทบุรี ซึ่งเคยมีประชาชนจำนวนมากออกมาแสดงพลังจนทำให้รัฐบาลต้องทบทวนท่าทีต่อปัญหาดังกล่าว“ นายสนธิ ระบุ

นายสนธิ กล่าวย้ำว่า เหตุผลที่ตนเองและคณะออกมาเคลื่อนไหว เพราะต้องการ “ทวงประเทศไทยของพวกเรา” กลับมาให้เป็นของประชาชน และยืนยันว่าจะเดินหน้าต่อเนื่อง โดยจะเดินหน้าพบประชาชนและสื่อสารเรื่องหลักนิติรัฐ นิติธรรม และ การตรวจสอบอำนาจรัฐต่อไป โดยไม่สนใจว่าฝ่ายที่ถูกตรวจสอบจะเป็นพรรคใด

"ผมจะเดินสายไปให้หมดตลอดชีวิต จนกว่าผมจะตาย จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง จนกว่าเรามีการยอมรับว่าวิธีการปัจจุบันในการปกครองทางการเมือง มีปัญหา ประชาชนจำนวนมากอาจรู้สึกอึดอัดกับสถานการณ์ทางการเมือง แต่สิ่งที่ขาดคือ ความกล้าหาญ หน้าที่ของผมคือ การออกมาเคลื่อนไหวแทนประชาชนที่อาจไม่สามารถออกมาแสดงจุดยืนด้วยตัวเองได้" นายสนธิ กล่าวทิ้งท้าย