thansettakij
thansettakij
“พริษฐ์”เปิด 3 ฉากทัศน์คดี ฮั้ว สว. เปรียบไวรัสสีน้ำเงิน จี้กกต.ฟ้อง 229 ราย

“พริษฐ์”เปิด 3 ฉากทัศน์คดี ฮั้ว สว. เปรียบไวรัสสีน้ำเงิน จี้กกต.ฟ้อง 229 ราย

12 ก.ย. 69 | 09:42 น.
อัปเดตล่าสุด :12 ก.ย. 69 | 10:27 น.

“พริษฐ์”เปิด 3 ฉากทัศน์คดี ฮั้ว สว. จับตา กกต.ชี้ขาด 14 ก.ย. หากเชื่อขบวนการโกง-หลักฐานชัด ต้องส่งฟ้อง 229 คน เปรียบเป็นไวรัสสีน้ำเงิน จะได้ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสหรือไม่

KEY

POINTS

  • นายพริษฐ์ วัชรสินธุ เปิด 3 ฉากทัศน์ที่ กกต. อาจมีมติต่อคดีฮั้ว สว. คือ สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน, ยกคำร้องทั้งหมด หรือ สั่งฟ้องเพียงบางส่วน
  • เปรียบเทียบขบวนการฮั้ว สว. เป็น "ไวรัสสีน้ำเงิน" ที่เริ่มจากการเลือก สว. และกำลังแพร่กระจายไปสู่องค์กรอิสระผ่านการแต่งตั้งโดย สว.ชุดดังกล่าว
  • เรียกร้องให้ กกต.ใช้หลักฐานและกฎหมายเป็นเกณฑ์ตัดสิน โดยควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน หากเชื่อว่ามีการกระทำผิดเป็นขบวนการจริง
  • เตือน กกต.หากดำเนินการในลักษณะปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีสิทธิ์ถูกดำเนินคดีฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้ 

“พริษฐ์ วัชรสินธุ” เปิด 3 ฉากทัศน์คดี ฮั้ว สว. ก่อน กกต. ชี้ขาด 14 ก.ย. ทั้งส่งฟ้อง 229 ราย ยกคำร้องทั้งหมด หรือส่งฟ้องบางส่วน ชี้หากเชื่อว่าพยานหลักฐานสะท้อน “ขบวนการ” ต้องตอบให้ได้ว่าทำไมจึงเลือกดำเนินคดีเพียงบางราย เปรียบปมฮั้ว สว.เป็น “ไวรัสสีน้ำเงิน” ที่แพร่จากกระบวนการเลือก สว. ไปสู่องค์กรอิสระ เรียกร้อง กกต.ใช้หลักฐานและกฎหมายเป็นเกณฑ์ตัดสิน 

บ่ายวันที่ 12 ก.ย. 2569 ที่รัฐสภา ในงานสัมมนาหัวข้อ “จับตาบทบาทองค์กรอิสระ ต่อวิกฤตการเมืองไทย” ที่จัดโดย คณะกรรมาธิการ (กมธ.) กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน สภาผู้แทนราษฎร 

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ต่อการพิจารณาคดีโกงเลือกตั้งวุฒิสภา (ฮั้ว สว.) ว่า เดิมวันที่ 14 ก.ย.จะมีการแถลงข่าว แต่ข่าวล่าสุดจะไม่มีการแถลงแล้ว ถ้าเป็นจริงเช่นนั้น กกตหค. จริงๆ กลัวการตอบห่วงใคร จึงต้องจับตาดูวันที่ 14 ก.ย. ว่า เราจะได้รู้ถึงผลลัพธ์ที่เราติดตามกันมาอย่างต่อเนื่องหรือไม่ 

ชำแหละ 2 ปม“องค์กรอิสระ”วิกฤตความเชื่อมั่น

ทั้งนี้ เจตนารมย์ของคนที่คิดค้นองค์กรอิสระขึ้นมาก็คาดหวังว่า ให้องค์กรเหล่านี้ ตรวจสอบฝ่ายการเมืองโดยเป็นอิสระจากการแทรกแซงทางการเมือง แต่วิวัฒนาการขององค์กรอิสระตลอด 20 ปีที่ผ่านมา และมีอาการหนักที่สุดในรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งเราเห็น 2 ปัญหาใหญ่คือ 

1.องค์กรอิสระไม่สามารถเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมืองได้จริง ซึ่งบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญปี 2560 ให้สมาชิกวุฒิสภาเลือกผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ถ้าต้องการให้องค์กรอิสระพ้นจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง ก็ต้องทำให้การลงมติของวุฒิสภาเป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง 

แต่พบว่า ข้อเท็จจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น สมัยก่อน สว. แม้จะมีข้อครหาว่าถูกแทรกแซงทางการเมือง แต่ก็ยังยึดโยงกับประชาชน ถ้าประชาชนไม่พอใจก็สามารถเลือกคนอื่นมาทำหน้าที่แทนได้ แต่ตอนนี้ สว. ทั้งไม่เป็นอิสระจากการถูกแทรกแซงทางการเมือง และไม่ยึดโยงกับประชาชน แต่มาจากกระบวนการเลือกกันเอง จนประชาชนก็ไม่สามารถกำหนดได้ว่าใครจะมาเป็น สว. อีกทั้งยังเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน จนถูกข้อครหามาจนถึงปัจจุบันว่า ถูกแทรกแซงโดยกลุ่มการเมือง

2.องค์กรอิสระยังเป็นอิสระจากประชาชน ประชาชนทำอะไรไม่ได้หากไม่พึงพอใจต่อการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระนั้นๆ นอกจากนี้ กลไกที่รัฐสภา เคยมีในการถอดถอนองค์กรอิสระที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หรือ กลไกที่ประชาชนเคยเข้าชื่อเพื่อริเริ่มกระบวนการถอดถอน ก็ถูกดึงออกจากรัฐธรรมนูญปี 2560 ส่วนกลไกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ก็สุ่มเสี่ยงว่าจะเจอทางตัน 

“ไม่ว่า 20 ปีก่อนเจตนารมย์ในการก่อตั้งองค์กรอิสระเป็นอย่างไร แต่ต้องยอมรับว่าวันนี้องค์กรอิสระอยู่ในสภาวะที่มีวิกฤตความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง”

เปรียบ"ฮั้ว สว."เป็นไวรัสสีน้ำเงิน

นายพริษฐ์ ยังกล่าวถึงคดีโกง สว. หากมีอยู่จริง ก็ไม่ต่างอะไรกับความพยายามของกลุ่มการเมืองหนึ่ง ที่พยายามฉวยโอกาสจากช่องโหว่ของรัฐธรรมนูญ เพื่อยึดกลุ่มองค์กรอิสระ เปรียบ สถาบันทางการเมืองของประเทศ เหมือน “ร่างกายมนุษย์” การโกง สว. ก็คือ “ไวรัสสีน้ำเงิน” 

ถ้าไวรัสสีน้ำเงินมีอยู่จริง ร่างกายเราติดเชื้อตั้งแต่การเลือก สว. ปี 2567 แล้ว เมื่อการตรวจสอบเรื่องนี้ล่าช้า ไวรัสก็ค่อยๆ กระจายไปทั่วร่างกายมากขึ้น ซึ่ง สว.ชุดปัจจุบันรับรองผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ 2 คน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)  4 คน คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) 5 คน และ กกต. 4 คน ดังนั้น ความเสียหายเดินหน้าไปแล้ว 

“แต่วันที่ 14 ก.ย. ถือเป็นโอกาสที่เราจะได้ฉีดวัคซีน เพื่อหยุดการแพร่ของไวรัสสีน้ำเงิน แต่จะมีการฉีดหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับมติของ กกต. หาก กกต. ยกคำร้องทั้งหมด สุดท้ายไวรัสนี้ ก็จะกลายพันธุ์แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ในอนาคตก็จะดื้อต่อวัคซีน นี่คือเดิมพันต่อคดีโกง สว. ที่กำลังพูดถึงอยู่ในขณะนี้ และหากคดีโกงสว. ทำได้โดยที่ไม่มีใครต้องรับผิด สิ่งที่เราจะได้กลับมาคือ ระบอบการเมืองที่สีหนึ่งทำอะไรก็ไม่ผิด หรือ สีน้ำเงินทำอะไรก็ไม่ผิด

ก่อนหน้านี้มีคนพูดว่ามีคนอยู่เหนือดวงหรือไม่ แต่ถ้าคดีโกง สว. ทำสำเร็จ จะมีคนอยู่เหนือกฎหมายแน่นอน นี่คือ ความอันตรายของสิ่งที่เรากำลังต่อสู้อยู่ นอกจากนี้ความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายการเมืองกับองค์กรอิสระ ก็มีความสุ่มเสี่ยงที่จะกลายเป็นความสัมพันธ์ เจ้านาย กับ ลูกน้อง แทนที่องค์กรอิสระจะตรวจสอบฝ่ายการเมือง แต่จะกลายเป็นแขนขา เครื่องมือของฝ่ายการเมือง ที่ยึดกุมองค์กรอิสระและวุฒิสภาได้สำเร็จ 

หากเจ้านายทำอะไรผิดไป ก็จะมีลูกน้องคอยไปวิ่งเต้นเคลียร์คดีให้ หากในอนาคตเรื่องแดงขึ้นมา แล้วจะถูกลงโทษจากการกระทำผิด ก็มีความเป็นไปได้ว่า คนที่จะถูกรับโทษก็ไม่ใช่เจ้านายที่เป็นผู้บัญชาการ แต่จะตัดตอนให้ลูกน้องอย่างองค์กรอิสระรับผิดแทน“ นายพริษฐ์ ระบุ

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า สิ่งที่จะเข้าข่ายความผิดที่จะต้องส่งศาลในคดีนี้ มาตราหลักคือ มาตรา 62 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ที่ระบุว่า หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้สมัครหรือผู้ใดกระทำการอันเป็นทุจริตในการเลือก หรือ รู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น อันทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม 

นอกจากนี้ ยังมีความผิดฐานสัญญาว่าจะให้ และยังมีความผิดเกี่ยวกับการแนะนำตัว รวมถึงการแทรกแซงโดยนักการเมือง  หากมีหลักฐานเข้าข่ายการกระทำความผิดดังกล่าว ต้องชัดขนาดไหน กกต. ถึงมีหน้าที่สั่งฟ้องที่ศาล 

เปิด 3 ฉากทัศน์มติ กกต. 14 ก.ย.

นายพริษฐ์ กล่าวว่า ขอวิเคราะห์ผลที่จะออกมาใน 14 ก.ย. นี้ว่า มี 3 ทาง คือ 

1. สั่งฟ้องทั้ง 229 คน 

2. ยกคำร้องทั้งหมด ไม่สั่งฟ้องใครเลย 

และ 3. สั่งฟ้องบางส่วน ไม่สั่งฟ้องบางส่วน 

อย่างไรก็ตาม มองว่าน่าจะออกได้แค่สองทางเท่านั้น คือ “สั่งฟ้องทั้งหมด” และ “ไม่สั่งฟ้องใครเลย” 

“ถ้าวิเคราะห์ในเชิงตรรกะ กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาที่ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. เวลานี้เขาทำงานกันเป็นขบวนการ ดังนั้น ในเชิงตรรกะ สิ่งที่ กกต. ต้องคิดในเชิงหลักการ คือ เชื่อในหลักฐานที่มีทั้งหมดหรือไม่ว่าขบวนการนี้มีอยู่จริง  ถ้ากล้าบอกว่าไม่เชื่อก็ยกทั้งหมด แต่ถ้าบอกว่าเชื่อขบวนการนี้มีอยู่จริง ต้องสั่งฟ้องทั้งหมดหรือเกือบหมด 

ถ้าบอกว่า เชื่อว่า ขบวนการนี้มีอยู่จริง แต่สั่งฟ้อง 10-30 คน จะอธิบายด้วยตรรกะอย่างไร เพราะหากขบวนการนี้มีอยู่จริง ไม่สามารถสำเร็จได้ จากคนแค่ 10-30 คน ฉะนั้น เมื่อเห็นหลักฐาน ต้องแยกเหตุการณ์อย่าเหมารวมกัน เส้นเงินแต่ละเส้นก็ต้องวิเคราะห์กันไป”

นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า เมื่อดูรูปแบบเส้นการเงินของแต่ละพื้นที่มีรูปแบบเดียวกัน คือ ไปจ้างคนมาลงสมัครเพื่อพยายามส่งตัวแทนให้เข้าไปในระดับประเทศให้ได้มากที่สุด และเมื่อคนของตัวเองผ่านเข้าไปในระดับประเทศไม่เยอะ ก็พยายามช้อนคนอื่นจากกระบวนการอื่นที่ผ่านเข้าไปในระดับประเทศได้ 

รูปแบบการนัดรวมตัวกันทำโพย อยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพมหานคร ปทุมธานี อยุธยา ซึ่งการทำโพยใบสั่งที่หน้าตาเหมือนกัน และตรงกับผลที่ออกมา เห็นการปฐมนิเทศที่โรงแรมภูแมน และ เห็นการลงมติของคนที่เป็น สว. ลงมติเหมือนกันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เรื่องเหล่านี้จะกลายเป็นเรื่องบังเอิญขนาดนั้นหรือไม่ หรือแท้จริงแล้วแต่ละเหตุการณ์ที่เหมือนกัน เพราะเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเดียวกัน

เตือน กกต.เจอข้อหาปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

“หาก กกต. ทำงานแบบตรงไปตรงมา พิจารณาจากพยานหลักฐาน กกต. ควรสั่งฟ้องทั้งหมด แต่ถ้าเราเชื่อว่า กกต. ไม่ได้ทำงานอย่างตรงไปตรงมา แต่ต้องการตอบแทนบุญคุณ ที่เลือกเข้ามาเป็น กกต. ต้องการปกป้องเครือข่ายสีน้ำเงินเข้ม นักการเมืองสีน้ำเงินเข้ม ที่ใกล้ชิดศูนย์อำนาจ กกต.จะสั่งฟ้องบางคนได้หรือไม่ สั่งฟ้องเฉพาะสีน้ำเงินอ่อนที่สังเวยได้ อย่าลืมว่า ศาลสามารถไต่สวนเข้าถึงหลักฐานได้ ถ้าศาลเข้าถึงหลักฐานขึ้นมา และพบว่า มีน้ำเงินเข้มบางคน หลักฐานชัดกว่าน้ำเงินอ่อนด้วยซ้ำ กกต.จะซวยแน่นอน 

ดังนั้น ข้อเรียกร้องที่มีถึง กกต. คือ ควรสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ตามข้อเสนอของคณะอนุไต่สวนชุดที่ 26 เพราะเห็นว่า หลักฐานในกระบวนการนี้ชัดเจน และ หาก กกต.ต้องการพ้นข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนและการขัดกันแห่งผลประโยชน์ กกต.ต้องสั่งฟ้องทั้ง 229 คน ซึ่งมีกกต. 4 คน มาจาก สว.ชุดนี้ แต่ก็ไม่สามารถห้ามให้ กกต.ทั้ง 4 คนนี้ ไม่เข้าประชุมก็ไม่ได้ 

แต่ กกต. ทั้ง 4 คนนี้ ต้องไม่ใช้ดุลพินิจของตัวเองในลักษณะที่เป็นคุณต่อผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นผู้มีพระคุณของ กกต. เรื่องนี้คงไม่จบง่ายๆ แน่นอนในทางการเมือง ถ้า กกต. ยกคำร้องผู้ถูกกล่าวหาคนไหนที่มีหลักฐาน เตรียมคำตอบมาที่สภาฯได้เลย ในการรายงานประจำปีต่อสภาฯ”

นายพริษฐ์ กล่าวด้วยว่า ผู้ถูกกล่าวหาที่อยู่ในฐานะรัฐมนตรี เกี่ยวข้องกับพรรคการเมืองเตรียมตอบในเวทีอภิปรายไม่ไว้วางใจได้เลย ส่วนผู้ถูกกล่าวหาคนไหน ที่ กกต.ยกคำร้อง ก็อย่าชะล่าใจ ถ้าหลักฐานชัดเรื่องไปถึงศาลฎีกาแน่ หาก กกต.ดำเนินการในลักษณะที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เราก็มีสิทธิ์ในการดำเนินคดีกับ กกต.ในฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบได้