thansettakij
thansettakij
"สิทธิโชติ”เดือดประธาน กกต. ไม่แถลงรายละเอียดมติคดีฮั้ว สว.

"สิทธิโชติ”เดือดประธาน กกต. ไม่แถลงรายละเอียดมติคดีฮั้ว สว.

15 ก.ย. 69 | 12:00 น.
อัปเดตล่าสุด :15 ก.ย. 69 | 12:29 น.

"สิทธิโชติ”เดือดประธาน กกต.ไม่แถลงรายละเอียดมติคดีฮั้ว สว. แจงเป็น 1 ใน 2 เสียงข้างน้อย ที่เห็นควรสั่งฟ้อง "21 บิ๊กเนมภูมิใจไทย" ชี้หลักฐานโยงถึงพรรค

KEY

POINTS

  • นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. เสียงข้างน้อย ไม่พอใจที่ประธาน กกต.ไม่แถลงรายละเอียดผลการลงมติคดีฮั้ว สว. ว่าแต่ละข้อกล่าวหาไม่ได้เป็นมติเอกฉันท์
  • เสียงข้างน้อย 2 เสียงเห็นว่า พยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอให้ดำเนินคดีได้ โดยพบการจัดทำ "โพย" ในหลายจังหวัดซึ่งสอดคล้องกับผลการเลือกตั้ง และมีความเชื่อมโยงกับบุคลากรของพรรคการเมือง
  • มติ กกต.ที่เป็นประเด็นคือ เสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 ให้ยกคำร้องในส่วนที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองและ สส. ขณะที่เสียงข้างน้อยเห็นว่าหลักฐานเพียงพอให้ดำเนินคดี

วันนี้ (15 ก.ย.69) นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อดีตผู้พิพากษาและประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา 1 ใน 2 เสียงข้างน้อยคดี “ฮั้ว สว.” ชี้แจงการลงมติของ กกต. เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ที่ผ่านมา หลังประธาน กกต.แถลงผลการพิจารณาว่า ก่อนแถลงข่าวได้หารือกันแล้วว่า ควรเปิดเผยผลลงมติเป็นรายข้อกล่าวหาให้ชัดเจนว่า แต่ละข้อมีเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยเท่าใด เพื่อให้ประชาชนทราบว่า ไม่ได้เป็นมติเอกฉันท์ทั้งหมด 

นายสิทธิโชติ ยืนยันว่า ในข้อกล่าวหาที่ 1-2 ซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคคลในพรรคการเมือง ทั้ง สส. และ กรรมการบริหารพรรค มติไม่ได้เป็นเอกฉันท์ โดยบุคคลสำคัญบางรายมีมติ 5 ต่อ 2 และบางราย 6 ต่อ 1 ขณะที่บางรายที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ก็มีมติเอกฉันท์ ทั้งนี้ 2 เสียงข้างน้อยคือ ตนเอง และ นายชาย ณ นคร ซึ่งเห็นว่า พยานหลักฐานมีน้ำหนักเพียงพอให้ดำเนินคดี 

เปิดพฤติกรรมฮั้ว สว.

สำหรับเหตุผลของเสียงข้างน้อย นายสิทธิโชติ ระบุว่า การกระทำไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจุดเดียว แต่กระจายหลายจังหวัด อาทิ นครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบัวลำภู อุทัยธานี นครสวรรค์ และ สุโขทัย โดยพบการรวมกลุ่มตามโรงแรมและจัดทำ “โพย” ขึ้นมา 12 โพย ซึ่งหมายเลขผู้สมัครที่ได้อันดับ 1-7 สอดคล้องกับโพยดังกล่าว จึงเห็นว่าเป็นพฤติการณ์ที่เข้าข่ายทุจริตการเลือก สว. และอาจเกี่ยวข้องกับความผิดตามมาตรา 77 (1) ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.

