thansettakij
thansettakij
ศาลฎีการับคำร้อง“สว.สำรอง”ขอสั่งเพิกถอนมติ กกต. คดีฮั้ว สว.

ศาลฎีการับคำร้อง“สว.สำรอง”ขอสั่งเพิกถอนมติ กกต. คดีฮั้ว สว.

16 ก.ย. 69 | 10:16 น.
อัปเดตล่าสุด :16 ก.ย. 69 | 10:26 น.

ศาลฎีกาฯ รับคำร้องกลุ่ม สว.สำรอง ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยคดี “ฮั้ว สว.” ชี้คำวินิจฉัย กกต.ไม่รอบด้าน มุ่งเน้นความผิดทางอาญา ละเลย"หลักฐานอันควรเชื่อได้"

KEY

POINTS

  • ศาลฎีการับคำร้องของกลุ่ม สว.สำรอง ที่ยื่นขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนมติของ กกต. ที่เกี่ยวกับคดีฮั้ว สว.
  • กลุ่มผู้ร้องเห็นว่า มติของ กกต. วินิจฉัยพยานหลักฐานไม่รอบด้าน โดยเฉพาะในประเด็นข้อกล่าวหาเรื่อง "โพย" ซึ่ง กกต. มีมติว่าหลักฐานไม่เพียงพอ
  • ผู้ร้องโต้แย้งว่า กกต.ไม่ได้พิจารณาตามมาตรา 62 อย่างเหมาะสม ซึ่งกำหนดมาตรฐานเพียงแค่ "มีหลักฐานอันควรเชื่อได้" ว่าการเลือกตั้งไม่สุจริต ซึ่งเป็นคนละมิติกับการพิสูจน์ความผิดทางอาญา

ศาลฎีกาฯ รับคำร้อง หลัง พล.ต.ท.คำรบ นำกลุ่ม สว.สำรองยื่นคำร้องขอตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานคดีฮั้ว สว. ขอให้ตรวจสอบการใช้มาตรา 62 และพิจารณากรณีการทุจริตเป็นขบวนการที่อาจกระทบความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือก สว.ทั้งระบบ พร้อมขอให้ศาลสั่งเพิกถอนมติ กกต.

เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2569 ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนิน พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว พร้อมกลุ่ม สว.สำรอง เดินทางยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ขอให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการทุจริตหรือการฮั้วเลือก สว.

ล่าสุด ศาลฎีกาฯ รับคำร้องไว้ในสารบบเป็นคดีหมายเลขดำที่ ลต.สว.21/2569 เพื่อพิจารณาต่อไป 

การยื่นคำร้องดังกล่าวเกิดขึ้นภายหลังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2569 เกี่ยวกับสำนวนการไต่สวนข้อกล่าวหาคดีเลือก สว. โดยมีทั้งส่วนที่ กกต.มีมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาและดำเนินคดี รวมถึงส่วนที่มีมติไม่ส่งฟ้องหรือยกคำร้อง เนื่องจากเห็นว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ

สว.สำรองชี้กกกต.วินิจฉัยไม่รอบด้าน

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า เหตุผลสำคัญที่กลุ่ม สว.สำรองยื่นคำร้อง เนื่องจากเห็นว่าการวินิจฉัยของ กกต.ในบางประเด็นยังไม่ครอบคลุมพยานหลักฐาน โดยเฉพาะ ข้อกล่าวหาที่ 3 ซึ่งเกี่ยวข้องกับกรณี “โพย” โดย กกต.เห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะดำเนินการในบางส่วน

ฝ่ายผู้ร้องยืนยันว่า จากข้อเท็จจริงและเอกสารที่พบ เชื่อว่ามีการจัดทำโพยและมีพฤติการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. พร้อมเห็นว่าการพิจารณาคดีไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการพิสูจน์ความผิดของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ควรพิจารณาถึงพฤติการณ์และความเชื่อมโยงที่อาจสะท้อนรูปแบบการกระทำที่กระทบต่อความสุจริตเที่ยงธรรมของการเลือก สว.

พล.ต.ท.คำรบ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการที่ กกต.ไม่ได้กล่าวถึงการดำเนินการตาม มาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ในประเด็นที่กลุ่มผู้ร้องเห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าการเลือกอาจไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม

ย้ำมาตรฐาน ม.62 ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นคดีอาญา

ฝ่าย สว.สำรองระบุว่า การพิจารณาตามมาตรา 62 มีประเด็นเรื่อง “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่าการเลือกอาจไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม ซึ่งผู้ร้องเห็นว่าเป็นคนละมิติจากการพิสูจน์ความผิดทางอาญา

ดังนั้น การตรวจสอบจึงไม่ควรพิจารณาเฉพาะหลักฐานที่แสดงถึงการจ่ายเงินหรือการกระทำผิดโดยตรงเท่านั้น แต่ควรพิจารณาประกอบกันทั้ง พฤติการณ์ รูปแบบการดำเนินการ และความเชื่อมโยงของบุคคลหรือเครือข่าย หากข้อเท็จจริงทั้งหมดมีน้ำหนักเพียงพอที่จะทำให้เกิดข้อสงสัยต่อความสุจริตเที่ยงธรรมของกระบวนการเลือก

ขอศาลตรวจสอบใหม่หากพบสำนวนยังไม่ครบ

พล.ต.ท.คำรบ กล่าวว่า กลุ่ม สว.สำรองใช้สิทธิยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ ภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยขอให้ศาลตรวจสอบคำวินิจฉัยของ กกต.ในข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้อง และหากเห็นว่าการพิจารณายังไม่ครบถ้วน ขอให้มีการไต่สวนและวินิจฉัยใหม่

นอกจากนี้ ยังขอให้ศาลพิจารณาว่า หากข้อเท็จจริงปรากฏว่ามีการทุจริตในลักษณะเป็นรูปแบบหรือเป็นขบวนการ จนทำให้การเลือก สว.ไม่เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม กกต.ควรต้องกลับไปพิจารณาผู้ที่เกี่ยวข้องในกระบวนการเลือก สว.ตามข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน แล้วนำเสนอให้ศาลพิจารณาต่อไป