
สำนวน“ฮั้ว สว.”หลุด เขย่ารัฐบาล จับตา กกต.สอยบางคน
สำนวน“ฮั้ว สว.”หลุด เขย่ารัฐบาล จับตา กกต.สอยบางคน : รายงานพิเศษ โดย..ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4231
KEY
POINTS
- เอกสารสำนวนคดี “ฮั้ว สว.” ของดีเอสไอรั่วไหลสู่สาธารณะ ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันว่าเป็นเอกสารจริงและกำลังสอบสวนหาผู้กระทำผิด
- การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว ได้สร้างแรงสั่นสะเทือนทางการเมืองต่อรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้อง ขณะที่ฝ่ายค้านตั้งคำถามถึงเจตนาในการดำเนินคดีกับผู้เปิดเผยข้อมูล
- กกต.ถูกจับตามองอย่างหนักในการตัดสินคดี โดยเฉพาะแนวทางที่อาจดำเนินคดีกับผู้สมัคร สว.เพียงบางส่วน ซึ่งจะเกิดคำถามถึงมาตรฐานและความเป็นกลาง
คดีฮั้วเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือคดี “ฮั้ว สว.” กำลังเดินเข้าสู่ห้วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หลังเอกสารและข้อมูลบางส่วนจากสำนวนการสอบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถูกนำออกมาเผยแพร่สู่สาธารณะ ขณะที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถูกจับตาอย่างหนักว่าจะมีมติในทิศทางใด หลังเส้นตายสำคัญถูกวางไว้ไม่เกินสิ้นเดือนสิงหาคมนี้
มีคำถามใหญ่ คือ หาก กกต.เลือกแนวทางดำเนินคดีเฉพาะบางราย จะมีการจัดวาง “เส้นแบ่ง” ระหว่างผู้ที่ถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการ ฮั้ว สว. และกลุ่มที่มีความใกล้ชิดกับศูนย์อำนาจทางการเมืองอย่างไร
ประเด็นนี้เอง กกต. กำลังถูกจับตาในฐานะ “องค์กรชี้ชะตาทางการเมือง” ของวุฒิสภาชุดปัจจุบัน และ อาจโยงใยถึงแกนนำคนสำคัญในพรรคการเมืองสีน้ำเงิน
ดีเอสไอสอบเอกสาร สว.หลุด
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผยความคืบหน้ากรณีเอกสารภายในสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. และคดีฮั้ว สว. ถูกนำมาเผยแพร่ต่อสาธารณะว่า ก่อนหน้านี้ดีเอสไอ ได้ส่งเจ้าหน้าที่กองกฎหมายเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อให้ดำเนินการตรวจสอบกรณีการเปิดเผยเอกสารราชการ
พร้อมกันนั้น ดีเอสไอได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพื่อหาที่มาของเอกสารว่า ออกจากกระบวนการสอบสวนได้อย่างไร และใครเป็นผู้เกี่ยวข้อง
จุดที่น่าสนใจคือ ดีเอสไอพยายามสื่อสารว่า การดำเนินการดังกล่าวไม่ได้มีเจตนา “ฟ้องปิดปาก” บุคคล หรือกลุ่มที่นำข้อมูลออกมาเปิดเผย แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาความลับและความถูกต้องของกระบวนการสอบสวน
เพราะในมุมของหน่วยงาน หากเอกสารซึ่งอยู่ในสำนวนการสอบสวนหลุดออกมา ย่อมจำเป็นต้องมีการตรวจสอบว่าเอกสารออกจากมือของผู้มีหน้าที่ดูแลได้อย่างไร และมีใครนำเอกสารไปใช้หรือเผยแพร่โดยมีเจตนาใด
เอกสารฮั้ว สว.หลุดของจริง
ก่อนหน้านั้น พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ออกมายอมรับว่า เอกสารดังกล่าวเป็นสำนวนของกองคดีการเงินการธนาคารและการฟอกเงิน ซึ่งเป็นหน่วยงานเฉพาะทางในสังกัดดีเอสไอ จริง ตนเองก็มีข้อสงสัยเช่นกันว่า เอกสารดังกล่าวหลุดออกไปและได้มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่
“ขณะนี้ปลัดยุติธรรมได้สั่งการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว เพื่อหาตัวบุคคลที่ทำเอกสารหลุดออกไป รวมถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด โดยเมื่อกระบวนการตรวจสอบแล้วเสร็จ จะให้อธิบดีดีเอสไอมาชี้แจงว่า ข้อมูลความลับดังกล่าวหลุดออกไปสู่บุคคลภายนอกได้อย่างไร”
นายกฯ เดือดคนปล่อยเอกสาร สว.
ในทางการเมือง เพียงเอกสารบางหน้าถูกนำออกมาเผยแพร่ ก็เพียงพอที่จะสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อผู้เกี่ยวข้องได้แล้ว
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรมว.มหาดไทย แสดงท่าทีว่า การนำเอกสารราชการออกไปโดยมิชอบ เป็นเรื่องที่กฎหมายกำหนดความผิดไว้อยู่แล้ว และเป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการ
“กระทรวงยุติธรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้แจ้งความดำเนินคดี ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เขาต้องทำ เพราะถ้าเขาไม่ทำ เขาจะโดนกล่าวหาว่าทำเอกสารรั่วออกไป เมื่อมีการแจ้งความดำเนินคดีแล้ว ทุกคนจะได้มีช่องบอกได้ว่าเอกสารมันรั่วออกไปได้อย่างไร”
ท่าทีดังกล่าวมีนัยทางการเมืองไม่น้อย เพราะรัฐบาลกำลังเผชิญแรงกดดันจากฝ่ายค้านและฝ่ายที่ติดตามคดี “ฮั้ว สว.” ซึ่งพยายามตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงระหว่างเครือข่ายทางการเมือง กับกระบวนการเลือก สว.
เมื่อรัฐบาลยืนยันให้ใช้กระบวนการทางกฎหมายตรวจสอบต้นทางเอกสาร ก็เท่ากับเปิดเกมให้ตำรวจ ต้องตอบให้ได้ว่า เอกสารออกมาจากจุดใด และถูกส่งต่อไปถึงบุคคลภายนอกได้อย่างไร
อย่าใช้ความลับเป็นเกราะกำบัง
ด้าน นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคประชาชน ตั้งคำถามถึงท่าทีของดีเอสไอว่า การดำเนินคดีต่อผู้เปิดเผยข้อมูลจะกลายเป็นการ “ฟ้องปิดปาก” หรือไม่
เหตุผลของฝ่ายค้านคือ สังคมมีสิทธิรับรู้ข้อเท็จจริง โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความสุจริตของกระบวนการเลือก สว. ซึ่งเป็นเรื่องที่มีผลต่อโครงสร้างอำนาจทางการเมืองโดยตรง
คำถามถึงชุดไต่สวนที่ 26
อีกปมที่ทำให้เรื่องนี้ซับซ้อนขึ้น คือ การที่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.พรรคประชาชน นำเอกสารรายงานการสอบสวนและไต่สวนเกี่ยวกับผู้สมัคร สว. มาเปิดเผยต่อสาธารณะ
นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย ตั้งคำถามว่า เอกสารดังกล่าวไปถึงมือบุคคลภายนอกได้อย่างไร พร้อมชี้ไปยังข้อเท็จจริงว่า เอกสารเคยอยู่ในความครอบครองของ นายเอกรินทร์ ดอนดง ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ที่ กกต.แต่งตั้ง และเป็นเจ้าหน้าที่จากดีเอสไอ ที่เข้าไปทำหน้าที่ในคณะกรรมการดังกล่าว
3 ทางเลือก กกต.ตัดสินใจ
สำหรับคดี “ฮั้ว สว.” ก่อนหน้านี้บนเวทีฝ่ายค้านที่เปิดประเด็นขบวนการโกงเลือก สว. เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา รศ.ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประเมินความเป็นไปได้ของ กกต.ไว้ 3 แนวทาง คือ
1.สั่งฟ้องทั้งหมด
2.ยกคำร้องทั้งหมด
และ 3.สั่งฟ้องบางส่วน
ในทางการเมือง แนวทางที่ 3 ถูกจับตามากที่สุด เพราะเป็นทางเลือกที่ กกต.อาจเดินหน้ากับบุคคลที่เห็นว่า มีพยานหลักฐานเพียงพอ โดยไม่จำเป็นต้องลากผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการเดียวกัน
แต่ขณะเดียวกัน แนวทางนี้ก็มีความเสี่ยงสูงที่สุดเช่นกัน เพราะจะเกิดคำถามทันทีว่า “ใช้เกณฑ์อะไรในการคัดเลือก” หากผู้ถูกกล่าวหาจำนวนหนึ่งถูกส่งดำเนินคดี แต่บางกลุ่มไม่ถูกดำเนินการ สังคมย่อมต้องการคำอธิบายว่าพยานหลักฐานของแต่ละคนแตกต่างกันอย่างไร
