
เปิด 3 ช่องโหว่ "ปืนเถื่อน-ปืนมีทะเบียน" ต้นตอโศกนาฏกรรมซ้ำซาก
เปิด 3 ช่องโหว่ “ปืน” ต้นตอโศกนาฏกรรมซ้ำซาก แม้ประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนมาตั้งแต่ปี 2490 แต่ยังไม่สามารถควยคุม แก้ไขปัญหาได้ ทั้งปัญหาปืนเถื่อนและปืนดัดแปลง (Blank Gun) ปืนที่ขึ้นทะเบียนถูกกฎหมายแต่ขาดการตรวจสอบผู้ครอบครองและการจัดเก็บที่รัดกุม และช่องโหว่ปืนสวัสดิการ
KEY
POINTS
- ปัญหาปืนเถื่อนและปืนดัดแปลง (Blank Gun) ที่สามารถหาซื้อได้ง่ายผ่านช่องทางออนไลน์ ทำให้ผู้ที่ไม่ควรมีอาวุธเข้าถึงได้
- ปืนที่ขึ้นทะเบียนถูกกฎหมายขาดการตรวจสอบผู้ครอบครองและการจัดเก็บที่รัดกุม ส่งผลให้เยาวชนหรือคนในครอบครัวนำไปใช้ก่อเหตุได้
- ปืนสวัสดิการข้าราชการมีช่องโหว่ในการโอนกรรมสิทธิ์ให้บุคคลทั่วไปหลังครอบครองครบ 5 ปี ทำให้ปืนกระจายสู่มือพลเรือนได้ง่าย
ตลอด 6 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2563 ประเทศไทยเกิดเหตุสะเทือนขวัญจากอาวุธปืนอย่างน้อย 13 ครั้ง สะท้อนปัญหาหลายประการตั้งแต่การเข้าถึงปืนถูกกฎหมาย ปืนเถื่อน การซื้อขายออนไลน์ ไปจนถึงการนำปืนของเจ้าหน้าที่หรือคนในครอบครัวไปก่อเหตุ
ปัญหาอาวุธปืนในไทยกลับมาเป็นวาระสำคัญอีกครั้ง หลังเกิดเหตุกราดยิงโรงเรียนเทพศิรินทร์ จ.นนทบุรี เมื่อ 7 สิงหาคม 2569 และเหตุบุกยิงนายก อบจ.นนทบุรีในอีก 3 วันต่อมา ขณะที่ข้อมูล Small Arms Survey ระบุว่า ไทยมีปืนในมือพลเรือนราว 10.34 ล้านกระบอก เป็นปืนขึ้นทะเบียน 6.22 ล้านกระบอก และปืนเถื่อนกว่า 4 ล้านกระบอก
ดังนั้น ปัญหาอาวุธปืนไทยจึงไม่สามารถแก้ด้วยการ “กวาดจับปืนเถื่อน” เพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องวางระบบเพื่อควบคุมปืนที่ขออนุญาตอย่างถูกต้อง ไปจนถึงปืนสวัสดิการของข้าราชการด้วย ซึ่งพบว่า ปืนในแต่ประเภทยังมีช่องโหว่อย่างน้อย 3 ประการที่ต้องเร่งแก้ไข
ช่องโหว่ที่ 1 “ปืนเถื่อน” ตลาดมืดที่รัฐตามไม่ทัน
ปืนที่อยู่นอกระบบทะเบียนถือเป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญของประเทศไทย เพราะเมื่อไม่มีข้อมูลผู้ครอบครอง ย่อมยากต่อการติดตามต้นทาง ปลายทาง และการนำไปใช้ก่อเหตุ
หนึ่งในรูปแบบที่ถูกจับตามองมากขึ้นคือ Blank Gun หรือสิ่งเทียมอาวุธปืน ซึ่งเดิมถูกออกแบบให้ใช้ยิงกระสุนเปล่า แต่สามารถนำไปดัดแปลงให้ยิงกระสุนจริงได้
ประเด็นนี้ถูกเปิดโปงอย่างชัดเจนจาก เหตุกราดยิงสยามพารากอนปี 2566 เมื่อเยาวชนอายุ 14 ปีใช้อาวุธที่ตำรวจระบุว่าเป็น Blank Gun ดัดแปลง โดยมีการตรวจสอบเส้นทางการซื้อขายผ่านออนไลน์และจับกุมผู้ต้องสงสัยเกี่ยวกับการจำหน่ายอาวุธดังกล่าวในเวลาต่อมา
กรณีพารากอนจึงไม่ได้จบเพียงคำถามว่า “เด็กเข้าถึงปืนได้อย่างไร” แต่เปิดให้เห็นถึงช่องว่างของนิยามอาวุธปืนในระบบกฎหมาย และการซื้อขายสิ่งเทียมอาวุธปืนผ่านช่องทางออนไลน์
