thansettakij
thansettakij
เจาะไทม์ไลน์คดี "ฮั้ว สว." 2 ปี 2 เดือน 29 วัน ชี้ชะตา 229 ราย

เจาะไทม์ไลน์คดี "ฮั้ว สว." 2 ปี 2 เดือน 29 วัน ชี้ชะตา 229 ราย

เจาะไทม์ไลน์คดีฮั้ว สว. 2 ปี 2 เดือน 29 วัน ชี้ชะตา 229 ราย : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4232 หน้า 8

KEY

POINTS

  • กกต.เตรียมลงมติชี้ชะตาคดี "ฮั้ว สว." ในวันที่ 14 ก.ย. 2569 ซึ่งจะตัดสินอนาคตของผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย ประกอบด้วย สว. 138 คน และบุคคลอื่นอีก 91 คน
  • คดีดังกล่าวใช้ระยะเวลาในการพิจารณานานถึง 2 ปี 2 เดือน 29 วัน นับตั้งแต่เริ่มมีการร้องเรียนหลังการเลือกระดับจังหวัด (16 มิ.ย. 2567) จนถึงวันนัดลงมติ
  • ก่อนการตัดสินของ กกต. ชุดใหญ่ มีความเห็นที่ขัดแย้งกันของ 2 คณะกรรมการ โดยคณะกรรมการสืบสวนฯ เห็นควรให้ดำเนินคดี แต่คณะอนุกรรมการวินิจฉัยฯ กลับมีมติให้ยุติเรื่อง

คดีการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หรือ คดี “ฮั้ว สว.” เดินทางมาถึงจุดไคลแม็กซ์ หลัง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กำหนดนัดพิจารณาลงมติสำนวนในวันจันทร์ที่ 14 ก.ย. 2569

เดิมพันของคดีนี้ไม่ได้อยู่เพียงการชี้ขาดชะตากรรมของผู้ถูกกล่าวหา 229 คน ซึ่งประกอบด้วย สมาชิกวุฒิสภา(สว.) 138 คน และ บุคคลอื่นอีก 91 คนเท่านั้น แต่ยังอาจส่งผลสะเทือนต่อองค์ประกอบของวุฒิสภา 200 คน ดุลอำนาจทางการเมือง และ การใช้อำนาจของ สว.ในการให้ความเห็นชอบบุคคลเข้าสู่องค์กรตามรัฐธรรมนูญในอนาคต

ความพิเศษของคดีนี้อยู่ตรงที่ ก่อนสำนวนจะมาถึงมือ กกต.ชุดใหญ่ ปรากฏความเห็นจากกระบวนการพิจารณาของคณะกรรมการ 2 ชุด ที่สวนทางกันอย่างชัดเจน

คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง ชุดที่ 26 เห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย มีพยานหลักฐานเพียงพอให้ดำเนินคดีต่อ แต่ต่อมา คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง ชุดที่ 36 กลับมีมติ 5 ต่อ 2 เห็นว่า ข้อกล่าวหาต่อทั้ง 229 คน ไม่มีมูล และ เสนอให้ยุติเรื่อง

สุดท้ายจึงกลายเป็นหน้าที่ของ “กกต.ชุดใหญ่” ที่จะต้องพิจารณาพยานหลักฐานและลงมติชี้ขาดในแต่ละราย

จาก“เลือกกันเอง”สู่คดีใหญ่

การเลือก สว.ปี 2567 เป็นการเลือกภายใต้ระบบใหม่ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561
ผู้สมัครไม่ได้ลงแข่งขันผ่านพรรคการเมือง หรือให้ประชาชนทั่วไปลงคะแนน แต่ใช้ระบบการ “เลือกกันเอง” ของผู้สมัครตามกลุ่มอาชีพ และผ่านการคัดเลือกเป็นลำดับจาก ระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ก่อนเข้าสู่การเลือกระดับประเทศ

ไทม์ไลน์หลักของการเลือกครั้งนั้น เริ่มต้นจากการเปิดรับสมัครระหว่างวันที่ 20-24 พ.ค. 2567 ก่อนมีการเลือกระดับอำเภอ ในวันที่ 9 มิ.ย. 2567 ระดับจังหวัด วันที่ 16 มิ.ย. 2567 และ ระดับประเทศ วันที่ 26 มิ.ย. 2567 ที่อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี

จากนั้น กกต.ประกาศผลการเลือก สว.ชุดใหม่ เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2567 
แต่หลังการเลือกเสร็จสิ้น กระแสข้อสงสัยเกี่ยวกับความผิดปกติเริ่มก่อตัวขึ้น ทั้งข้อกล่าวหาเรื่องการจัดตั้งผู้สมัคร การรวมกลุ่ม การวางแผนลงคะแนน การเชื่อมโยงของผู้สมัคร ตลอดจนข้อสงสัยว่า การเลือกอาจไม่ได้เป็นการตัดสินใจเลือกกันเองอย่างอิสระ ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย

ข้อกล่าวหาเหล่านี้ นำไปสู่การร้องเรียน และการตรวจสอบหลายเส้นทาง ก่อนคดีจะขยายตัวเป็นหนึ่งในคดีการเมืองที่ใหญ่ที่สุดของวุฒิสภาชุดปัจจุบัน

                            เจาะไทม์ไลน์คดี "ฮั้ว สว." 2 ปี 2 เดือน 29 วัน ชี้ชะตา 229 ราย    ไทม์ไลน์คดีฮั้ว สว.

ไทม์ไลน์คดีฮั้ว สว.

20-24 พ.ค. 2567 เปิดรับสมัคร สว.: ผู้สมัครจากทั่วประเทศเข้าสู่กระบวนการสมัครเพื่อเลือกกันเองตาม 20 กลุ่มอาชีพ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเลือก สว.ภายใต้ระบบใหม่

9 มิ.ย. 2567 เลือกระดับอำเภอ: ผู้สมัครลงคะแนนเลือกกันเองในระดับอำเภอ เพื่อคัดเลือกผู้ผ่านเข้าสู่ระดับจังหวัด

16 มิ.ย. 2567 เลือกระดับจังหวัด: ผู้ผ่านการเลือกจากระดับอำเภอเข้าสู่การแข่งขันในระดับจังหวัด เพื่อหาผู้แทนเข้าสู่การเลือกระดับประเทศ

26 มิ.ย. 2567 เลือกระดับประเทศ: การเลือก สว.รอบสุดท้ายจัดขึ้นที่อิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี เพื่อคัดเลือก สว. 200 คน และบัญชีสำรอง 99 คน

ต่อมาหลังวันเลือกดังกล่าว กลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่ถูกนำมาตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยมีข้อสงสัยและข้อกล่าวหาเกี่ยวกับรูปแบบการลงคะแนนและการเชื่อมโยงของผู้สมัคร

2 ก.ค. 2567 กกต.ประกาศผล: ประเทศไทยได้ สว.ชุดใหม่ 200 คน พร้อมบัญชีสำรอง 99 คน แต่หลังจากนั้นไม่นาน กระบวนการร้องเรียนเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว.เริ่มขยายตัว ขณะที่ก่อนหน้า เมื่อ 18 มิ.ย. 2567 ก็เริ่มมีการร้องเรียนเลือก สว.ระดับจังหวัด มาบ้างแล้ว

3 ก.ย. 2567 คดีเข้าสู่การตรวจสอบของดีเอสไอ: กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รับคำร้องและเริ่มตรวจสอบประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. ซึ่งทำให้คดีเริ่มมีมิติการตรวจสอบจากหลายหน่วยงานควบคู่กันไป

ผลสอบ 2 คณะขัดแย้งกัน

19 มี.ค. 2568 ตั้งคณะสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 : กกต.แต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 เพื่อดำเนินการในสำนวนสำคัญเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว.

คณะชุดนี้มี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน และมีเจ้าหน้าที่จากสำนักงาน กกต. กับ ดีเอสไอ ร่วมดำเนินการ

17 ก.ค. 2568 คณะชุด 26 สรุปสำนวนให้ดำเนินคดี: หลังรวบรวมพยานหลักฐานและกระบวนการไต่สวน คณะกรรมการฯ ชุดที่ 26 มีความเห็นเสนอให้ กกต.ดำเนินการคดีบผู้ถูกกล่าวหารวม 229 คน แบ่งเป็น สว.ปัจจุบัน 138 คน และบุคคลอื่น 91 คน ซึ่งมีทั้งบุคคลทางการเมือง กรรมการบริหารพรรค สมาชิกพรรค และผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับพฤติการณ์ในสำนวน

หลัง 17 ก.ค. 2568  สำนักงาน กกต.วิเคราะห์สำนวน: ตามขั้นตอนที่สำนักงาน กกต.เคยชี้แจง การดำเนินการไม่ได้จบลงเพียงความเห็นของคณะ ชุดที่ 26 สำนวนต้องผ่านกระบวนการวิเคราะห์และจัดทำความเห็น ก่อนส่งเข้าสู่ชั้นคณะอนุฯ วินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง แล้วจึงเสนอให้ กกต.ชุดใหญ่พิจารณาเป็นขั้นสุดท้าย

25 ก.ย. 2568 กกต.ตั้งอนุกรรมการ ชุด 36: ต่อมา กกต.ได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 ขึ้นมาพิจารณาสำนวนและข้อโต้แย้งที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้

12 มี.ค. 69  คณะกรรมการ ชุด 36 พลิกผลสอบ: จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อคณะอนุฯ ชุดที่ 36 มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง เห็นว่า ข้อกล่าวหาต่อผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน ไม่มีมูลความผิด เสนอให้กกต.ยุติเรื่อง

ผลดังกล่าวสวนทางกับข้อสรุปของคณะสืบสวนและไต่สวน ชุดที่ 26 อย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม ความเห็นของชุด 36 ไม่ใช่คำวินิจฉัยสุดท้าย เพราะยังต้องเสนอให้ กกต.ชุดใหญ่พิจารณาและลงมติชี้ขาด

2 ปี 2 เดือน 29 วันชี้ชะตา

8 มิ.ย. 2569 กกต.ชุดใหญ่เริ่มพิจารณาสำนวนคดี สว.: คณะ กกต.ชุดใหญ่ เริ่มพิจารณาสำนวนเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว.อย่างเป็นทางการ และกำหนดประชุมทุกวันจันทร์เป็นวาระเฉพาะ ขีดเส้นพิจารณาสำนวนให้เสร็จภายใน 12 สัปดาห์ หรือ ภายใน ส.ค. 2569

แรงกดดันต่อ กกต.เพิ่มขึ้นจากหลายฝ่าย โดยมีการเรียกร้องให้ กกต.เปิดเผยความคืบหน้าและเร่งพิจารณาสำนวน ประเด็นสำคัญที่ถูกจับตาคือ กกต.จะเลือกเดินตามแนวความเห็นใด หรือจะพิจารณาพยานหลักฐานเป็นรายบุคคลจนได้ผลแตกต่างจากทั้งสองคณะ

28 ส.ค. 2569 กกต.ยังไม่ลงมติ แต่ขอหลักฐานเพิ่ม: ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า กกต.อาจลงมติในวันที่ 28 ส.ค.2569  แต่สำนักงาน กกต.ออกมาชี้แจงว่าข่าวดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริง และระบุว่ายังอยู่ระหว่างการพิจารณาสำนวน 

ต่อมาในการพิจารณาวันที่ 28 ส.ค. กกต.แจ้งว่า ได้พิจารณาและรับฟังข้อเท็จจริงในสำนวนแล้ว แต่ยังมีพยานหลักฐานบางส่วนที่จำเป็นต้องขอเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การลงมติเป็นไปอย่างละเอียดรอบคอบ จึงกำหนดวันนัดลงมติเป็น วันจันทร์ที่ 14 ก.ย. 2569

ถ้าเริ่มนับจาก 16 มิ.ย. 2567 ซึ่งเป็นเลือก สว.ระดับจังหวัด และพบเห็นความผิดปกติที่เกิดขึ้น นำไปสู่การเริ่มร้องเรียนให้ตรวจสอบ จนถึง 14 ก.ย. 2569 ซึ่ง กกต.กำหนดวันลงมติ คิดเป็นเวลาดังนี้

16 มิ.ย. 2567 - 16 มิ.ย. 2569 = 2 ปี

16 มิ.ย. 2569 - 16 ส.ค. 2569 = 2 เดือน

16 ส.ค. 2569 - 14 ก.ย. 2569 = 29 วัน 

ดังนั้น รวมเป็น 2 ปี 2 เดือน 29 วัน หรือ ถ้านับเป็นจำนวนวันทั้งหมด เท่ากับ 820 วัน (ไม่นับวันเริ่มต้น)

วันจันทร์ที่ 14 ก.ย. 2569 จึงเป็นวันที่มีความหมายทางการเมือง เพราะเป็นวันชี้ชะตา บรรดา สว. นักการเมือง กรรมการบริหารพรรคการเมืองดัง และ ผู้เกี่ยวข้องรวม 229 ราย

โดยมี “7 เสือ กกต.” เป็นผู้ให้คำตอบ 

แต่ยัง "ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย” ของคดี เพราะหากมติออกมาในทางที่นำไปสู่การยื่นคำร้องต่อ “ศาลฎีกา” ผู้ถูกกล่าวหาก็ยังมีสิทธิต่อสู้คดีในชั้นศาล

และตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทำความผิด “ผู้ถูกกล่าวหา” ยังถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์...

รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4232