
คดี"ฮั้ว สว."วัดใจ กกต.ชี้ชะตา 229 ราย กับข้อครหาฟอกขาว
คดี"ฮั้ว สว."วัดใจ กกต.ชี้ชะตา 229 ราย กับข้อครหาฟอกขาว : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง ฐานเศรษฐกิจออนไลน์
KEY
POINTS
- กกต. เตรียมลงมติในวันที่ 14 กันยายน เพื่อชี้ชะตาผู้ถูกกล่าวหา 229 รายในคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. โดยจะพิจารณาความผิดเป็นรายบุคคล
- การวินิจฉัยครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างหนักว่า จะเกิดการ "ฟอกขาว" หรือไม่ โดยเฉพาะประเด็นการดำเนินคดีกับนักการเมืองและผู้ที่ไม่ได้เป็นผู้สมัคร สว. ที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลัง
- กกต.เผชิญแรงกดดันสูง เนื่องจากความเห็นของคณะกรรมการสอบสวน 2 ชุดก่อนหน้ามีความขัดแย้งกัน และเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องหากผลการตัดสินถูกมองว่าไม่เป็นธรรม
เดิมวันที่ 28 สิงหาคม 2569 ถูกจับตามองเป็นพิเศษในทางการเมือง เพราะมีรายงานข่าวว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่มี นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ เป็นประธาน เตรียมลงมติวินิจฉัยสำนวนคดี “ฮั้ว สว.” ที่มีผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 229 ราย
กกต.จะลงมติรวดเดียวทั้ง 229 ราย แต่เป็นการวินิจฉัยแยกเป็นรายบุคคล โดยพิจารณาจากพฤติการณ์ พยานหลักฐาน และ ข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับแต่ละคน
แต่เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 สำนักงาน กกต. ออกเอกสารข่าวชี้แจงถึงระแสข่าว กกต.เตรียมลงมติคดีฮั้ว สว. ในวันที่ 28 สิงหาคมว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง กกต.อยู่ระหว่างพิจารณาสำนวน สว. และลงมติสำนวนดังกล่าวต่อไป
โดยสำนักงานกกต. ยังขอให้ประชาชนมั่นใจว่า การพิจารณาสำนวน สว.ดังกล่าว ดำเนินการด้วยความรอบคอบ โปร่งใส และยึดหลักกฎหมาย เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือของกระบวนการเลือกตั้ง และคุ้มครองเจตนารมณ์ของกฎหมายอย่างสูงสุด
กกต.ล็อก 14 ก.ย.ลงมติชี้ชะตา 229 ราย
ล่าสุด คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาสำนวนคดีเสร็จสิ้นครบถ้วนแล้ว เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2569 และกำหนดนัดหมายวันที่ 14 กันยายน 2569 เพื่อให้กรรมการ กกต. ทั้ง 7 คนลงมติส่วนตนว่า จะมีความเห็นดำเนินคดีกับใครบ้าง อย่างไร และจะส่งให้ศาลวินิจฉัย หรือไม่
คดีนี้ กกต.ต้องเผชิญแรงกดดันทั้งในทางกฎหมายและทางการเมือง เพราะมีความเห็นจากกระบวนการก่อนหน้าแตกต่างกันอย่างชัดเจน ระหว่างคณะสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 กับ คณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36
ดังนั้น สิ่งที่จะเกิดขึ้น ในวันที่ 14 กันยายน จึงไม่ใช่เพียงการตัดสินชะตาของผู้ถูกกล่าวหา 229 คน หากยังเป็นการวัดใจ กกต.ว่า จะให้น้ำหนักกับพยานหลักฐานและผลการสอบสวนอย่างไร รวมถึงจะสามารถอธิบายต่อสังคมได้หรือไม่ว่า เหตุใดบุคคลหนึ่งจึงถูกดำเนินการ ขณะที่อีกบุคคลหนึ่งอาจได้รับการยุติเรื่อง
กกต.วาง 7 ข้อหากรอบชี้ชะตา
คดีนี้หัวใจสำคัญคือ กกต.จะพิจารณาเป็น “รายบุคคล” ไม่ใช่การลงมติแบบเหมารวมทั้ง 229 ราย เพราะตั้งแต่ต้น กกต.ระบุอยู่แล้วว่า คดีนี้ประกอบด้วยข้อกล่าวหาหลัก 7 ประเด็น และผู้ถูกกล่าวหาแต่ละคนไม่ได้มีพฤติการณ์เหมือนกัน บางคนอาจเกี่ยวข้องเพียงข้อกล่าวหาเดียว ขณะที่บางคนอาจถูกกล่าวหาหลายข้อหา
กรอบการพิจารณาของ กกต. ครอบคลุมข้อกล่าวหาหลัก 7 ประเด็น
1.ตรวจสอบว่า กรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในพรรค สส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีพฤติการณ์ช่วยเหลือผู้สมัคร สว. เพื่อให้ได้รับเลือกหรือไม่
2.พิจารณาว่าผู้สมัคร สว. ยินยอมให้บุคคลตามข้อแรกเข้ามาช่วยเหลือเพื่อให้ตนได้รับเลือกหรือไม่
3.ไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่ กกต.กำหนด โดยเฉพาะหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเกี่ยวกับการเลือก สว. รวมถึงระเบียบ กกต.ว่าด้วยการแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2567
4.ตรวจสอบว่ามีการจัดทำ ให้ เสนอให้ สัญญาว่าจะให้ หรือเตรียมให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดที่คำนวณเป็นเงินได้ เพื่อจูงใจผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกให้ลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้บุคคลใด
5.พิจารณาว่ามีการเลี้ยงหรือรับว่าจะจัดเลี้ยงบุคคลใด เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนหรือไม่ลงคะแนนให้ผู้ใด
6. ตรวจสอบว่ามีผู้ใดเรียกหรือรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เพื่อแลกกับการลงสมัคร รับสมัคร หรือการดำเนินการที่เกี่ยวข้องหรือไม่
7. ตรวจสอบว่าผู้มีสิทธิเลือกเรียก รับ หรือยอมรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดสำหรับตนเองหรือผู้อื่น เพื่อเลือกหรืองดเว้นไม่เลือกผู้ใดหรือไม่
ผู้ถูกกล่าว 229 ราย ใครบ้าง มาจากไหน
จุดเริ่มต้นของคดีอยู่ที่คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 ซึ่งเป็นคณะทำงานร่วมระหว่าง กกต. กับ ดีเอสไอ โดยมี ร.ต.อ.ชนินทร์ น้อยเล็ก รองเลขาธิการ กกต. เป็นประธาน
ผลจากกระบวนการสอบสวนนำไปสู่การดำเนินการกับผู้ถูกกล่าวหา 229 ราย
ประกอบด้วย
- สว.ชุดปัจจุบัน 138 คน
- กรรมการบริหารพรรคการเมือง สส. สมาชิกพรรค รวมถึงบุคคลที่เกี่ยวข้องอีก 91 คน
แต่เมื่อสำนวนเข้าสู่กระบวนการของคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 กลับมีผลในทิศทางตรงกันข้าม
โดยเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 คณะ 36 มีมติด้วยคะแนน 5 ต่อ 2 เห็นว่า ข้อกล่าวหาต่อผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 ราย ไม่มีมูลความผิด และเสนอความเห็นต่อ กกต.ชุดใหญ่
5 คำถามรอ กกต.เฉลย
เมื่อคดีเดินมาถึงจุดไคลแม็กซ์ คำถามที่สังคมกำลังรอคำตอบจึงมีอย่างน้อย 5 ประเด็น
1.กกต.จะวินิจฉัยแต่ละรายอย่างไร
2.แต่ละรายถูกพิจารณากี่ข้อหา และข้อกล่าวหาใดที่ กกต.เห็นว่ามีน้ำหนักหรือไม่มีน้ำหนัก
3.มีผู้ใดที่จะถูกส่งเรื่องต่อไปยังศาลฎีกาหรือไม่
4.มีผู้ใดที่จะได้รับการยุติเรื่องหรือยกข้อกล่าวหาหรือไม่
และ 5.เหตุผลในคำวินิจฉัยจะให้น้ำหนักกับสำนวนของคณะ 26 และ ความเห็นของคณะ 36 อย่างไร
ทั้งนี้ ข้อที่ 5 ถือว่ามีความสำคัญที่สุดในทางการเมือง เพราะไม่ว่าผลจะออกมาในทิศทางใด กกต.จำเป็นต้องอธิบายเหตุผลทางกฎหมายและพยานหลักฐานที่นำไปสู่คำวินิจฉัยนั้น
โดยเฉพาะหากผลออกมาในลักษณะ “ฟ้องบางคน ไม่ฟ้องบางคน” คำถามเรื่องมาตรฐานในการใช้พยานหลักฐาน จะยิ่งถูกขยายผลขึ้นทันที
“แสวง”ชี้ 3 เงื่อนไขส่งศาล
อีกประเด็นที่กลายเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง คือ การที่ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. อธิบายถึงหลักเกณฑ์ที่จะนำไปสู่การพิจารณาส่งคดีฮั้ว สว. ไปยังศาลฎีกา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ซึ่งมี 3 เงื่อนไข คือ
