thansettakij
thansettakij
8 ฉากทัศน์คดีฮั้ว สว. สุ่มเสี่ยงสะเทือนรัฐบาล

8 ฉากทัศน์คดีฮั้ว สว. สุ่มเสี่ยงสะเทือนรัฐบาล

05 ส.ค. 69 | 06:34 น.
อัปเดตล่าสุด :05 ส.ค. 69 | 06:53 น.

8 ฉากทัศน์คดีฮั้ว สว. สุ่มเสี่ยงสะเทือนรัฐบาล : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4224

KEY

POINTS

  • การตรวจสอบคดีฮั้ว สว. อาศัยหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และดิจิทัลที่ชี้ถึงการจัดตั้งเป็นเครือข่าย เช่น รูปแบบคะแนนที่ผิดธรรมชาติ และการกระจุกตัวของผู้ได้รับเลือกในบางพื้นที่
  • หาก กกต. ส่งเรื่องถึงศาลฎีกา อาจนำไปสู่ 8 ฉากทัศน์ที่จะสร้างวิกฤตการเมือง เริ่มตั้งแต่การสั่ง สว. จำนวนมากให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จนถึงการทำให้วุฒิสภาเป็นอัมพาต
  • คดีอาจลุกลามกระทบเสถียรภาพรัฐบาล หากหลักฐานเชื่อมโยงถึงพรรคการเมือง ซึ่งอาจนำไปสู่การยุบพรรค และเกิดวิกฤตความชอบธรรมของรัฐบาลและองค์กรอิสระ

คดีตรวจสอบกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 กำลังกลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ทางการเมืองไทย ที่ไม่เพียงแต่จะส่งผลต่อยุทธศาสตร์การบริหารประเทศ แต่ยังถูกจับตามองว่าจะกลายเป็น “บรรทัดฐานใหม่” ในการปราบปรามการทุจริตเลือกตั้ง

ภายหลังจากที่ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เริ่มพิจารณาสำนวนคดีอย่างเข้มข้นในทุกวันจันทร์ โดยตั้งเป้าที่จะสรุปความเห็นเพื่อชี้ขาดสำนวนคดีให้เสร็จสิ้นภายในเดือน สิงหาคม หรือ อย่างช้าที่สุดไม่เกินเดือนกันยายน ที่จะถึงนี้

พยานดิจิทัลไม่โกหก

นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระและอดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา ได้สะท้อนมุมมองเชิงลึกทางกฎหมายผ่านบทวิเคราะห์ “หากผมเป็น กกต. ในคดีฮั้วเลือก สว.67” โดยชี้ให้เห็นหัวใจสำคัญของคดีทุจริตระดับโครงสร้างว่า ในกระบวนการทางยุติธรรม การพึ่งพาเพียงคำให้การของ “พยานบุคคล” ย่อมมีข้อจำกัดอย่างมาก เนื่องจากพยานที่เป็นบุคคลอาจเกิดความกลัว ถูกข่มขู่ ถูกเสนอผลประโยชน์ ยอมกลับคำให้การ หรือให้การขัดแย้งกันในภายหลัง 

แต่สิ่งที่ กกต. ต้องนำมาใช้ประเมินน้ำหนักคดีอย่างเป็นระบบคือ “พยานหลักฐานแบบองค์รวม” (Totality of the Evidence) 

พยานหลักฐานชุดใหม่ที่ถูกนำมาเปิดเผยต่อสาธารณชนในเวทีเสวนา “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. เปิดหลักฐานคดีโกง สว. ภาค 2” ซึ่งเป็นการรวบรวมหลักฐานจากผู้สมัคร สว. และกลุ่ม สว. สำรอง สะท้อนให้เห็นพฤติการณ์จัดตั้งอย่างมีเครือข่าย ทั้งการออกค่าธรรมเนียมสมัคร ค่าเดินทาง การจัดรถรับส่ง การเปิดห้องพักในโรงแรมเพื่อรวมตัวก่อนวันเลือก การยึดเอกสาร สว.3 การบังคับเซ็นใบลาออกล่วงหน้า การเสนอเงินตอบแทน ตลอดจนการบล็อกตัวผู้ได้รับเลือกไว้ล่วงหน้า 

โดยนายวัส ได้สรุป 3 เหตุผลหลักเชิงวิทย์และนิติวิทยาศาสตร์ ที่ชี้ให้เห็นว่า มีการทุจริตเกิดขึ้นจริง

1.รูปแบบคะแนนผิดธรรมชาติ: ผลการลงคะแนนของผู้ได้รับเลือกในลำดับที่ 1 ถึง 6 ในหลายกลุ่มอาชีพ มีรูปแบบคะแนนทิ้งห่างลำดับที่ 7 ถึง 10 อย่างมีนัยสำคัญ และปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นซ้ำๆ ในหลายกลุ่มอาชีพทั่วประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับพฤติการณ์การลงคะแนนตาม “โพย” มากกว่าจะเกิดจากการตัดสินใจเลือกโดยอิสระของผู้สมัคร

2.การกระจุกตัวผิดปกติในเชิงพื้นที่: พบว่า มีอย่างน้อย 8 จังหวัดทั่วประเทศ ที่มีจำนวนผู้ได้รับเลือกเป็น สว. สูงผิดปกติ เมื่อเทียบกับขนาดพื้นที่ จำนวนประชากร หรือ จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ของจังหวัดนั้นๆ เช่น จังหวัดบุรีรัมย์ อ่างทอง และ สิงห์บุรี ซึ่งชี้ให้เห็นถึงการวางเครือข่ายระดมผู้สมัครข้ามพื้นที่อย่างเป็นระบบ

