
เปิดเบื้องลึกมติ กกต. คดี “ฮั้ว สว.” เสียงแตก 5:2 - 6:1- 4:3
เปิดเบื้องลึกมติ กกต. คดี “ฮั้ว สว.” เผย สว. 26 คน ถูกฟ้องด้วยเสียง 4:3 ขณะที่ 21 ผู้ถูกกล่าวหา ภูมิใจไทย รอดด้วย มติ 5:2 พบมีเอกฉันท์ในราย สว.สรชาติ- สุบิน ผู้ช่วย สส.
KEY
POINTS
- มติ กกต.ในคดีฮั้ว สว. ไม่เป็นเอกฉันท์ โดยเสียงแตกในประเด็นสำคัญ เช่น มีมติ 4:3 สั่งฟ้อง สว. 26 คน และมติ 5:2 ไม่สั่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องจากพรรคภูมิใจไทย 21 คน
- สาเหตุหลักที่ทำให้เสียงของ กกต. แตก และมีการยกคำร้องบางส่วน คือ การที่พยานปากสำคัญหลายรายกลับคำให้การ ทำให้เสียงข้างมากมองว่าหลักฐานขาดความน่าเชื่อถือ
- กกต.เสียงข้างน้อยมีความเห็นต่าง โดยเสนอให้ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยน้ำหนักของพยานหลักฐานทั้งหมด แม้พยานจะกลับคำให้การก็ตาม
เปิดเบื้องลึกมติ กกต. คดี “ฮั้ว สว.” เผย สว. 26 คน ถูกฟ้องด้วยเสียง 4:3 ขณะที่ 21 ผู้ถูกกล่าวหาภูมิใจไทย รอดด้วย มติ 5:2 พบมีเอกฉันท์ในราย สว.สรชาติ- สุบิน ผู้ช่วย สส. ปมใหญ่ “พยานกลับคำให้การ” โดยเฉพาะ เอกราช ช่างเหลา ขจรศักดิ์ ศรีวิราช และ อัษฎางค์ แสวงการ ฝ่ายเสียงข้างน้อยเห็นต่าง ชี้ควรส่งศาลฎีกาพิจารณา ด้าน “สิทธิโชติ อินทรวิเศษ” กกต.เสียงข้างน้อย เสนอให้ส่งศาลวินิจฉัยกรณี สว. ทั้ง 138 คน
มติกกต.เสียงแตก-ไม่เป็นเอกฉันท์
เบื้องหลังการลงมติของ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มี นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็นประธาน ในคดีทุจริตการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ คดี “ฮั้ว สว.” เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ปรากฏว่า การพิจารณาในหลายข้อกล่าวหาไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน โดยคะแนนเสียงของ กกต. แตกต่างกันไปตั้งแต่ 7:0, 6:1, 5:2 ไปจนถึง 4:3
แหล่งข่าวจาก กกต.เผยว่า ในกรณีที่ กกต. มีมติสั่งฟ้องสว. 26 ราย ในข้อกล่าวหาที่ 3-7 คือ การฝ่าฝืนระเบียบการแนะนำตัวของผู้สมัคร ไปจนถึงการให้หรือสัญญาจะให้ทรัพย์สินเพื่อจูงใจการลงคะแนน การจัดเลี้ยง การเรียกรับตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว 2560 มาตรา 77 (1) (3)
นอกจากนี้ ยังมีข้อกล่าวหาเรียกรับหรือยอมรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการสมัคร สว. ตามมาตรา 79 และผู้มีสิทธิเลือกเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการลงคะแนน ตามมาตรา 8 1นั้น เป็นมติเสียงข้างมาก 4 : 3 เสียง
ขณะที่ในข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 ที่เป็นความผิดตามพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. 2560 มาตรา 76 วรรคหนึ่ง และวรรคสองที่กำหนดห้ามกรรมการบริหารพรรคการเมืองหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นใดในพรรคการเมือง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองช่วยเหลือให้ผู้สมัครผู้ใดได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือทำให้ผู้สมัครผู้ใดไม่ได้รับเลือก” และผู้สมัครยินยอมให้พรรคการเมืองสนับสนุน ซึ่งมีกรรมการบริหารพรรค สส.และผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพรรคภูมิใจไทย ถูกร้องรวม 21 ราย และกกต.มีมติไม่สั่งฟ้องทั้งหมดนั้น เป็นเสียงข้างมาก 5 : 2 เสียง
โดยสองเสียงข้างน้อยคือ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ และ นายชาย นครชัย
ส่วนที่กกต.มีมติเป็นเอกฉันท์ 7:0 เสียง อาทิ ในรายของ นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม กลุ่มที่ 13 (วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การสื่อสาร การสร้างสรรค์นวัตกรรม) จังหวัดหนองบัวลำภู ซึ่งตามสำนวนของคณะที่ 26 พบหลักฐานเส้นทางการเงินและแชทไลน์
กับ นายสุบิน ศักดา ซึ่งอยู่ในกลุ่มบุคคลอื่น โดยนายสุบิน เป็นผู้ช่วย ส.ส. ของ นายพิชัย ชมภูพล สส.สุราษฎร์ธานี พรรคภูมิใจไทย ที่พบหลักฐานเส้นทางการโอนเงินให้กับ นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร น.ส.นิสิตา หมั่นไชย ซึ่งก็ถูก กกต. สั่งฟ้องด้วย
