
8 ฉากทัศน์คดีฮั้ว สว. สุ่มเสี่ยงสะเทือนรัฐบาล
8 ฉากทัศน์คดีฮั้ว สว. สุ่มเสี่ยงสะเทือนรัฐบาล : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4224
KEY
POINTS
- การตรวจสอบคดีฮั้ว สว. อาศัยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และดิจิทัลที่ชี้ถึงการจัดตั้งเป็นเครือข่าย เช่น รูปแบบคะแนนที่ผิดธรรมชาติ และการกระจุกตัวของผู้ได้รับเลือกในบางพื้นที่
- หาก กกต. ส่งเรื่องถึงศาลฎีกา อาจนำไปสู่ 8 ฉากทัศน์ที่จะสร้างวิกฤตการเมือง เริ่มตั้งแต่การสั่ง สว. จำนวนมากให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จนถึงการทำให้วุฒิสภาเป็นอัมพาต
- คดีอาจลุกลามกระทบเสถียรภาพรัฐบาล หากหลักฐานเชื่อมโยงถึงพรรคการเมือง ซึ่งอาจนำไปสู่การยุบพรรค และเกิดวิกฤตความชอบธรรมของรัฐบาลและองค์กรอิสระ
คดีตรวจสอบกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 กำลังกลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทย ที่ไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อยุทธศาสตร์การบริหารประเทศ แต่ยังถูกจับตามองว่าจะกลายเป็น “บรรทัดฐานใหม่” ในการปราบปรามการทุจริตเลือกตั้ง
ภายหลังจากที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เริ่มพิจารณาสำนวนคดีอย่างเข้มข้นในทุกวันจันทร์ โดยตั้งเป้าที่จะสรุปความเห็นเพื่อชี้ขาดสำนวนคดีให้เสร็จสิ้นภายในเดือน สิงหาคม หรือ อย่างช้าที่สุดไม่เกินเดือนกันยายน ที่จะถึงนี้
พยานดิจิทัลไม่โกหก
นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระและอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ได้สะท้อนมุมมองเชิงลึกทางกฎหมายผ่านบทวิเคราะห์ “หากผมเป็น กกต. ในคดีฮั้วเลือก สว.67” โดยชี้ให้เห็นหัวใจสำคัญของคดีทุจริตระดับโครงสร้างว่า ในกระบวนการทางยุติธรรม การพึ่งพาเพียงคำให้การของ “พยานบุคคล” ย่อมมีข้อจำกัดอย่างมาก เนื่องจากพยานที่เป็นบุคคลอาจเกิดความกลัว ถูกข่มขู่ ถูกเสนอผลประโยชน์ ยอมกลับคำให้การ หรือให้การขัดแย้งกันในภายหลัง
แต่สิ่งที่ กกต. ต้องนำมาใช้ประเมินน้ำหนักคดีอย่างเป็นระบบคือ “พยานหลักฐานแบบองค์รวม” (Totality of the Evidence)
พยานหลักฐานชุดใหม่ที่ถูกนำมาเปิดเผยต่อสาธารณชนในเวทีเสวนา “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. เปิดหลักฐานคดีโกง สว. ภาค 2” ซึ่งเป็นการรวบรวมหลักฐานจากผู้สมัคร สว. และกลุ่ม สว. สำรอง สะท้อนให้เห็นพฤติการณ์จัดตั้งอย่างมีเครือข่าย ทั้งการออกค่าธรรมเนียมสมัคร ค่าเดินทาง การจัดรถรับส่ง การเปิดห้องพักในโรงแรมเพื่อรวมตัวก่อนวันเลือก การยึดเอกสาร สว.3 การบังคับเซ็นใบลาออกล่วงหน้า การเสนอเงินตอบแทน ตลอดจนการบล็อกตัวผู้ได้รับเลือกไว้ล่วงหน้า
โดยนายวัส ได้สรุป 3 เหตุผลหลักเชิงวิทย์และนิติวิทยาศาสตร์ ที่ชี้ให้เห็นว่า มีการทุจริตเกิดขึ้นจริง
1.รูปแบบคะแนนผิดธรรมชาติ: ผลการลงคะแนนของผู้ได้รับเลือกในลำดับที่ 1 ถึง 6 ในหลายกลุ่มอาชีพ มีรูปแบบคะแนนทิ้งห่างลำดับที่ 7 ถึง 10 อย่างมีนัยสำคัญ และปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำๆ ในหลายกลุ่มอาชีพทั่วประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับพฤติการณ์การลงคะแนนตาม “โพย” มากกว่าจะเกิดจากการตัดสินใจเลือกโดยอิสระของผู้สมัคร
2.การกระจุกตัวผิดปกติในเชิงพื้นที่: พบว่า มีอย่างน้อย 8 จังหวัดทั่วประเทศ ที่มีจำนวนผู้ได้รับเลือกเป็น สว. สูงผิดปกติ เมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่ จำนวนประชากร หรือ จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของจังหวัดนั้นๆ เช่น จังหวัดบุรีรัมย์ อ่างทอง และ สิงห์บุรี ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการวางเครือข่ายระดมผู้สมัครข้ามพื้นที่อย่างเป็นระบบ
3.พยานวัตถุและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล: ข้อมูลบันทึกจากกล้องวงจรปิด, ข้อมูลการใช้สัญญาณโทรศัพท์มือถือ, ตั๋วเครื่องบิน, เส้นทางการเงิน, ภาพถ่ายการประชุมซักซ้อมในโรงแรม และ โพยลงคะแนน พยานหลักฐานดิจิทัลเหล่านี้สามารถ ตรวจสอบย้อนหลังได้ตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามความสมัครใจของบุคคล จึงถือเป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือสูงสุด
เมื่อนำหลักฐานเชิงวัตถุ รูปแบบคะแนน และ ความผิดปกติในเชิงพื้นที่มาประมวลร่วมกัน ย่อมเข้าข่ายเป็น “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่าการเลือก สว. มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม
“หากผมเป็นหนึ่งในกรรมการการเลือกตั้ง จะมีความเห็นให้ส่งเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย และให้มีคำสั่งให้สมาชิกวุฒิสภาพ้นจากตำแหน่ง ไม่น้อยกว่า 120 คน” นายวัส ระบุ
10ข้อกล่าวหาขบวนการฮั้ว สว.
นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันประชาธิปไตยสุจริต และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้ประมวลข้อเท็จจริงและข้อกล่าวหาฮั้ว สว. ที่ปรากฏต่อสาธารณชน ออกเป็น 10 ประเด็นหลัก ซึ่งสะท้อนกระบวนการฮั้วตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ดังนี้
1. การวางแผนเป้าหมายล่วงหน้า: มีการกำหนดรายชื่อบุคคลเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนล่วงหน้าว่า ต้องการให้ใครดำรงตำแหน่ง สว.
