thansettakij
thansettakij
พลิกปูม 7 อรหันต์ กกต. เดิมพัน 14 ก.ย. ชี้ชะตา 229 ราย คดีฮั้ว สว.

พลิกปูม 7 อรหันต์ กกต. เดิมพัน 14 ก.ย. ชี้ชะตา 229 ราย คดีฮั้ว สว.

06 ก.ย. 69 | 11:43 น.
อัปเดตล่าสุด :06 ก.ย. 69 | 11:44 น.

พลิกปูม 7 อรหันต์ กกต. เดิมพัน 14 ก.ย. ชี้ชะตา 229 ราย คดีฮั้ว สว. : รายงานพิเศษ โดย...ธวัชชัย อินทรประดิษฐ์ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์

KEY

POINTS

  • กกต.ทั้ง 7 คน มีกำหนดลงมติในวันที่ 14 กันยายนนี้ เพื่อชี้ชะตาผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ในคดีทุจริตการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ( ฮั้ว สว.)
  • ถือเป็นการจัดใจ กกต. เนื่องจากคณะอนุกรรมการ 2 ชุดที่พิจารณาเรื่องนี้ มีความเห็นขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง โดยชุดหนึ่งเสนอให้ดำเนินคดีทั้งหมด แต่อีกชุดเสนอให้ยุติเรื่อง
  • ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ประกอบด้วย สว. ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ 138 คน และบุคคลอื่นอีก 91 คน ซึ่งรวมถึงนักการเมืองและผู้เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง
  • ผลการวินิจฉัยของ กกต.ออกได้ 3 แนวทาง ซึ่งไม่เพียงแต่จะกำหนดชะตาของผู้ถูกกล่าวหา แต่ยังเป็นการเดิมพันความน่าเชื่อถือขององค์กร และอาจส่งผลกระทบต่อองค์ประกอบของวุฒิสภาและดุลอำนาจทางการเมือง

นับถอยหลังสู่วันชี้ขาดคดี “ฮั้ว สว.” เมื่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดหมาย 14 กันยายน 2569 เป็นวันลงมติสำนวนผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย หลังใช้เวลาพิจารณาสำนวนต่อเนื่องหลายเดือน และมีการขอพยานหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อประกอบการวินิจฉัย

เดิมพันครั้งนี้ไม่ได้อยู่เพียงที่คำถามว่า “จะเอาผิดใคร” แต่ยังเป็นบททดสอบครั้งสำคัญของ กกต.ทั้ง 7 คน ว่าจะวางน้ำหนักพยานหลักฐานอย่างไร ท่ามกลางความเห็นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงระหว่าง คณะสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 กับ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36

คณะที่ 26 เห็นว่า มีพยานหลักฐานเพียงพอให้ดำเนินคดีกับผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ขณะที่คณะที่ 36 ซึ่งพิจารณาภายหลัง มีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่า ข้อกล่าวหาทั้งหมดไม่มีมูลและเสนอให้ยุติเรื่อง

ท้ายที่สุดคำตอบจะอยู่ที่ “7 อรหันต์ กกต.” ซึ่งแต่ละคนมีภูมิหลังแตกต่างกัน ทั้งสายตุลาการ ข้าราชการ และ นักบริหารระดับสูง และที่สำคัญคือ มี 4 คน ที่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา(สว.) ชุดปัจจุบัน ก่อนเข้ามารับตำแหน่ง กกต.

229 รายเดิมพันใหญ่กว่าคดีบุคคล

คดีฮั้ว สว.ครั้งนี้ มีผู้ถูกกล่าวหาตามสำนวน คณะที่ 26 จำนวน 229 ราย แบ่งเป็น

สว.ที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ 138 คน

บุคคลอื่น 91 คน ซึ่งรวมถึง นักการเมือง กรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรค และบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับพฤติการณ์ที่ถูกร้องเรียน

พฤติการณ์ที่ถูกนำมาพิจารณามีตั้งแต่การจัดหาบุคคลเข้าสู่กระบวนการเลือก การเดินทาง การจัดที่พัก การรวมกลุ่ม การจัดทำข้อมูลหรือโพย ตลอดจนพฤติกรรมการลงคะแนนที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่า เกิดขึ้นในรูปแบบสอดคล้องกันอย่างผิดปกติ

อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้ยังเป็น ข้อกล่าวหาและพยานหลักฐานที่อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณา ไม่ใช่คำพิพากษาถึงที่สุดว่าบุคคลใดกระทำความผิด

จุดสำคัญของวันที่ 14 กันยายน อยู่ที่ว่า กกต.จะพิจารณาพยานหลักฐานรายบุคคลและมีความเห็นต่อผู้ถูกกล่าวหาแต่ละรายอย่างไร

นายณรงค์ รักร้อย กกต. ยืนยันก่อนหน้านี้ว่า การลงมติเป็นเอกสิทธิ์ของกรรมการแต่ละคน ไม่มีการกำหนดล่วงหน้าว่า จะดำเนินคดีกับกี่ราย และ กกต.ทั้ง 7 คน จะมีความเห็นเป็นรายบุคคลว่าควรดำเนินการกับใคร อย่างไร และจะส่งให้ศาลวินิจฉัยหรือไม่

เปิดโปรไฟล์ 7 อรหันต์ กกต.ชี้ขาด ฮั้ว สว.

1. ณรงค์ กลั่นวารินทร์ 

ประธาน กกต. สายตุลาการ อายุ 66 ปี

นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็น กกต.ที่มาจากสายตุลาการ โดยได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา 165 เสียง และได้รับการแต่งตั้งเป็น กกต.ในปี 2568 ก่อนที่ กกต.ทั้ง 7 คนจะมีมติ 4 ต่อ 3 เลือกให้ดำรงตำแหน่งประธาน กกต.

สำนักงาน กกต.ระบุว่า ดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ขณะที่การแต่งตั้งเป็น กกต.เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคม 2568

ณรงค์ จบปริญญาตรีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เนติบัณฑิตไทย และปริญญาโทด้านรัฐประศาสนศาสตร์จากนิด้า

เส้นทางราชการอยู่ในสายศาลยุติธรรมมายาวนาน เคยเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ รองประธานศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ อธิบดีผู้พิพากษาศาลล้มละลายกลาง ผู้พิพากษาศาลฎีกา และผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา

ครบวาระ: ประมาณสิงหาคม 2575 ในฐานะ กกต.ชุดที่เข้ามาแทนตำแหน่งที่ว่างลง โดยการดำรงตำแหน่งประธาน ไม่ได้ทำให้เกิดวาระใหม่แยกต่างหาก

จุดที่น่าสนใจ: เป็นประธาน กกต.ที่ต้องนำองค์กรเข้าสู่การพิจารณาคดีฮั้ว สว. ในช่วงที่มีความเห็นจากคณะอนุกรรมการสองชุดสวนทางกัน

2. สิทธิโชติ อินทรวิเศษ

สายตุลาการ อายุประมาณ 67 ปี

นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ เป็นอดีตผู้พิพากษาและผู้บริหารในกระบวนการยุติธรรม ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภา ในปี 2566 และเข้ารับตำแหน่ง กกต. วันที่ 19 มีนาคม 2567

จบปริญญาตรีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เนติบัณฑิตไทย และปริญญาโทด้านรัฐประศาสนศาสตร์จากนิด้า

เส้นทางสำคัญในศาลยุติธรรม ได้แก่ ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งกรุงเทพใต้ อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ภาค 1 รองประธานศาลอุทธรณ์ภาค 1 และผู้พิพากษาศาลฎีกา

คบวาระ: มีนาคม 2574

จุดน่าสนใจ: เป็นหนึ่งใน กกต.รุ่นก่อนวุฒิสภาชุดปัจจุบัน จึงไม่ได้อยู่ในกลุ่ม 4 กกต.ที่ สว.ชุดปัจจุบันให้ความเห็นชอบ

3. ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ

กกต.อยู่ยาวที่สุด อายุ 67 ปี

ดร.ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ เป็น กกต.ที่อยู่ในตำแหน่งมาตั้งแต่ 4 ธันวาคม 2561 ซึ่งถือเป็นหนึ่งในกรรมการที่อยู่กับองค์กรต่อเนื่องยาวนานที่สุดในชุดปัจจุบัน