สำหรับ กกต.ชุดปัจจุบันมี 7 คน ประกอบด้วย 1.นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. 2.นายฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ 3.นายชาย นครชัย 4.นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ 5.นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ 6.นายณรงค์ รักร้อย และ 7.นายจิรุตม์ วิศาลจิตร
ปมใหญ่“พยานกลับคำให้การ”
หนึ่งในประเด็นที่ถูกจับตามากที่สุด คือ คำให้การของพยานหลายรายที่เดิมให้ข้อมูลต่อคณะไต่สวน แต่ภายหลังมีการกลับคำให้การ
ในกลุ่มนี้มีชื่อของ “เอกราช ช่างเหลา” อดีต สส.ขอนแก่น พรรคภูมิใจไทย และอดีตรองหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ซึ่งถูกระบุว่า เป็นพยานลำดับที่ 16 จาก 26 พยาน หรือ “พยานรหัสลับ 007”
ตามข้อมูลในสำนวน นายเอกราช เคยให้ข้อมูลเกี่ยวกับการประชุมและการวางแผนของบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. โดยเฉพาะประเด็นที่เชื่อมโยงไปถึงกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย รวมทั้งการวางแผนเพื่อให้ได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา
ข้อมูลดังกล่าวยังระบุว่า มีการกล่าวถึง นายภราดร ปริศนานันทกุล ในฐานะผู้ริเริ่มแนวทางดังกล่าว รวมถึงการใช้โปรแกรมออฟไลน์และการดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับกรรมการบริหารพรรค
อย่างไรก็ตาม ภายหลัง นายเอกราช ได้ “กลับคำให้การ” โดยอ้างว่า ก่อนหน้านั้นถูกข่มขู่ หรือ ถูกชักนำให้ให้ข้อมูลในลักษณะพาดพิงบุคคลจากพรรคภูมิใจไทย
ข้อสังเกตพยานกลับคำให้การ
หนึ่งในเหตุผลที่ถูกนำมาอธิบายต่อสาธารณะ คือ กกต. พิจารณาแล้วเห็นว่า คำให้การของพยานบางรายไม่สอดคล้องกัน และไม่พบหลักฐานอื่นที่เชื่อมโยงกับเหตุการณ์หรือการกระทำความผิดตามที่พยานกล่าวอ้าง
โดยเฉพาะในส่วนของกลุ่มนักการเมืองและพรรคการเมือง จึงไม่เพียงพอที่จะนำไปสู่การดำเนินคดีต่อศาล
ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามต่อพยานรหัส 16/26 คือ หากพยานรู้เห็นเหตุการณ์ดังกล่าวมาเป็นเวลานาน เหตุใดจึงไม่เคยแจ้งเจ้าหน้าที่รัฐหรือร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำที่อ้างว่าเป็นความผิด แต่กลับมาให้ถ้อยคำต่อคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 เมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2568 ซึ่งเป็นเวลาประมาณหนึ่งปีหลังเหตุการณ์ที่อ้างว่าเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ยังมีข้อพิจารณาเกี่ยวกับประวัติของพยานรายดังกล่าว พยานคนนี้เคยเป็น สส.พรรคภูมิใจไทย ก่อนที่พรรคจะมีมติให้ “พ้นจากสมาชิกพรรค” เพราะถูกศาลจังหวัดขอนแก่น ลงโทษจำคุก 4 ปี 93 เดือน ฐาน “ยักยอกทรัพย์” สหกรณ์ครู 500 ล้านบาท เมื่อถูกขับออกจากพรรคภูมิใจไทย จึงไปสังกัดพรรคกล้าธรรม ช่วงนั้น 2 พรรคนี้ ไม่ลงรอยกันทางการเมือง พยานปากนี้จึงมาให้ถ้อยคำและขอกันตัวเองเป็นพยาน
ฝ่ายที่เห็นด้วยกับการยกคำร้องจึงมองว่า พยานรายนี้อาจมีเหตุจูงใจที่ต้องนำมาประกอบการประเมินความน่าเชื่อถือของคำให้การ
ที่สำคัญคือ จากข้อมูลที่ถูกนำมาอภิปราย ยังไม่ปรากฏหลักฐานประกอบในระดับที่สามารถยืนยันข้อกล่าวอ้างบางส่วน เช่น ภาพถ่าย เอกสาร หรือหลักฐานการปฏิบัติการที่เชื่อมโยงไปถึงบุคคลที่ถูกกล่าวหา รวมถึงยังไม่พบเส้นทางการเงินตามข้อกล่าวอ้างเรื่องการใช้เงินจำนวนมาก
3 พยานสายเขียวกลับลำบังเอิญหรือไม่
นอกจาก เอกราช ช่างเหลา ยังมีชื่อ “ขจรศักดิ์ ศรีวิราช” และ “อัษฎางค์ แสวงการ” ที่ถูกระบุว่า เป็นพยานซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงคำให้การ
ขจรศักดิ์ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองดอกคำใต้ และ สว.พะเยาในปัจจุบัน ถูกระบุเป็นพยานลำดับที่ 22/26 โดยข้อมูลที่ถูกนำมาพิจารณาระบุว่า เดิมให้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดทำโพย และอ้างถึงกระบวนการที่ทำให้ได้รับเลือกเป็น สว.