1.ต้องเป็นการกระทำของ “ผู้สมัครรับเลือก” เท่านั้น ที่กระทำการทุจริตในการเลือก หรือผู้สมัครรับเลือกรู้เห็นการกระทำของผู้อื่น หากผู้สมัครรับเลือกไม่ได้กระทำการทุจริตหรือไม่ได้รู้เห็นเป็นใจในการกระทำของบุคลอื่น ก็มีประเด็นว่าอยู่ในบังคับมาตรา 226 หรือไม่
2.การกระทำที่ “ทุจริต” อาทิ จ้างลงสมัคร จ้างลงคะแนน สมยอม แลกคะแนน หรือให้ประโยชน์อื่นใดเพื่อให้เลือกตนเอง เป็นต้น
3. มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
คำอธิบายดังกล่าวกลายเป็นประเด็นถกเถียงทันทีว่า หากตีความว่าการดำเนินคดีต้องจำกัดอยู่เฉพาะผู้สมัคร สว. จะทำให้บุคคลอื่นที่ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังขบวนการ ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หรือ ผู้สนับสนุนการจัดตั้ง สามารถหลุดออกจากกระบวนการตรวจสอบได้หรือไม่
“พริษฐ์”หวั่นฟอกขาวหรือไม่
ฝ่ายที่ตั้งคำถามเรื่องนี้อย่างหนักคือ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่เห็นว่า หากอ่านกฎหมายโดยเฉพาะ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 62 ไม่ควรตีความว่า ผู้ที่อาจถูกดำเนินการมีเฉพาะผู้สมัคร สว.เท่านั้น เพราะบทบัญญัติพูดถึงกรณีที่ “ผู้สมัคร หรือผู้ใด” กระทำทุจริตเลือก หรือ รู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่นที่ทำให้การเลือกไม่สุจริตหรือเที่ยงธรรม
ในมุมของพรรคประชาชน จึงเห็นว่า กฎหมายเปิดช่องให้ตรวจสอบผู้ที่ไม่ได้เป็นผู้สมัคร สว. หากมีพฤติการณ์และพยานหลักฐานเข้าองค์ประกอบความผิด
นอกจากนี้ ยังมีกฎหมายและบทบัญญัติอื่น ที่กำหนดความผิดเกี่ยวกับการให้หรือสัญญาว่าจะให้ประโยชน์ รวมถึงความผิดที่อาจเกี่ยวข้องกับกรรมการบริหารพรรคการเมือง
นายพริษฐ์ จึงตั้งคำถามว่า การอธิบายหลักเกณฑ์ของ กกต.นั้น จะถูกนำไปใช้เป็นกรอบ ที่ทำให้ผู้ที่ไม่ได้เป็นผู้สมัคร สว. หลุดออกจากการพิจารณาหรือไม่
และคำถามนี้เองที่ลากไปสู่ข้อกล่าวหาทางการเมืองเรื่อง “ฟอกขาว”
“ในมิติการเมือง ผมมองว่าเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นว่า กกต.หรือบางส่วนของ กกต. พยายามฟอกขาวผู้ถูกกล่าวหาในคดี โดยเฉพาะเครือข่ายพรรค หรือนักการเมือง ระดับวางแผน บัญชา หรือ อุดหนุนงบประมาณโดย กกต. มีท่าทีหลายครั้ง และถูกสังคมตั้งคำถามว่า คือ การฟอกขาวกลุ่มดังกล่าวหรือไม่” นายพริษฐ์ ระบุ
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีการใช้ความเห็นของคณะ 36 เป็น “หลังพิง” ในการอธิบายเหตุผล เพื่อยุติข้อกล่าวหาของนักการเมือง หรือบุคคลที่อยู่ใกล้ศูนย์กลางอำนาจ
ภารกิจหนัก กกต.
คดีฮั้ว สว. มีการกล่าวอ้างถึงนักการเมืองและบุคคลในแวดวงพรรคภูมิใจไทย ซึ่งถูกพาดพิงว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการจัดตั้ง หรือ การประสานงานเกี่ยวกับการเลือก สว. หรือไม่
จุดนี้จึงเป็นภารกิจหนักของ กกต. ที่จะต้องวินิจฉัยอย่างตรงไปตรงมา ตามพยานหลักฐาน เพราะหากวินิจฉัย “ค้านสายตา” และมีคำอธิบายที่ “ฟังไม่ขึ้น” ก็คงมีบางฝ่ายขยายผลนำไปสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีต่อ “กกต.” แน่นอน
พรรคประชาชนก็ส่งสัญญาณไว้แล้วว่า หาก กกต.ยกคำร้องหรือไม่ดำเนินคดีกับบุคคลที่พรรคเห็นว่า มีพยานหลักฐานชัดเจน ก็จะใช้ช่องทางทางกฎหมายดำเนินการกับ กกต. และหาทางทำให้หลักฐานที่อยู่ในสำนวนสามารถไปถึงศาลฎีกาให้ได้
วันที่ 14 กันยายนนี้ นอกจากจะชี้ชะตา “229 ราย” ที่ถูกกล่าวหาในคดี ฮั้ว สว. แล้ว “7 เสือ กกต.” ก็อาจตกเป็นจำเลยถูกฟ้องร้องต้องขึ้นโรงขึ้นศาล ตามมาภายหลังด้วยหรือไม่?