จบปริญญาตรีและปริญญาโท ด้านนิติศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และ ปริญญาเอกนิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยปทุมธานี

มีประสบการณ์เป็นทนายความ และเคยเป็นที่ปรึกษาประธานศาลรัฐธรรมนูญ รวมทั้งผ่านหลักสูตรด้านกระบวนการยุติธรรมและความมั่นคงหลายหลักสูตร

วาระดำรงตำแหน่ง: ครบ 7 ปี ในวันที่ 4 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา

แต่เนื่องจากการแต่งตั้งผู้มาดำรงตำแหน่งแทนยังไม่เสร็จสิ้น กฎหมายเปิดทางให้กรรมการที่ครบวาระ ยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าผู้มาแทนจะเข้ารับหน้าที่ ดังนั้น ณ วันที่ 6 กันยายน 2569 ฐิติเชฏฐ์ จึงยังอยู่ในองค์คณะ กกต. และมีสิทธิร่วมพิจารณาคดี ฮั้ว สว.นี้

จุดน่าสนใจ: เป็น กกต.ที่มีประสบการณ์ตรงกับกระบวนการเลือก สว. 2567 ตั้งแต่ต้น และเป็นหนึ่งใน 7 คน ที่ต้องลงมติชี้ชะตาคดี

4. ชาย นครชัย

อดีตอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม อายุ 63 ปี

นายชาย นครชัย เข้ารับตำแหน่ง กกต. วันที่ 2 ตุลาคม 2566 หลังวุฒิสภามีมติเห็นชอบ 126 เสียง

เกิดวันที่ 30 ตุลาคม 2505 จึงมีอายุ 63 ปี ณ วันที่ 6 กันยายน 2569 และจะครบ 64 ปี ในเดือนตุลาคม

จบรัฐศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ Master of Business Administration จาก Southeastern University ผ่านหลักสูตร วปอ.รุ่น 60
ก่อนเข้าสู่ กกต.เคยดำรงตำแหน่งสำคัญในกระทรวงวัฒนธรรม รวมถึงอธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม

ครบวาระ: ตุลาคม 2573

จุดน่าสนใจ: เป็นหนึ่งใน กกต.ที่เข้ามาก่อนวุฒิสภาชุดปัจจุบัน จึงไม่อยู่ในกลุ่ม 4 คน ที่ สว.ชุดปัจจุบันให้ความเห็นชอบ

5. อนันต์ สุวรรณรัตน์

อดีตปลัดเกษตรฯ อายุประมาณ 66 ปี

นายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อดีตปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นหนึ่งใน 4 กกต.ที่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาชุดปัจจุบัน

วุฒิสภามีมติเห็นชอบให้ นายอนันต์ ดำรงตำแหน่ง กกต.ในเดือนตุลาคม 2568 ก่อนมีพระบรมราชโองการแต่งตั้ง และเข้าดำรงตำแหน่งวันที่ 7 ธันวาคม 2568

จบวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ ปริญญาโทด้านพัฒนาการเศรษฐกิจจากนิด้า

เคยดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมหม่อนไหม อธิบดีกรมวิชาการเกษตร อธิบดีกรมการข้าว และ ขึ้นเป็นปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ก่อนเกษียณราชการในปี 2563

ครบวาระ: ธันวาคม 2575

จุดน่าสนใจ: เป็นหนึ่งใน 4 กกต.ชุดปัจจุบัน ที่ผ่านความเห็นชอบจาก สว.ชุดปัจจุบัน ก่อนเข้ามามีบทบาทในคดีนี้

6. ณรงค์ รักร้อย

อดีตผู้ว่าฯ สมุทรสาคร อายุ 63 ปี

นายณรงค์ รักร้อย อดีตผู้ว่าฯ จังหวัดสมุทรสาคร เป็นอีกหนึ่งใน 4 กกต.ที่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาชุดปัจจุบัน

เกิดวันที่ 5 สิงหาคม 2506 ปัจจุบันอายุ 63 ปี จบรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง และ รัฐประศาสนศาสตร์ จากนิด้า