2. การจัดตั้งผู้สมัครเป็นเครือข่าย: ระดมบุคคลจำนวนมากเข้ามาสมัครในหลายพื้นที่และหลายกลุ่มอาชีพเพื่อเป็นฐานคะแนน
3. การสนับสนุนค่าใช้จ่ายและผลประโยชน์: มีการสนับสนุนค่าสมัคร ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ตลอดจนทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่น
4. การนัดประชุมซักซ้อม: มีพยานยืนยันถึงการจัดประชุม ชี้แจงขั้นตอน และซักซ้อมการลงคะแนนก่อนวันเลือกจริง
5. การจัดทำและแจกจ่ายโพย: การใช้ "โพย" ไม่ใช่เพียงบันทึกส่วนตัว แต่เป็นเครื่องมือควบคุมและกำกับการลงคะแนนของสมาชิก
6. การลงคะแนนแบบบล็อกโหวต: คะแนนของผู้สมัครในหลายรายมีรูปแบบสอดคล้องกันอย่างผิดธรรมชาติ
7. พฤติการณ์ผู้สมัครไม่เลือกตนเอง: พบผู้สมัครจำนวนมากไม่ลงคะแนนให้ตนเอง ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการจัดตั้งและโพย
8. ผลการเลือกสอดคล้องกับเป้าหมาย: รายชื่อผู้ได้รับเลือกตรงกับบัญชีเป้าหมายที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำ
9. ความเชื่อมโยงหลังได้รับเลือก: สว.ที่ได้รับเลือกบางส่วนยังคงมีพฤติกรรมผูกพัน หรือ อยู่ภายใต้อิทธิพลของเครือข่ายเดิม
10. เส้นทางการเงินถึงผู้มีอำนาจ: ปรากฏหลักฐานเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปถึงนักการเมืองและผู้มีอำนาจเบื้องหลัง
8 ฉากทัศน์หากคดีสว.ถึงศาลฎีกา
นายดิเรกฤทธิ์ ระบุว่า ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง หน้าที่ของ กกต. คือ การรวบรวมข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา และเมื่อพบเหตุอันควรเชื่อว่า “การเลือกไม่สุจริต” ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้ไต่สวนและมีคำวินิจฉัย
หากมองในแง่ร้ายที่สุด การที่ กกต.ส่งสำนวนคดีฮั้ว สว. ให้ศาล ไม่ได้ทำให้ สว. หรือ รัฐบาลพ้นตำแหน่งทันที แต่หากศาลรับคดีและพยานหลักฐานพาดพิงบุคคลจำนวนมาก เหตุการณ์อาจลุกลามเป็นวิกฤตทางการเมืองได้ตามลำดับดังนี้
1.สว.จำนวนมากถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่: หากศาลเห็นว่า พยานหลักฐานเบื้องต้นมีน้ำหนัก ศาลอาจมีคำสั่งให้ สว. ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ระหว่างรอคำพิพากษา ทำให้จำนวน สว. ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อความชอบธรรมในการใช้อำนาจ
2.วุฒิสภาเข้าสู่สภาวะพิการทางการเมือง: แม้จะคงองค์ประชุมตามจำนวนสมาชิกเท่าที่เหลืออยู่ แต่กระบวนการสำคัญจะติดขัดทันที ทั้งการเห็นชอบบุคคลในองค์กรอิสระ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การพิจารณากฎหมาย และการเลือกประธาน/รองประธานวุฒิสภาใหม่
3. ศาลสั่งพ้นตำแหน่งและเพิกถอนสิทธิหากพิสูจน์ได้ว่าทุจริต: ศาลอาจสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมส่งคดีอาญาฟ้องร้องผู้จัดตั้ง ผู้จ้าง และผู้รับเงิน ซึ่งศาลอาจวินิจฉัยเป็นรายบุคคลโดยไม่จำเป็นต้องยกเลิกการเลือกทั้งประเทศ
4. วิกฤตบัญชีสำรอง: การเลื่อนผู้สมัครในบัญชีสำรองขึ้นมาแทน อาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากศาลพบว่า บัญชีสำรองอยู่ในเครือข่ายการจัดทำโพยเช่นเดียวกัน ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อเรียกร้องให้จัดกระบวนการเลือกใหม่ยกระบบ
5. มติเดิมของวุฒิสภาถูกตั้งคำถาม: สังคมจะโต้แย้งความชอบธรรมของมติที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเลือกประธานสภา การตั้งกรรมาธิการ หรือการรับรองบุคคลในองค์กรอิสระ แม้หลักกฎหมายจะคุ้มครองกิจการที่ทำไปแล้ว แต่มติบางประการอาจถูกฟ้องร้องเพิ่มเติม