ขจรศักดิ์ ยังมีความสัมพันธ์ทางครอบครัวกับบุคคลในครอบครัวของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรคกล้าธรรม โดยเป็นพ่อ “ภรรยา” ของ ร.อ.ธรรมนัส
อีกคนคือ อัษฎางค์ แสวงการ ผู้บริหารสถานศึกษาในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งถูกระบุเป็นพยานลำดับที่ 21/26 และมีรหัส “MI6-150” ปรากฏในโพยที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว.
ตามข้อมูลในสำนวน อัษฎางค์ ถูกระบุว่า อยู่ในเหตุการณ์ที่อ้างว่าไปจัดทำโพยที่ ม.เทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ทราบว่ามี สว.หรือผู้ได้โควตาจากระบบจัดการฮั้วมา 2 คน คือ พยานรหัส 21/26 กับ พยานรหัส 22/26
ตอนแรกมีการตกลงกันให้ได้เป็น สว. แต่สุดท้ายเกิดความผิดพลาด จึงขัดแย้งกัน ตัวพยานเองอยู่ในขบวนการฮั้ว แล้วไปแสดงเจตจำนงกับ “คณะชุดที่ 26” ขอให้กันเป็นพยาน แลกกับการเล่าข้อมูลทั้งหมด
ภายหลังมีการ “กลับคำให้การ”
จึงเกิดคำถามทางการเมืองว่า การที่พยานสำคัญถึง 3 ราย ซึ่งมีข้อมูลเชื่อมโยงกับกระบวนการ “ฮั้ว สว.” เปลี่ยนคำให้การในช่วงการไต่สวน จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญหรือมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่
ฝ่ายเสียงข้างน้อยเสนอให้ส่งศาล
ในอีกด้านหนึ่ง กกต. เสียงข้างน้อยมีความเห็นแตกต่างอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. ซึ่งเป็นอดีตอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา
ข้อมูลระบุว่า นายสิทธิโชติ ไม่เห็นด้วยกับการยกคำร้องในส่วนดังกล่าว และมีความเห็นให้ส่งเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาล เพื่อให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยน้ำหนักของพยานหลักฐาน
ในประเด็นเกี่ยวกับ สว. มีข้อมูลว่า นายสิทธิโชติ มีความเห็นให้ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณากรณี สว. ที่เกี่ยวข้องจำนวน 138 คน
จุดนี้จึงทำให้เกิดความแตกต่างกันระหว่างแนวทางของ “เสียงข้างมาก”กับ “เสียงข้างน้อย” โดยฝ่ายหนึ่งเห็นว่า พยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะดำเนินคดี ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่า ควรเปิดโอกาสให้ศาลเป็นผู้ตรวจสอบพยานหลักฐานทั้งหมด
จุดเปลี่ยนของคดีฮั้ว สว.
มติ กกต.ครั้งนี้ จึงอาจไม่ใช่บทสรุปสุดท้ายของคดี แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ทางกฎหมายในอีกขั้น
โดยเฉพาะกลุ่มที่ถูกส่งฟ้อง ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งจะเป็นผู้พิจารณาพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงตามกระบวนการต่อไป ขณะที่กลุ่มที่ กกต.มีมติยกคำร้อง ก็ยังเป็นประเด็นที่ฝ่ายการเมืองและผู้เกี่ยวข้อง สามารถตั้งคำถามต่อเหตุผลของการใช้ดุลพินิจได้ต่อไป
ท้ายที่สุด “พยานกลับคำให้การ” อาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สุดของคดีฮั้ว สว. เพราะด้านหนึ่งถูกใช้เป็นเหตุผลว่า พยานหลักฐานขาดความน่าเชื่อถือ แต่อีกด้านกลับถูกตั้งคำถามว่า เหตุใดการกลับคำให้การของพยานสำคัญจึงไม่ถูกตรวจสอบเชิงลึกว่าเกิดจากเหตุใด และมีหลักฐานอื่นใดที่จะนำมาประกอบเพื่อค้นหาความจริง
จาก 229 รายที่คณะไต่สวนเสนอ สู่จำนวนที่ กกต. มีมติส่งศาล 77 ราย และจากเสียงที่ไม่เป็นเอกฉันท์ในแทบทุกข้อกล่าวหา จึงต้องจับตาต่อว่า “ความจริงในสำนวน” กับ “ความจริงในศาล” จะเดินไปในทิศทางเดียวกันหรือไม่
รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง ฐานเศรษฐกิจออนไลน์