เติบโตในสายงานปกครอง เคยเป็นปลัดอำเภอ รองผู้ว่าฯ สุรินทร์ รองผู้ว่าฯ กาญจนบุรี ผู้ว่าฯ อุทัยธานี และ ผู้ว่าฯ สมุทรสาคร

เข้ารับตำแหน่ง กกต.วันที่ 7 ธันวาคม 2568

ครบวาระ: ธันวาคม 2575

จุดน่าสนใจ: เป็น กกต.ที่ออกมาชี้แจงต่อสาธารณะเกี่ยวกับกระบวนการลงมติคดีฮั้ว สว. โดยยืนยันว่า ไม่มีการล็อกจำนวนผู้ที่จะถูกดำเนินคดี และการลงมติเป็นเอกสิทธิ์ของกรรมการแต่ละคน

7. จิรุตม์ วิศาลจิตร 

อดีตอธิบดีขนส่งทางบก อายุ 61 ปี

นายจิรุตม์ วิศาลจิตร คือ กกต.คนล่าสุดของชุดปัจจุบัน และเป็น คนที่ 4 ที่ได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาชุดปัจจุบัน

วุฒิสภามีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 ด้วยคะแนนเห็นชอบ 144 เสียง ก่อนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง และเข้ารับตำแหน่งวันที่ 26 มีนาคม 2569

จิรุตม์ เป็นอดีตข้าราชการระดับสูงของกระทรวงคมนาคม จบรัฐศาสตรบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และ Master of Public Administration จาก National University, San Diego

เส้นทางราชการสำคัญ ได้แก่ รองอธิบดีกรมการขนส่งทางบก ผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม อธิบดีกรมเจ้าท่า รองปลัดกระทรวงคมนาคม และอธิบดีกรมการขนส่งทางบก

ครบวาระ: มีนาคม 2576

จุดน่าสนใจ: เป็น กกต.ที่เข้ามาใหม่ที่สุด และเข้ามาในช่วงที่คดีฮั้ว สว.เข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนการลงมติวันที่ 14 กันยายนนี้

4 ใน 7 กกต. มาจาก สว.ชุดปัจจุบัน

เมื่อไล่ที่มาของ กกต.ทั้ง 7 คน จะพบว่า ปัจจุบันมี 4 คน ที่ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาชุดปัจจุบัน ได้แก่

1. ณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. เข้ารับตำแหน่งปี 2568    

2. อนันต์ สุวรรณรัตน์ เข้ารับตำแหน่ง ปี 2568    

3.ณรงค์ รักร้อย เข้ารับตำแหน่ง ปี 2568    

4.จิรุตม์ วิศาลจิตร เข้ารับตำแหน่ง ปี 2569    

ส่วนอีก 3 คน ไม่ได้มาจาก สว.ชุดปัจจุบัน 

5.ชาย นครชัย เข้ารับตำแหน่ง ปี 2566    

6.สิทธิโชติ อินทรวิเศษ เข้ารับตำแหน่ง ปี 2567    

7.ฐิติเชฏฐ์ นุชนาฏ เข้ารับตำแหน่ง ปี 2561 ครบวาระ 7 ปี เมื่อ ธ.ค. 2568 แต่ยังปฏิบัติหน้าที่ต่อระหว่างรอผู้มารับตำแหน่งแทน

3 ฉากทัศน์วัดใจ กกต. 14 ก.ย.

ฉากทัศน์ที่ 1 : เดินหน้าส่งศาลฎีกา 229 ราย

หาก กกต.เห็นว่า พยานหลักฐานเพียงพอต่อการดำเนินคดี อาจมีมติให้ส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาตามกระบวนการกฎหมาย

จุดสำคัญคือ การส่งเรื่องให้ศาลไม่ได้หมายความว่า ผู้ถูกกล่าวหามีความผิดทันที แต่เป็นการเปิดพื้นที่ให้กระบวนการยุติธรรมในชั้นศาลพิจารณาพยานหลักฐานและข้อโต้แย้งต่อไป

