
“อภิสิทธิ์”เรียกร้อง กกต.ส่งคดี“ฮั้ว สว.”ให้ศาลตัดสิน เตือนระวังเจอ ม.157
“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ”เรียกร้อง กกต.ส่งคดี “ฮั้ว สว.” ให้ศาลฎีกาพิจารณา ก่อนบานปลาย เตือน กกต.อย่าเป็นผลไม้พิษจากพรรคการเมืองต้นไม้พิษ ขู่ 2 มาตรฐานขัด ม.157
KEY
POINTS
- นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เรียกร้องให้ กกต.ส่งคดีทุจริตเลือกตั้ง สว. หรือ "คดีฮั้ว สว." ให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยตามหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด
- เตือนหาก กกต.ไม่ปฏิบัติตามบรรทัดฐานเดิมที่เคยส่งฟ้องคดีลักษณะเดียวกัน อาจเข้าข่ายการเลือกปฏิบัติ สองมาตรฐาน ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีตาม มาตรา 157
- ชี้ กกต.ไม่ใช่ผู้ชี้ขาดว่าใครผิด แต่มีหน้าที่รวบรวมหลักฐานที่น่าเชื่อถือและส่งให้ศาลตัดสิน เพื่อหลีกเลี่ยงข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
วันที่ 11 กันยายน 2569 ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการประชุมของคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.).ในวันที่ 14 กันยายนนี้ ซึ่งจะมีการลงมติคดี “ฮั้ว สว.” ว่าจะส่งไปให้ศาลฎีกาพิจารณาหรือไม่ ว่า กกต.ไม่ใช่ผู้ชี้ขาดว่าใครทำผิด หรือไม่ได้ทำผิด แต่มีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.
โดยมาตรา 62 ระบุว่า เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัคร หรือ ผู้ใด กระทำการทุจริต หรือ รู้เห็น ทำให้การเลือกตั้งไม่ได้เป็นไปโดยสุจริต ให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อเพิกถอนสิทธิรับเลือกตั้ง ซึ่งครอบคลุมทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด และตามกฎหมาย ไม่ได้ให้ใช้ดุลยพินิจ แต่ กกต.ต้องยื่นเมื่อมีหลักฐาน “อันควรเชื่อ”
รวมทั้งมาตรา 62 ยังเป็นมาตราประกอบความผิดอื่น ๆ เช่น มาตรา 76 ที่หากคนในพรรคการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือ ผู้สมัครยินยอมให้พรรคการเมืองช่วยเหลือ ก็มีความผิด หรือ มาตรา 77 ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อเสียง จัดเลี้ยง ก็ถือว่าผิดกฎหมาย
“กังวลว่า ในวันที่ 14 กันยายนนี้ มีความพยายามเบี่ยงประเด็นการพิจารณา ไม่ครบคลุมทั้งมาตรา 62, 76 และ 77 จึงทำให้เกิดปัญหาว่า หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีน้ำหนักประมาณไหน ซึ่งตามมาตรฐาน กกต. และบรรทัดศาลฎีกา ได้กำหนดหลักปฏิบัติมาแล้วว่า หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่านั้น เคยปฏิบัติมาเช่นใด”
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า การเลือกวุฒิสภา (สว.) ผ่านมา 2 ปีแล้ว ได้สะท้อนบรรทัดฐานของ กกต. ตั้งแต่ก่อนมีการเลือก สว.อย่างที่เลขาธิการ กกต. ได้ชี้แจงสิ่งใดที่ทำได้ หรือทำไม่ได้ รวมถึงการโทรศัพท์เพื่อไปขอคะแนนเสียงกัน เพราะศาลฎีกาเคยมีคำพิพากษาแล้ว
