thansettakij
thansettakij
สวนดุสิตโพลชี้ 2 ปัจจัยนำสู่ชุมนุมทางการเมือง “ค่าครองชีพ-ฮั้ว สว.”

สวนดุสิตโพลชี้ 2 ปัจจัยนำสู่ชุมนุมทางการเมือง “ค่าครองชีพ-ฮั้ว สว.”

13 ก.ย. 69 | 02:54 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ก.ย. 69 | 03:17 น.

“สวนดุสิตโพล”เผยผลสำรวจประชาชน พบส่วนใหญ่มอง “เศรษฐกิจ-ค่าครองชีพ” 69.54% และ คดี“ฮั้ว สว.” 68.76% เป็นปัจจัยที่อาจนำไปสู่การชุมนุม แต่ 40.56% เห็นว่ายังไม่ถึงเวลา

KEY

POINTS

  • สวนดุสิตโพลเผยผลสำรวจประชาชนพบว่า ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ (69.54%) และ คดีฮั้ว สว. (68.76%) เป็นสองปัจจัยหลักที่อาจนำไปสู่การชุมนุมทางการเมือง
  • อย่างไรก็ตาม ประชาชนส่วนใหญ่ (40.56%) ยังมองว่า สถานการณ์ในปัจจุบันยังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการจัดการชุมนุม
  • นักวิชาการเตือนว่า หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ไขปัญหาที่เป็นต้นเหตุ ความสงบนิ่งทางการเมืองในปัจจุบัน อาจสะสมเป็นแรงกดดันที่ส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพและความชอบธรรมของรัฐบาลได้

“สวนดุสิตโพล”สำรวจประชาชน 1,149 คน พบส่วนใหญ่ มอง “เศรษฐกิจ-ค่าครองชีพ” 69.54% และ คดี “ฮั้ว สว.” 68.76% เป็นปัจจัยสำคัญที่อาจนำไปสู่การชุมนุม แต่ 40.56% เห็นว่ายังไม่ถึงเวลาที่เหมาะสม ด้านนักวิชาการเตือน “ความสงบนิ่ง” หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ปัญหา อาจสะสมเป็นแรงกดดัน กระทบความชอบธรรมและเสถียรภาพรัฐบาล

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “การชุมนุมทางการเมือง ณ วันนี้” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,149 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 8-11 กันยายน 2569 ผลการสำรวจ พบว่า 

กลุ่มตัวอย่างสนใจติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ติดตามรายละเอียด ร้อยละ 44.65
รองลงมาคือ สนใจและติดตามอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 30.02 

โดยเห็นว่า ปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่การชุมนุมทางการเมือง คือ 

ปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพ ร้อยละ 69.54 

รองลงมาคือ คดีทางการเมือง ฮั้ว สว. ร้อยละ 68.76

ทั้งนี้มองว่า การชุมนุมทางการเมือง ช่วยสะท้อนปัญหาที่สังคมควรให้ความสำคัญ ร้อยละ 47.95 

การชุมนุมจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ร้อยละ 41.86 

คิดว่า สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้ ยังไม่ถึงเวลาเหมาะสมที่จะชุมนุมทางการเมือง ร้อยละ 40.56 

                                   สวนดุสิตโพลชี้ 2 ปัจจัยนำสู่ชุมนุมทางการเมือง “ค่าครองชีพ-ฮั้ว สว.”

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ชี้ว่า บรรยากาศการเมืองที่มีแรงกดดันสะสมจากทั้งปัญหาปากท้องและความเชื่อมั่นต่อระบบการเมือง ผลโพลจึงสะท้อนว่า การชุมนุมอาจจะยังไม่ใช่คำตอบในขณะนี้ แม้จะเป็นการแสดงออกตามระบอบประชาธิปไตย

โดยกังวลว่า สถานการณ์อาจนำไปสู่ความไม่ชัดเจน หรือขัดแย้งมากกว่าเป็นทางออก สิ่งสำคัญจึงอยู่ที่ทุกฝ่ายต้องเร่งแก้ปัญหาที่เป็นต้นเหตุและเปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นร่วมกัน

ผศ.ยอดชาย ชุติกาโม อาจารย์ประจำหลักสูตรรัฐศาสตรบัณฑิต โรงเรียนกฎหมายและการเมืองมหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่เรียกได้ว่า สงบนิ่งที่สุดในรอบหลายปีนับตั้งแต่รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย เข้ามาบริหารราชการแผ่นดินสถานการณ์ทางการเมืองไทยกลับเดินเข้าไปสู่จุดที่เรียกว่า ความสงบนิ่ง 

ทั้งนี้ผลสำรวจพบว่า คนที่สนใจและติดตามสถานการณ์ทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง มีเพียง 30.02% และเชื่อว่าการชุมนุมทางการเมืองจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ชัดเจนว่าจะไปในทิศทางใด และมีเพียง 35.60% ที่เห็นว่าเหมาะสมแล้ว ที่จะมีการชุมนุมทางการเมืองเกิดขึ้น 

ในฐานะนักวิชาการทางรัฐศาสตร์ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาหลักของการเมืองไทยในช่วงระยะเวลาเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา ที่การเมืองไทยอยู่ในสภาวะลุ่มๆ ดอนๆ มีความขัดแย้งทางการเมือง ทั้งจากในและนอกสภา ส่งผลให้การเมืองไร้เสถียรภาพประชาชนรู้สึกเบื่อหน่ายและสิ้นหวังกับผู้นำทางการเมือง 

สิ่งเหล่านี้คงเป็นเรื่องที่รัฐบาลจะได้นำเอาผลโพลในครั้งนี้ ไปขบคิดมิใช่บริหารประเทศแบบทำงานประจำไปวัน ๆ โดยมิได้สนใจความเดือดร้อนของประชาชนในเวลานี้ เพราะนั่นเท่ากับว่าความสงบนิ่ง อาจแปรเปลี่ยนเป็นพลังในการบ่อนทำลายความชอบธรรม (legitimacy) ของรัฐบาล จนไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ให้ตนเองบริหารประเทศต่อไปได้ และการเมืองไทยก็อาจวนกลับมาสู่การนับหนึ่งใหม่อีกครั้งก็เป็นได้