ฉากทัศน์ที่ 2 : ส่งเฉพาะบางราย

นี่คือฉากทัศน์ที่ถูกจับตาอย่างมาก เพราะ กกต.แต่ละคนยืนยันว่าการลงมติเป็นรายบุคคล

ดังนั้น ผลสุดท้ายอาจไม่จำเป็นต้องเหมือน คณะที่ 26 ซึ่งเสนอให้ดำเนินคดีกับทั้ง 229 ราย และไม่จำเป็นต้องเหมือน คณะที่ 36 ซึ่งเสนอให้ยุติเรื่องทั้งหมด

ผลอาจอยู่ “ตรงกลาง” โดย กกต.แยกพิจารณาพยานหลักฐานของแต่ละบุคคล

ฉากทัศน์ที่ 3 : ยกคำร้องทั้งหมด

หาก กกต.ให้น้ำหนักกับความเห็นของคณะที่ 36 และเห็นว่าพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอ อาจมีมติยุติเรื่องทั้งหมด

แต่ฉากทัศน์นี้จะทำให้เกิดคำถามทางการเมืองและสังคมตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า เหตุใดข้อสรุปของคณะที่ 26 กับคณะที่ 36 จึงแตกต่างกันมาก และหลักฐานใดเป็นตัวชี้ขาด

ฮั้ว สว.ระเบิดเวลาทางการเมือง

วันที่ 14 กันยายน 2569 มีความหมายมากกว่าการตัดสินชะตาผู้ถูกกล่าวหา 229 คน 

เพราะหากมี "สว.จำนวนมาก” ถูกส่งเข้าสู่กระบวนการศาลและท้ายที่สุดมีคำวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง ย่อมกระทบต่อองค์ประกอบของวุฒิสภา 200 คน และอาจกระทบต่อดุลอำนาจทางการเมืองในช่วงที่ สว.ยังมีบทบาทในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรตามรัฐธรรมนูญ

ที่สำคัญ คดีฮั้ว สว. ถือเป็น “ระเบิดเวลาทางการเมือง” ของพรรคภูมิใจไทย เพราะในสำนวนคณะที่ 26 ผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย แบ่งเป็น สว. 138 ราย และบุคคลอีก 91 ราย ซึ่งรวมถึง รัฐมนตรี กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย สส. สมาชิก และเครือข่ายพรรค ถูกกล่าวหารวมอยู่ด้วย 

ในอีกด้านหนึ่ง หาก กกต.ไม่ดำเนินคดีหรือยุติเรื่องทั้งหมด คำถามสำคัญก็จะอยู่ที่เหตุผลและพยานหลักฐานว่า เพียงพอที่จะหักล้างข้อกล่าวหาที่คณะสืบสวนและไต่สวนคณะที่ 26 เสนอไว้ได้อย่างไร

เพราะฉะนั้น สิ่งที่สังคมจะจับตา ในวันที่ 14 กันยายน ไม่ใช่เพียง “ตัวเลข” ว่าฟันกี่คน แต่คือ เหตุผลของ กกต.ทั้ง 7 คน ใครเห็นว่า หลักฐานมีน้ำหนักอย่างไร ใครเห็นว่าผู้ถูกกล่าวหารายใดควรส่งศาล และ ใครเห็นว่าควรยุติเรื่อง

ทั้งหมดจะกลายเป็น “คำตอบ” ที่ถูกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเลือก สว. ปี 2567

และไม่ว่าผลจะออกหน้าไหน วันที่ 14 กันยายน จะเป็นเพียง “จุดเปลี่ยน” ของคดี ไม่ใช่คำพิพากษาถึงที่สุด เพราะหากมีการส่งเรื่องเข้าสู่ศาล ผู้ถูกกล่าวหายังมีสิทธิพิสูจน์ความบริสุทธิ์ตามกระบวนการยุติธรรม

เดิมพันของ “7 อรหันต์ กกต.” จึงไม่ใช่แค่ชะตาของผู้ถูกล่าวหา 229 ราย แต่คือ ความเชื่อมั่นต่อ “องค์กรอิสระ” โดยเฉพาะ กกต. ที่ยึดถือสโลแกนว่า “สุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม”
 

รายงานพิเศษ ฐานเศรษฐกิจออนไลน์