การเลือก สว.ปี 2562 ตามบทเฉพาะกาล มี 2 คดีที่ศาลฎีกา มีคำพิพากษา ยืนยันว่า การแลกคะแนนเสียงมีความผิด แต่หลังจากการเลือกปี 2567 มีหลายคดีที่ กกต.ระบุว่า มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ และส่งให้ศาลฎีกาพิจารณา
เช่น กรณีศาลฎีกา มีคำพิพากษาว่า การแลกเปลี่ยนคะแนนให้แก่กัน ถือว่า ทำให้การเลือก สว.ไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตเที่ยงธรรม ซึ่งเป็นความเห็นจากทั้ง กกต. และ ศาล ซึ่งความผิดคดีนี้ เป็นเพียงการพูดคุยกันผ่านแอพลิเคชันไลน์เท่านั้น ก็ถือว่า มีความผิดแล้ว เพราะศาลเห็นว่า การสมยอมจับคู่แลกเปลี่ยนคะแนนกัน เป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น ไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ ที่จะต้องเลือกจากประวัติ ความรู้ และความเชี่ยวชาญ
รวมถึงยังมีกรณีที่ศาลฎีกาพิพากษาจากการกระทำผิด ที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการตกลงเลือกไขว้กัน และมีการเสนอตำแหน่งให้กัน ซึ่งศาลฎีกาพิพากษาว่า มีความผิด และยังมีคดีการจับคู่ จับกลุ่ม แลกเปลี่ยนคะแนน และมีการจัดเลี้ยง หรือ มีการเสนอเงิน ซึ่งศาลก็พิพากษาว่า เป็นการกระทำผิดกฎหมาย เพราะเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น ซึ่งเกือบทุกคดี ศาลให้ความสำคัญว่า การไปเที่ยวขอคะแนน ก็ถือว่า ผิดเจตนารมณ์การเลือก สว.แล้ว และเป็นการเอาเปรียบผู้สมัครรายอื่น
“ทั้งหมดนี้สะท้อนข้อเท็จจริงในการพิจารณาของ กกต .ในวันที่ 14 กันยายนนี้ว่า มีความหนักหนา สาหัสกว่าเกือบทุกคดีที่ กกต.เคยส่งให้ศาลฎีกาพิจารณา และจะมีเหตุผลใด ที่ กกต.จะไม่ปฏิบัติตามบรรทัดฐานที่เคยปฏิบัติ”
นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า หาก กกต.ไม่ยึดถือบรรทัดฐานที่ตนเคยใช้ และศาลฎีกาก็เคยตัดสินในบรรทัดฐาน ที่ กกต.เสนอไป ก็ถือเป็นการเลือกปฏิบัติ หรือ 2 มาตรฐาน ถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอาญา มาตรา 157
รวมถึงยังมีกรรมการ กกต. 4 คน ที่มาจากการคัดเลือกของวุฒิสภาชุดนี้ ซึ่งตามปกติผู้มีส่วนได้เสีย จะไม่มีสิทธิ์วินิจฉัย แต่กฎหมาย กกต.เป็นกฎหมายเฉพาะ ตนจึงแนะนำว่า การประชุมของ กกต.นั้น ไม่ใช่การวินิจฉัยถูกผิด แต่เมื่อหลักนิติธรรม ระบุว่าไม่อยู่ในฐานะวินิจฉัย ดังนั้น จึงควรส่งให้ศาลฎีกาวินิจฉัยแทน เพื่อไม่ให้ถูกกล่าวหาว่า มีส่วนได้เสียกับผู้ที่ถูกกล่าวหา
“ดังนั้น หากมีการปฏิบัติ 2 มาตรฐาน ของ กกต. พรรคประชาธิปัตย์ จะต้องมีการดำเนินการต่อไป โดยจะร่วมต่อสู้และสนับสนุนให้ผู้ที่เสียหายจากการวินิจฉัยของ กกต.ไปดำเนินคดีที่ศาลคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ซึ่งเคยมีบรรทัดฐานศาลฎีกา ในการฟ้องร้ององค์กรอิสระไว้แล้ว” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