นายสิทธิโชติ กล่าวว่า หลักฐานยังสอดคล้องกับคำให้การของพยานที่เคยระบุว่า มีการมอบหมายให้ สส. หรือ บุคลากรของพรรคการเมืองในพื้นที่ดำเนินการ โดยเมื่อมีการตรวจสอบทั้งหมายเลขโทรศัพท์และความเชื่อมโยงระหว่างบุคคล ก็พบว่า มีการติดต่อกันจริง ทั้งสมาชิกพรรค กรรมการบริหารพรรค และ สส. 

นอกจากนี้ ยังมีพฤติการณ์หลังการประกาศผลเลือก สว. เมื่อวันที่ 21 ก.ค. 2567 ซึ่งมีการนัด สว.ชุดใหม่ประชุมที่โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เพื่อกำหนดตัวประธานและรองประธานวุฒิสภา โดยมีบุคคลจากพรรคการเมืองเข้าร่วม และมีพยานซึ่งเคยเป็นหน้าห้องรัฐมนตรีและเลขานุการ สส. ให้ข้อมูลถึงเหตุการณ์ดังกล่าว 

ส่วนพยานรหัส 16/26 ซึ่งกลับคำให้การและเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้เสียงข้างมากไม่ดำเนินคดีกับกรรมการบริหารพรรค และ สส.นั้น นายสิทธิโชติ มองว่า ยังมีหลักฐานอื่นสนับสนุน โดยเฉพาะภาพจากกล้องวงจรปิดในวันเลือก สว. 26 มิ.ย. 2567 ที่เห็นผู้มีสิทธิเลือก สว.นำโพยออกมาใช้ รวมถึงภาพโพยที่พบอยู่ในโทรศัพท์ของผู้เกี่ยวข้อง และมีการบันทึกวันที่ไว้ จึงเห็นว่า โพยมีอยู่ก่อนที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนจะเข้าตรวจสอบ ไม่ใช่การจัดทำขึ้นภายหลัง 

นายสิทธิโชติ ยังยกกรณี นายดิเรก พรสีมา อดีตผู้สมัคร สว.กลุ่ม 3 จ.มหาสารคาม ซึ่งให้ข้อมูลสอดคล้องกับพยานรหัส 16/26 (เอกราช ช่างเหลา) ในบางประเด็น พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า การกลับคำให้การของพยานบางราย ไม่น่าจะเกิดจากการถูกข่มขู่ เนื่องจากบุคคลเหล่านั้นมีสถานะและอำนาจต่อรองสูงในขณะที่เข้าให้การ 

ส่วนเส้นทางการเงิน นายสิทธิโชติ ระบุว่า พบข้อจำกัดในการตรวจสอบ โดยยกกรณี จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งพบการโอนเงินต่อไปยัง จ.สุราษฎร์ธานี เป็นหลักแสนบาท แต่ไม่สามารถตรวจสอบย้อนกลับไปถึงต้นทางได้ทั้งหมด เนื่องจากก่อนหน้านี้ กกต.มีมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับรองเส้นเงินดังกล่าว ทำให้การตรวจสอบไปต่อได้เพียงเท่านั้น อย่างไรก็ตาม เสียงข้างน้อยยังเห็นว่า มีพฤติการณ์ที่ควรตรวจสอบต่อ

นายสิทธิโชติ กล่าวด้วยว่า สำหรับผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือก สว.ที่มีเส้นทางการเงินชัดเจน มติ กกต.บางส่วนเป็นเอกฉันท์ เพราะหลักฐานชัดเจน แต่เมื่อเป็น สว.ตัวจริง มติไม่ได้เป็นเอกฉันท์ โดยบางกลุ่มมีมติ 4 ต่อ 3 ให้สั่งฟ้อง 

หากฟ้อมีหลักฐานยืนยันลงมติอย่างไร

ส่วนกรณีที่ประชาชนหรือฝ่ายค้าน อาจยื่นฟ้อง กกต.ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นายสิทธิโชติ ระบุว่า หากมีการฟ้อง ตนมีหลักฐานยืนยันว่าลงมติอย่างไร พร้อมเหตุผลและพยานหลักฐานที่ใช้อ้างอิงได้ 