โจทย์ของ กกต.จึงไม่ใช่เพียงจะฟ้องใคร แต่คือ “จะอธิบายเหตุผลอย่างไรให้สังคมเชื่อว่าเกณฑ์เดียวกันถูกใช้กับทุกคน”
โจทย์ใหญ่ที่ กกต.ต้องตอบ
ในทางการเมือง มีการตั้งสมมติฐานว่า หาก กกต.เลือกดำเนินคดีเฉพาะบางราย กลุ่ม สว.ที่มีความใกล้ชิดกับ “ศูนย์อำนาจ” อาจมีโอกาสรอดมากกว่ากลุ่มที่ไม่มีฐานอำนาจ หรือ บทบาทสำคัญในวุฒิสภา
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทุกฝ่ายกำลังรอคอยคือ มติของ กกต. หาก กกต.สั่งดำเนินคดีในวงกว้าง เกมการเมืองจะเปลี่ยนทันที เพราะจำนวน สว.ที่ได้รับผลกระทบอาจส่งผลต่อสมดุลเสียงในวุฒิสภา
หากยกคำร้องหรือไม่ดำเนินการกับบุคคลจำนวนมาก ฝ่ายที่ตั้งคำถามเรื่องฮั้ว สว. ย่อมเดินหน้าตั้งคำถามต่อความเป็นอิสระและมาตรฐานการพิจารณาของ กกต.
แต่หากเลือก “ฟ้องบางส่วน” เกมจะละเอียดอ่อนที่สุด เพราะคำถามจะไม่ใช่เพียงว่า “ใครถูกฟ้อง” แต่จะเป็นว่า “ทำไมคนนี้ถูกฟ้อง และคนนั้นไม่ถูกฟ้อง” หลักฐานของแต่ละคนแตกต่างกันอย่างไร มาตรฐานที่ใช้คัดเลือกคืออะไร และมีเหตุผลทางกฎหมายที่สามารถอธิบายต่อสาธารณะได้หรือไม่
นี่คือโจทย์ใหญ่ที่ กกต.ต้องตอบ อีกไม่นานเกินรอคงได้รู้กัน...
+++++++
กกต.ฟัน 1,767 ผู้สมัคร สว.ขาดคุณสมบัติ
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่เอกสารข่าวระบุว่า สำนักงาน กกต. ได้ตรวจสอบข้อมูลและเอกสารประกอบการสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) พบผู้สมัครบางรายขาดคุณสมบัติ หรือ มีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมาย แต่ได้สมัครรับเลือก
จึงได้เสนอเรื่องให้กกต.พิจารณาดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งในการประชุม กกต. ครั้งที่ 46/2569 เมื่อวันที่ 19 พ.ค. 2569 กกต.มีมติให้ดำเนินคดีอาญากับผู้สมัครรับเลือกเป็น สว. ตามมาตรา 74 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 จำนวน 1,605 คน และในการประชุมครั้งที่ 51/2569 เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 4 มิ.ย. 2569 มีมติให้ดำเนินคดีอาญาเพิ่มเติมอีก 162 คน รวมทั้งสิ้น 1,767 คน
ทั้งนี้มาตรา 74 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 กำหนดว่า ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกไม่ว่าเพราะเหตุใด ได้สมัครรับเลือกต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1 – 10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 – 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น มีกำหนด 20 ปี
ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดเป็นผู้ซึ่งได้รับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ให้ศาลมีคำสั่งให้ผู้นั้นคืนเงินประจำตำแหน่ง และประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่น ที่ได้รับมาเนื่องจากการดำรงตำแหน่งดังกล่าวให้แก่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาด้วย
หลังกกต.มีมติให้ดำเนินคดีอาญา สำนักงาน กกต. ได้ดำเนินการตามขั้นตอน โดยส่งเรื่องให้สำนักกฎหมายและคดีดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนส่งให้สำนักงาน กกต.ประจำจังหวัด ดำเนินการตามขั้นตอนและอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายต่อไป
รายงานพิเศษ โดย..ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4231