ส่วนที่นายศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ระบุคดีฮั้ว สว. เป็นผลไม้พิษ จากต้นไม้พิษ ที่มาจากการสอบสวนที่มิชอบ ว่า เหตุใด นายศุภชัย ไม่ไปพิจารณาจากคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่เคยมีผู้ไปร้อง กรณี นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง อดีตรมว.ยุติธรรม ที่ได้วินิจฉัยแล้วว่า การดำเนินการของอนุกรรมการ กกต.ชุดที่ 26 และการดำเนินการของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ไม่ได้มีส่วนใดผิด และควรยึดถือคำวินิจฉัยศาลฯ ในเรื่องนี้
ตรงกันข้ามหาก กกต.ใช้ 2 มาตรฐาน คำวินิจฉัย กกต.จะกลายเป็นผลไม้พิษ จาก กกต. ซึ่งเป็นดอกพิษ ที่มาจากวุฒิสภา ที่เป็นกิ่งก้านที่เป็นพิษ ที่มาจากพรรคการเมือง ที่พยายามครอบงำวุฒิสภาที่เป็นต้นไม้พิษ
“ผมยังกังวลว่า ผลไม้พิษลูกนี้ จะมีลักษณะเป็นโรคติดต่อ เพราะจะเป็นตัวทำลายระบบการเมือง เปรียบเสมือนการล้มล้างเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ในระบอบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ที่ต้องการให้ระบบการเมือง มีระบบการตรวจสอบถ่วงดุล ไม่ให้นักการเมืองครอบงำกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ”หัวหน้าพรรคประชาธปัตย์ กล่าว
เมื่อถามว่าหากวันที่ 14 กันยายนนี้ กกต.ส่งฟ้องไม่ครบทั้ง 229 คน คาดจะมีการไปเคลื่อนไหวเอาผิดกับ กกต.ต่อหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า จะต้องรอฟังเหตุผล และต้องให้ความเป็นธรรมแต่ละคนใน 229 คนด้วย เพราะความหนักเบา หรือ หลักฐานต่างกัน รวมถึงกลุ่มคนในพรรคการเมืองด้วย จึงต้องรอดูเหตุผล
ส่วนหา สส. หรือ รัฐมนตรี รวมถึง สว. ที่ถูกส่งฟ้อง ควรจะต้องยุติการปฏิบัติหน้าที่หรือไม่นั้น นายอภิสิทธิ์ ตอบว่า ควรจะต้องถูกยุติการปฏิบัติหน้าที่ ส่วนจะทำให้เกิดล็อกทางการเมืองในอนาคต หรือ การบริหารงานในอนาคตหรือไม่ ก็ไม่ควรที่จะนำมาใช้ในการวินิจฉัย ที่จะต้องเป็นไปตามหลักกฎหมาย และเป็นอย่างอื่นไม่ได้
เมื่อถามว่าจะเกิดการชุมนุมใหญ่ของมวลชนหรือไม่ หาก กกต.ไม่มีการส่งฟ้องใดๆ เลย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การชุมนุมโดยปราศจากอาวุธเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย ซึ่งตนสังเกตเห็นว่า ช่วงนี้มีการเคลื่อนไหวเยอะมาก เพราะจากข้อมูลที่ปรากฏต่อสาธารณะ ก็มีสัญญาณที่พยายามให้เรื่องนี้จบไป
ส่วนกิจกรรมที่ ไอลอว์ หรือ กลุ่มของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล จะจัดขึ้นในวันที่ 13 กันยายน หากมีผู้ออกมาร่วมกิจกรรมมาก จะเป็นเสียงสะท้อนของคนในสังคม ที่ต้องการความยุติธรรมมากขึ้นหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ปัญหาการฮั้ว สว. ได้รับความสนใจจากสังคม แต่การตัดสินใจออกไปร่วมกิจกรรมตนยังไม่ทราบ
อย่างไรก็ตาม มั่นใจว่า สังคมอยากเห็นความถูกต้อง ไม่ต้องการให้ระบบการเมือง ถูกกลืนกินบนความไม่ถูกต้อง เพราะจะเป็นอันตรายกับประเทศในอนาคตอย่างแน่นอน แต่ตนก็ไม่อยากให้เกิดสภาพที่สังคมแตกแยกขัดแย้งรุนแรง ดังนั้น จึงอยากให้ กกต.ทำหน้าที่อย่างเที่ยงตรง