สำหรับข้อครหาเรื่อง “กกต.สีน้ำเงิน” นายสิทธิโชติ ปฏิเสธว่า กกต.ไม่ได้แบ่งฝักแบ่งฝ่าย แต่เป็นเพียงความเห็นต่างกันเฉพาะคดีนี้ เพราะกรรมการแต่ละคนมีเหตุผลของตัวเอง พร้อมย้ำว่า การพิจารณาควรดูเหตุผลของแต่ละคนมากกว่าว่าอยู่ฝ่ายใด 

นายสิทธิโชติ ยืนยันว่า มติ กกต. เมื่อวันที่ 14 ก.ย. ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้แล้ว โดยสำนวนถือว่าจบและมีพยานหลักฐานเท่าที่รวบรวมได้ ขึ้นอยู่กับการส่งต่อไปยังศาลฎีกา และหากศาลเห็นว่า มีประเด็นหรือพยานหลักฐานที่ควรพิจารณาเพิ่มเติม ก็เป็นดุลพินิจของศาลที่จะดำเนินการตามอำนาจ

พร้อมระบุว่า ปัญหาสำคัญของคดี คือ การกระทำส่วนใหญ่มีลักษณะปกปิด เช่น การประชุมที่มีการเก็บโทรศัพท์และห้ามบันทึกภาพ ทำให้การรวบรวมพยานหลักฐานทำได้ยาก และมองว่า การสอบสวนควรอาศัยความร่วมมือระหว่าง กกต. ดีเอสไอ ปปง. และตำรวจ ตั้งแต่ต้น เพื่อให้สามารถติดตามพฤติการณ์ได้ครบทั้งประเทศ 

นายสิทธิโชติทิ้งท้ายว่า สำหรับ “โพย” ต้องแยกให้ออกระหว่างการจดบันทึกเพื่อช่วยจำ ซึ่งไม่ผิด กับกรณีที่บุคคลอื่นจัดทำตัวเลขหรือกำหนดผู้ที่จะเลือกให้ แล้วนำไปใช้ในการเลือก สว. เพราะกรณีหลังอาจถือว่าไม่ใช่การใช้ดุลพินิจโดยอิสระ และเข้าข่ายทุจริตเลือกตั้งตามมาตรา 62 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. 

เปิดผลกกต.ลงมติคดีฮั้ว สว.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ผลมติที่ประชุม กกต.คดีโกง สว. เมื่อวันที่ 14 ก.ย. แบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

1.เสียงข้างมาก 5 ต่อ 2 เสียง เห็นชอบให้ยกคำร้อง ในส่วนข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มพรรคการเมือง สส. และกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ภูมิใจไทยทั้งหมด

โดยเสียงข้างมาก 5 เสียง ในจำนวนนี้ 4 เสียงมาในยุคที่ สว.ชุดปัจจุบันให้ความเห็นชอบ ได้แก่ นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ นายณรงค์ รักร้อย นายจิรุตม์ วิศาลจิตร

ส่วนอีกคน 1 คนคือ นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ ดำรงตำแหน่งมาตั้งแต่ยุค สนช.แต่งตั้ง ปัจจุบันรักษาการ กกต. 

ส่วนเสียงข้างน้อย 2 เสียงคือ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และ นายชาย ณ นคร ที่ได้รับความเห็นชอบจาก 250 สว.ซึ่งแต่งตั้งโดย คสช. 

2.เสียงข้างมาก 4 ต่อ 3 เสียง เห็นชอบให้ส่งฟ้องศาลฎีกา พิจารณาเอาผิดกับ สว.ชุดปัจจุบัน จำนวน 25 คน โดยในจำนวนนี้มี 2 เสียงข้างน้อยเดิมยืนพื้นคือ นายสิทธิโชติ และ นายชาย

3.มติเอกฉันท์ 7 เสียง เห็นชอบให้ส่งศาลฎีกาฯ ดำเนินคดีกับกลุ่มโหวตเตอร์ ผู้สมัคร สว.และบุคคลอื่น ที่มีเส้นทางการเงินเชื่อมโยง