6. คดีอาญาย้อนศรถึงพรรคการเมือง-รัฐบาล: หากพยานหลักฐานและเส้นทางการเงินเชื่อมโยงถึงกรรมการบริหารพรรคการเมือง อาจนำไปสู่คดีอาญา คดีฟอกเงิน คดีอั้งยี่ซ่องโจร และการยื่นยุบพรรคการเมือง รวมถึงอาจกดดันให้เกิดการปรับ ครม. หรือยุบสภา
7. กกต. ถูกตรวจสอบการใช้อำนาจย้อนหลัง: หากปรากฏว่า กกต. เคยรับรู้พยานหลักฐานการทุจริตก่อนการประกาศผล แต่ยังฝืนประกาศรับรอง อาจถูกร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินคดีอาญาฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม มาตรา 157
8. วิกฤตความชอบธรรมขององค์กรอำนาจรัฐ: สังคมจะเกิดวิกฤตความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง ทั้งต่อตัวแทน สว. ความเป็นกลางขององค์กรอิสระ ตลอดจนความชอบธรรมของรัฐบาลที่อาจได้รับประโยชน์จากระบบการเลือกดังกล่าว
ม.157 กับบทเรียน กกต.ปี 49
ประเด็นข้อกฎหมายที่น่าจับตาที่สุดคือ หากปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า มีผู้สมัคร สว. ขาดคุณสมบัติ หรือ มีลักษณะต้องห้ามก่อนวันประกาศผล โดยที่ กกต.ได้รับทราบข้อเท็จจริง มีเอกสารหลักฐานในสำนวน และมีหน้าที่ตรวจสอบ แต่กลับจงใจไม่ตรวจสอบ ปกปิด หรือ ฝืนประกาศรับรองผล
กรณีเช่นนี้สามารถนำมาตั้งเป็นข้อกล่าวหา ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้ทันที โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ว่าคดีฮั้วเป็นขบวนการระดับประเทศหรือไม่
บทเรียนสำคัญจากประวัติศาสตร์คดี อดีต กกต. ชุดที่ 2 (ชุด พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ) ในการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ได้ชี้ให้เห็นบรรทัดฐานทางกฎหมายที่ชัดเจน:
1.คดีจัดการเลือกตั้งไม่สุจริต (เลือกตั้งซ่อม): ศาลอาญาเคยพิพากษาเมื่อปี 2549 ให้จำคุก กกต. 3 ราย เป็นเวลา 4 ปี ไม่รอลงอาญา จากกรณีเปิดรับสมัครเลือกตั้งซ่อมเอื้อประโยชน์แก่พรรคการเมือง แม้ต่อมาในปี 2556 ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษายกฟ้อง ด้วยเหตุผลทางเทคนิคข้อกฎหมายก็ตาม
2.คดีละเว้นหน้าที่กรณีพรรคใหญ่จ้างพรรคเล็ก (คดีถึงที่สุด): เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2559 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำคุก พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ และ นายปริญญา นาคฉัตรีย์ คนละ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ในความผิดตาม มาตรา 157 จากพฤติการณ์วินิจฉัยและสอบสวนคดีพรรคใหญ่จ้างพรรคเล็กลงสมัครอย่างล่าช้า และสั่งสอบเพิ่มเติมในลักษณะเอื้อประโยชน์ให้คดีไม่ถูกดำเนินคดีอย่างทันท่วงที
การที่ กกต. เดินหน้าสรุปสำนวนคดี "ฮั้ว สว." เพื่อส่งต่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยภายในเดือนสิงหาคม ถึง กันยายนนี้ จึงไม่ใช่การสร้างวิกฤตทางการเมือง หากแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เพื่อยุติข้อสงสัยของสังคมด้วยกระบวนการยุติธรรม
ขณะเดียวกันก็เป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของ กกต. ในการใช้อำนาจอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ความรับผิดทางอาญาตาม มาตรา 157 ต้องหมุนเวียนกลับมาซ้ำรอยอีกครั้ง...
รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4224







