
กกต.ยันพิจารณาสำนวนคดี “ฮั้ว สว.” จบสิงหาคม ก่อนนัดลงมติภายหลัง
กกต.แจง “ฮั้ว สว.”พิจารณาสำนวนคดีจบในเดือนสิงหาคม ก่อนนัดลงมติต่อไป เผยถกแล้ว 8 นัด ย้ำวินิจฉัยอิสระ ไร้แรงกดดัน
KEY
POINTS
- กกต. ยืนยันจะพิจารณาสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. ให้แล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2569
- การพิจารณาสำนวนเสร็จสิ้น ยังไม่ใช่การลงมติชี้ขาดคดี โดยจะต้องนัดประชุมเพื่อลงมติอีกครั้งในภายหลัง
- คณะกรรมการได้ประชุมพิจารณาคดีดังกล่าวไปแล้วรวม 8 ครั้ง เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานอย่างรอบด้าน
- กกต. ย้ำว่า กระบวนการวินิจฉัยเป็นไปโดยอิสระ ปราศจากการแทรกแซงหรือชี้นำจากฝ่ายใด
กกต.ชี้แจงความคืบหน้าคดีฮั้วเลือก สว. ระบุการประชุมพิจารณาสำนวนดำเนินมาแล้ว 8 ครั้ง โดยตรวจสอบข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และข้อกฎหมายอย่างรอบด้าน ยืนยันการพิจารณาสำนวนจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2569 แต่ยังไม่ใช่การมีมติคดี เนื่องจากต้องนัดประชุมเพื่อลงมติในขั้นตอนถัดไป พร้อมย้ำ การวินิจฉัยเป็นไปโดยอิสระ ปราศจากการแทรกแซงหรือชี้นำจากฝ่ายใด
สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชี้แจงความคืบหน้าการพิจารณาคดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ว่า ขณะนี้คณะกรรมการการเลือกตั้งได้ประชุมพิจารณาคดีดังกล่าวแล้วรวม 8 ครั้ง โดยเป็นการพิจารณาข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และประเด็นข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ตามอำนาจหน้าที่และขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด
กกต.ระบุว่า ในการประชุมแต่ละครั้ง คณะกรรมการได้พิจารณารายละเอียดของสำนวนอย่างรอบคอบและรอบด้าน เพื่อให้การวินิจฉัยตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่ครบถ้วน โดยคำนึงถึงความถูกต้อง ความเป็นธรรม และสิทธิของผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเป็นสำคัญ
ทั้งนี้ กกต.ยืนยันว่า การพิจารณารายละเอียดของสำนวนจะแล้วเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2569 อย่างไรก็ตาม การแล้วเสร็จดังกล่าวเป็นเพียงการสิ้นสุดขั้นตอนการพิจารณาสำนวน ยังไม่ใช่การมีมติในคดี เนื่องจากหลังจากนั้นคณะกรรมการการเลือกตั้งจะต้องนัดประชุมอีกครั้งเพื่อพิจารณาและลงมติตามอำนาจหน้าที่และกระบวนการที่กฎหมายกำหนด
ภายหลังที่คณะกรรมการมีมติแล้ว สำนักงาน กกต.จะดำเนินการประชาสัมพันธ์ผลการพิจารณาให้ประชาชนได้รับทราบต่อไป
กกต.ยังย้ำด้วยว่า การพิจารณาคดีฮั้วเลือก สว. เป็นไปโดยอิสระ ปราศจากการชี้นำหรือการแทรกแซงจากบุคคลหรือฝ่ายใด โดยยึดข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และบทบัญญัติแห่งกฎหมายเป็นหลัก เพื่อให้ผลการวินิจฉัยเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และเป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง







