thansettakij
thansettakij
สตช.แจงหลักเกณฑ์ตำรวจพกปืน ยึดความจำเป็น-บริบทการปฏิบัติหน้าที่

สตช.แจงหลักเกณฑ์ตำรวจพกปืน ยึดความจำเป็น-บริบทการปฏิบัติหน้าที่

14 ส.ค. 69 | 06:25 น.
อัปเดตล่าสุด :14 ส.ค. 69 | 06:35 น.

สตช.แจงหลักเกณฑ์ตำรวจพกปืน ยึดความจำเป็น-บริบทการปฏิบัติหน้าที่ ชี้เป็นตำรวจ 24 ชั่วโมง แต่ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและระเบียบ

KEY

POINTS

  • การพิจารณาว่าตำรวจพกปืนโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ต้องคำนึงถึงความจำเป็น บริบทการปฏิบัติหน้าที่ และเหตุอันสมควรเป็นรายกรณี
  • ตำรวจสามารถพกปืนนอกเวลาราชการ หรือในที่สาธารณะได้ หากเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ เช่น งานสืบสวน โดยต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาและพกพาอย่างมิดชิด
  • ตำรวจมีสถานะและอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายตลอด 24 ชั่วโมง แต่การใช้อาวุธปืนต้องอยู่ภายใต้กรอบกฎหมายและระเบียบที่กำหนดอย่างเคร่งครัด

วันที่ 14 สิงหาคม 2569 พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.ปป.) ซึ่งได้รับมอบหมายให้กำกับดูแลงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรม โดยเฉพาะการควบคุม กำชับ และขับเคลื่อนการปฏิบัติงานของสายตรวจทั่วประเทศ ได้ชี้แจงกรณีมาตรการกวดขันการพกพาอาวุธปืนของข้าราชการตำรวจ หลังมีการนำเสนอข่าวที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจว่า ตำรวจที่พกพาอาวุธปืนในช่วงเวลากลางคืน ดื่มสุรา หรือนอกเหนือจากการปฏิบัติหน้าที่ จะมีความผิดทางอาญาและทางวินัยทันทีเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป 

พล.ต.อ.ธัชชัย กล่าวว่า การพิจารณาว่าข้าราชการตำรวจพกพาอาวุธปืนโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ไม่สามารถพิจารณาจากปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงและบริบทของแต่ละกรณีประกอบกัน โดยเฉพาะหน้าที่ราชการและความจำเป็น เหตุอันสมควรและพฤติการณ์แห่งกรณี การได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชา รวมถึงกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง 

สำหรับการปฏิบัติหน้าที่ทั่วไป เจ้าหน้าที่ตำรวจสายตรวจที่แต่งเครื่องแบบและปฏิบัติหน้าที่อยู่ในพื้นที่รับผิดชอบ ย่อมสามารถพกพาอาวุธปืนได้ตามหน้าที่ ขณะเดียวกันยังมีภารกิจบางประเภทที่มีความจำเป็นต้องพกพาอาวุธปืน เช่น การปฏิบัติหน้าที่นอกเครื่องแบบ หรือการสืบสวนคดีอาญานอกเวลาราชการ ซึ่งต้องพิจารณาตามลักษณะภารกิจและหลักเกณฑ์ที่กำหนด 

ดังนั้น การที่ตำรวจเข้าไปในร้านอาหาร สถานบริการ หรือสถานที่สาธารณะ จึงไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่า การพกพาอาวุธปืนในสถานที่ดังกล่าวเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย หากการเข้าไปในสถานที่นั้นมีความเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติหน้าที่ และการพกพาอาวุธเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายและระเบียบกำหนด 

ทั้งนี้ ประมวลระเบียบการตำรวจไม่เกี่ยวกับคดี ลักษณะที่ 22 บทที่ 13 ว่าด้วยการพกพาอาวุธปืน ดาบปลายปืน และตะบอง กำหนดหลักเกณฑ์สำหรับข้าราชการตำรวจที่มีความจำเป็นต้องพกพาอาวุธปืนติดตัวเพื่อปฏิบัติหน้าที่ราชการ โดยต้องได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาตั้งแต่ระดับสารวัตรหรือผู้ดำรงตำแหน่งเทียบเท่าขึ้นไป และต้องพกพาอาวุธปืนอย่างมิดชิด เรียบร้อย และเหมาะสมกับกาลเทศะ 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติยังได้ยกแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9690/2557 ประกอบการชี้แจง โดยคดีดังกล่าว ศาลมีคำวินิจฉัยในกรณีข้าราชการตำรวจซึ่งได้รับอนุญาตจากผู้บังคับบัญชาตามระเบียบให้พกพาอาวุธปืนเพื่อปฏิบัติหน้าที่ และขณะเกิดเหตุยังอยู่ภายในระยะเวลาที่ได้รับอนุญาต ศาลจึงเห็นว่า ไม่มีความผิดฐานพาอาวุธปืนติดตัวไปในเมือง หมู่บ้าน หรือทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต 

นอกจากนี้ ยังอ้างถึงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13535/2553 ซึ่งมีสาระสำคัญเกี่ยวกับอำนาจหน้าที่ของเจ้าพนักงานตำรวจ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยของประชาชน รวมถึงมีอำนาจจับกุมและปราบปรามผู้กระทำผิด ตลอดจนสืบสวนคดีอาญาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 

คำพิพากษาดังกล่าวยังวางหลักว่า การเป็นเจ้าพนักงานตำรวจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า มีการลงบันทึกประจำวันหรือมีคำสั่งให้ออกปฏิบัติหน้าที่ในขณะนั้นหรือไม่ แต่เป็นไปตามอำนาจและหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด 

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงย้ำหลักการว่า ข้าราชการตำรวจยังคงมีสถานะและอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะกรณีพบการกระทำความผิดซึ่งหน้า เจ้าหน้าที่สามารถเข้าระงับเหตุ จับกุม หรือดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ได้ทันที เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน 

อย่างไรก็ตาม การมีอำนาจหน้าที่ดังกล่าวไม่ได้หมายความว่า ตำรวจจะสามารถพกพาอาวุธปืนได้โดยไม่มีเงื่อนไข โดยเฉพาะเมื่อต้องปฏิบัติหน้าที่ในสถานที่สาธารณะ เช่น ร้านอาหารหรือสถานบริการ เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง รวมถึงต้องพกพาอาวุธปืนอย่างมิดชิด เรียบร้อย และเหมาะสมกับลักษณะภารกิจ

พล.ต.อ.ธัชชัย ย้ำว่า การกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว มีเป้าหมายเพื่อให้การใช้อาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ภายใต้กรอบกฎหมาย มีความเหมาะสมกับภารกิจ และไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อความปลอดภัยหรือความเชื่อมั่นของประชาชน  

ดังนั้น กรณีตำรวจพกพาอาวุธปืนในช่วงเวลากลางคืน นอกเวลาราชการ หรือ เข้าไปในสถานที่สาธารณะ จึงไม่สามารถสรุปได้ทันทีว่า เป็นการกระทำผิดกฎหมายหรือผิดวินัย แต่ต้องพิจารณาข้อเท็จจริงเป็นรายกรณี โดยคำนึงถึงหน้าที่ ความจำเป็น เหตุอันสมควร การได้รับอนุญาต และการปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