thansettakij
thansettakij
อดีตปลัด ยธ.ชี้คดี ฮั้ว สว. หากมี“หลักฐานอันควรเชื่อ”ต้องส่งศาล อย่าตัดจบ

อดีตปลัด ยธ.ชี้คดี ฮั้ว สว. หากมี“หลักฐานอันควรเชื่อ”ต้องส่งศาล อย่าตัดจบ

13 ก.ย. 69 | 02:15 น.
อัปเดตล่าสุด :13 ก.ย. 69 | 02:37 น.

“กิตติพงษ์ กิตยารักษ์” อดีตปลัดยุติธรรม วิพากษ์“วุฒิสภากับความน่าเชื่อถือของระบบตรวจสอบอำนาจ” จี้ กกต.คดี ฮั้ว สว. หากมี“หลักฐานอันควรเชื่อได้” ต้องส่งศาล อย่าตัดจบโดยไร้คำอธิบาย

KEY

POINTS

  • นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม ชี้ว่าคดีฮั้ว สว. มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความน่าเชื่อถือของระบบตรวจสอบอำนาจรัฐ เนื่องจากวุฒิสภามีบทบาทในการเห็นชอบองค์กรอิสระ
  • เรียกร้องให้ กกต. ยึดหลักตามรัฐธรรมนูญ หากมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่ามีการทุจริตเลือกตั้ง จะต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณา ไม่ควรตัดสินใจยุติเรื่องเอง
  • กรณีที่ กกต.มีมติไม่ส่งฟ้องศาล ต้องสามารถอธิบายเหตุผลต่อสาธารณะได้อย่างชัดเจนและโปร่งใส เพื่อรักษาความเชื่อมั่นในหลักนิติธรรม

ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ประธานกรรมการสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม โพสต์เฟซบุ๊ก Kittipong Kittayarak แสดงความเห็นถึงคดี “ฮั้ว สว.” ในหัวข้อ “วุฒิสภากับความน่าเชื่อถือของระบบตรวจสอบอำนาจ” ระบุว่า 

วันที่ 14 กันยายน 2569 คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. มีกำหนดพิจารณาลงมติสำนวนเกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ท่ามกลางข้อกล่าวหาเรื่องความไม่สุจริตในการเลือก

เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความไว้วางใจในระบบตรวจสอบอำนาจของประเทศ เพราะวุฒิสภามีบทบาทในการให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะเข้ามาทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐ

รัฐธรรมนูญกำหนดให้วุฒิสภามีบทบาทให้ความเห็นชอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระทั้งหลาย รวมถึง กกต. ซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบความสุจริตของการได้มาซึ่ง สว. เอง ความสัมพันธ์เช่นนี้ทำให้การตรวจสอบต้องรอบคอบและโปร่งใสเป็นพิเศษ เพื่อให้ประชาชนมั่นใจว่าแต่ละองค์กรทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระ โดยยึดกฎหมายและประโยชน์ส่วนรวม

หากข้อกังขาเกี่ยวกับที่มาของ สว. ไม่ได้รับคำตอบที่น่าเชื่อถือ ความสงสัยอาจส่งต่อไปถึงผู้ที่วุฒิสภาให้ความเห็นชอบ และกระทบความไว้วางใจในการทำงานขององค์กรอิสระ แม้บุคคลเหล่านั้นจะทำหน้าที่อย่างซื่อตรงก็ตาม การคลี่คลายเรื่องนี้อย่างเป็นธรรมจึงเป็นการรักษาความน่าเชื่อถือของสถาบันเหล่านี้ด้วย

หลัก “ความรับผิดรับชอบ” หรือ “accountability” จึงมีความสำคัญ ผู้ใช้อำนาจต้องอธิบายการตัดสินใจของตนได้ ยอมรับการตรวจสอบ และรับผลตามกฎหมายเมื่อใช้อำนาจโดยมิชอบ

หลักนี้ใช้กับองค์กรอิสระด้วย

“ความเป็นอิสระ” ช่วยให้องค์กรเหล่านี้ยืนหยัดตามกฎหมายได้แม้เผชิญแรงกดดัน

ส่วน “ความรับผิดรับชอบ” ถูกตรวจสอบได้ ทำให้ประชาชนมั่นใจว่าอำนาจนั้นถูกใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวม

หลักทั้งสองหลักจึงต้องเดินไปด้วยกัน

ในเรื่องนี้ กกต. มีบทบาทสำคัญในการนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 ภายหลังประกาศผลการเลือก

หากมี “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่าผู้สมัครกระทำการทุจริตในการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น กกต. ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณาเพิกถอนสิทธิตามที่กฎหมายกำหนด

การยื่นคำร้องยังไม่ใช่ข้อยุติว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิด เพราะศาลต้องพิจารณาวินิจฉัยต่อไป การใช้เกณฑ์พยานหลักฐานในขั้นตอนนี้อย่างถูกต้องจึงสำคัญอย่างยิ่งต่อการที่เรื่องจะเข้าสู่การตรวจสอบโดยศาล

ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนต้องได้รับโอกาสชี้แจงและโต้แย้งพยานหลักฐาน ความรับผิดต้องพิจารณาจากการกระทำของแต่ละบุคคล ความสงสัยของสังคมใช้แทนหลักฐานไม่ได้

ขณะเดียวกัน เมื่อหลักฐานถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ผู้มีหน้าที่ก็ต้องดำเนินการต่ออย่างตรงไปตรงมา ด้วยมาตรฐานเดียวกันกับทุกคน

หาก กกต. เห็นควรยุติเรื่องโดยไม่ยื่นคำร้องต่อศาล ยิ่งต้องอธิบายให้ชัดเจนว่า ข้อกล่าวหาสำคัญได้รับการตรวจสอบอย่างไร

และเหตุใดข้อเท็จจริงหรือพยานหลักฐานจึงไม่ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดให้ดำเนินการต่อ เพราะการตัดสินใจนี้มีผลต่อการที่ข้อกล่าวหาจะเข้าสู่การพิจารณาของศาลในช่องทางดังกล่าว

และไม่ว่าผลจะออกมาทางใด กกต. ควรเปิดเผยเหตุผลให้ประชาชนเข้าใจและตรวจสอบได้ ภายในขอบเขตที่กฎหมายอนุญาตและคุ้มครองสิทธิของผู้เกี่ยวข้อง

นอกจากนี้ การตรวจสอบต้องแล้วเสร็จภายในเวลาที่สมควรด้วย เพราะระหว่างที่ข้อกล่าวหายังไม่มีข้อยุติ ผู้ดำรงตำแหน่งยังคงใช้อำนาจตัดสินใจในเรื่องที่อาจส่งผลต่อประเทศไปอีกหลายปี

ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหา ก็ต้องอยู่กับความไม่แน่นอนและผลกระทบต่อชื่อเสียง หากจำเป็นต้องใช้เวลาเพิ่มเติม จึงควรชี้แจงว่ายังต้องตรวจสอบเรื่องใด และมีแนวทางดำเนินการให้แล้วเสร็จอย่างไร

ในฐานะคนที่ทำงานในกระบวนการยุติธรรมและผลักดันหลักนิติธรรมมาอย่างต่อเนื่อง

ผมห่วงว่า หากประชาชนไม่เชื่อมั่นว่ากลไกตรวจสอบจะทำงานได้เมื่อเรื่องเกี่ยวข้องกับผู้มีอำนาจ ความเชื่อมั่นว่ากฎหมายจะใช้กับทุกคนอย่างเสมอภาค ก็จะอ่อนแอลง และกระทบถึงความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อหลักนิติธรรมและกระบวนการยุติธรรมโดยรวม

ผู้มีหน้าที่พิจารณาจึงต้องตระหนักถึงความรับผิดชอบครั้งนี้ เพราะการตัดสินใจมีผลต่อความน่าเชื่อถือของทั้งวุฒิสภาและระบบตรวจสอบอำนาจทั้งระบบ

ประชาชนจึงมีสิทธิคาดหวังการใช้กฎหมายอย่างเที่ยงตรงและได้รับคำอธิบายที่ตรวจสอบได้ ผู้ตัดสินใจจึงต้องพร้อมรับผิดชอบต่อการใช้อำนาจของตน

หลักนิติธรรมจะเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ ก็ต่อเมื่อไม่มีผู้มีอำนาจคนใดอยู่เหนือการตรวจสอบ รวมถึงผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจนั้นเอง

ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก Kittipong Kittayarak