นี่คือจุดที่ทำให้ตลาดปืนเถื่อนเปลี่ยนรูปแบบจากการซื้อขายแบบดั้งเดิม ไปสู่ ตลาดออนไลน์ มีการดัดแปลงและการส่งต่อ ซึ่งสามารถทำให้บุคคลที่ไม่ควรเข้าถึงอาวุธสามารถหาอาวุธมาใช้ก่อเหตุได้
ช่องโหว่ที่ 2 “ปืนถูกกฎหมาย” แต่ข้อมูลไม่อัปเดต
อีกด้านที่ถูกตั้งคำถามอย่างหนักคือปืนที่อยู่ในระบบทะเบียน โดยข้อมูลที่เผยแพร่โดยหน่วยงานไทยระบุว่า ปืนที่ขึ้นทะเบียนมีมากกว่า 6.2 ล้านกระบอก ขณะที่ข้อมูลการถือครองโดยพลเรือนทั้งหมดอยู่ในระดับกว่า 10 ล้านกระบอก
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ใครมีปืน” แต่สิ่งที่ต้องติดตามต่อเนื่องคือ เมื่อได้รับอนุญาตแล้ว รัฐตรวจสอบเจ้าของปืนอีกครั้งเมื่อใด
เหตุล่าสุดที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ นนทบุรี เป็นตัวอย่างสำคัญ เพราะตำรวจระบุว่าอาวุธที่เด็กชายวัย 14 ปีใช้ก่อเหตุเป็น ปืนของปู่ ซึ่งครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย เด็กสามารถนำปืนและกระสุนออกจากบ้านไปก่อเหตุได้
กรณีนี้จึงทำให้โจทย์เรื่องการเก็บรักษาปืน กลายเป็นประเด็นสำคัญไม่แพ้การออกใบอนุญาต รัฐบาลจึงเริ่มพูดถึงมาตรการที่เข้มขึ้น ทั้งการตรวจสอบการเก็บรักษาอาวุธ การตรวจสอบผู้ครอบครอง และการป้องกันไม่ให้เยาวชนเข้าถึงปืนของผู้ใหญ่ในครอบครัว
ช่องโหว่ที่ 3 “ปืนสวัสดิการ” จากสิทธิข้าราชการสู่ปัญหาการโอน
อีกระบบที่ถูกจับตามองคือ โครงการจัดหาอาวุธปืนเพื่อเป็นสวัสดิการแก่ข้าราชการ โดยหลักการของโครงการคือเปิดโอกาสให้ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่บางกลุ่มสามารถซื้ออาวุธปืนในราคาที่ต่ำกว่าตลาด เพื่อใช้ในการป้องกันตัว ทรัพย์สิน และการปฏิบัติหน้าที่
จากงานวิจัยเรื่อง "ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการขออนุญาตมีปืน
ตามพระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490" โดยรองศาสตราจารย์สุเมธ จานประดับ และคณะ ระบุถึงช่องโหว่หลายประการ อาทิ การนำปืนจากโครงการสวัสดิการมาโอนขายต่อ
การนำปืนไปจำนำ ซึ่งถือว่าผิดวัตถุประสงค์ เช่น กรณีคดีกำนันนกที่มีการตรวจพบว่าเป็นปืนสวัสดิการ ปัญหาช่องว่างเรื่องระยะเวลาการโอนเช่น หนังสือสั่งการ มท 0307.4/ว 1479 ที่อนุญาตให้โอนปืนสวัสดิการเป็นชื่อบุคคลอื่นได้หลังจากครอบครองครบ 5 ปี เว้นแต่การตกทอดทางมรดก
ซึ่งผู้วิจัยมองว่าเป็นช่องว่างที่ทำให้ปืนกระจายตัวสู่มือบุคคลทั่วไปได้ง่าย นอกจากนี้ยังไม่ได้มีการจำกัดจำนวนปืนสวัสดิการที่ข้าราชการแต่ละคนจะสามารถซื้อได้อย่างชัดเจน เป็นต้น
จากช่องโหว่ที่ปรากฏเกี่ยวกับ "ปืน" ในประเทศไทย จึงนำมาสู่คำตอบที่ว่า แม้ประเทศไทยมีกฎหมายควบคุมอาวุธปืนอยู่แล้ว แต่ก็ยังไม่เข้มงวดรัดกุมเพียงพอ ที่จะป้องกันไม่ให้อาวุธปืนถูกนำไปใช้ก่อเหตุอาชญากรรม