3.พยานวัตถุและหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัล: ข้อมูลบันทึกจากกล้องวงจรปิด, ข้อมูลการใช้สัญญาณโทรศัพท์มือถือ, ตั๋วเครื่องบิน, เส้นทางการเงิน, ภาพถ่ายการประชุมซักซ้อมในโรงแรม และ โพยลงคะแนน พยานหลักฐานดิจิทัลเหล่านี้สามารถ ตรวจสอบย้อนหลังได้ตามหลักนิติวิทยาศาสตร์ ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงไปตามความสมัครใจของบุคคล จึงถือเป็นหลักฐานที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือสูงสุด  

เมื่อนำหลักฐานเชิงวัตถุ รูปแบบคะแนน และ ความผิดปกติในเชิงพื้นที่มาประมวลร่วมกัน ย่อมเข้าข่ายเป็น “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ว่าการเลือก สว. มิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม  

“หากผมเป็นหนึ่งในกรรมการการเลือกตั้ง จะมีความเห็นให้ส่งเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย และให้มีคำสั่งให้สมาชิกวุฒิสภาพ้นจากตำแหน่ง ไม่น้อยกว่า 120 คน” นายวัส ระบุ

                                      8 ฉากทัศน์คดีฮั้ว สว. สุ่มเสี่ยงสะเทือนรัฐบาล

10ข้อกล่าวหาขบวนการฮั้ว สว.  

นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันประชาธิปไตยสุจริต และอดีตสมาชิกวุฒิสภา ได้ประมวลข้อเท็จจริงและข้อกล่าวหาฮั้ว สว. ที่ปรากฏต่อสาธารณชน ออกเป็น 10 ประเด็นหลัก ซึ่งสะท้อนกระบวนการฮั้วตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ดังนี้

1. การวางแผนเป้าหมายล่วงหน้า: มีการกำหนดรายชื่อบุคคลเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนล่วงหน้าว่า ต้องการให้ใครดำรงตำแหน่ง สว.

2. การจัดตั้งผู้สมัครเป็นเครือข่าย: ระดมบุคคลจำนวนมากเข้ามาสมัครในหลายพื้นที่และหลายกลุ่มอาชีพเพื่อเป็นฐานคะแนน

3. การสนับสนุนค่าใช้จ่ายและผลประโยชน์: มีการสนับสนุนค่าสมัคร ค่าเดินทาง ค่าที่พัก ตลอดจนทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่น

4. การนัดประชุมซักซ้อม: มีพยานยืนยันถึงการจัดประชุม ชี้แจงขั้นตอน และซักซ้อมการลงคะแนนก่อนวันเลือกจริง

5. การจัดทำและแจกจ่ายโพย: การใช้ "โพย" ไม่ใช่เพียงบันทึกส่วนตัว แต่เป็นเครื่องมือควบคุมและกำกับการลงคะแนนของสมาชิก

6. การลงคะแนนแบบบล็อกโหวต: คะแนนของผู้สมัครในหลายรายมีรูปแบบสอดคล้องกันอย่างผิดธรรมชาติ

7. พฤติการณ์ผู้สมัครไม่เลือกตนเอง: พบผู้สมัครจำนวนมากไม่ลงคะแนนให้ตนเอง ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับการจัดตั้งและโพย

8. ผลการเลือกสอดคล้องกับเป้าหมาย: รายชื่อผู้ได้รับเลือกตรงกับบัญชีเป้าหมายที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำ

9. ความเชื่อมโยงหลังได้รับเลือก: สว.ที่ได้รับเลือกบางส่วนยังคงมีพฤติกรรมผูกพัน หรือ อยู่ภายใต้อิทธิพลของเครือข่ายเดิม

10. เส้นทางการเงินถึงผู้มีอำนาจ: ปรากฏหลักฐานเส้นทางการเงินเชื่อมโยงไปถึงนักการเมืองและผู้มีอำนาจเบื้องหลัง

                               8 ฉากทัศน์คดีฮั้ว สว. สุ่มเสี่ยงสะเทือนรัฐบาล

8 ฉากทัศน์หากคดีสว.ถึงศาลฎีกา 

นายดิเรกฤทธิ์ ระบุว่า ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง หน้าที่ของ กกต. คือ การรวบรวมข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา และเมื่อพบเหตุอันควรเชื่อว่า “การเลือกไม่สุจริต” ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้ไต่สวนและมีคำวินิจฉัย 

หากมองในแง่ร้ายที่สุด การที่ กกต.ส่งสำนวนคดีฮั้ว สว. ให้ศาล ไม่ได้ทำให้ สว. หรือ รัฐบาลพ้นตำแหน่งทันที แต่หากศาลรับคดีและพยานหลักฐานพาดพิงบุคคลจำนวนมาก เหตุการณ์อาจลุกลามเป็นวิกฤตทางการเมืองได้ตามลำดับดังนี้

1.สว.จำนวนมากถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่: หากศาลเห็นว่า พยานหลักฐานเบื้องต้นมีน้ำหนัก ศาลอาจมีคำสั่งให้ สว. ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ระหว่างรอคำพิพากษา ทำให้จำนวน สว. ที่ปฏิบัติหน้าที่ได้ลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อความชอบธรรมในการใช้อำนาจ

2.วุฒิสภาเข้าสู่สภาวะพิการทางการเมือง: แม้จะคงองค์ประชุมตามจำนวนสมาชิกเท่าที่เหลืออยู่ แต่กระบวนการสำคัญจะติดขัดทันที ทั้งการเห็นชอบบุคคลในองค์กรอิสระ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การพิจารณากฎหมาย และการเลือกประธาน/รองประธานวุฒิสภาใหม่

3. ศาลสั่งพ้นตำแหน่งและเพิกถอนสิทธิหากพิสูจน์ได้ว่าทุจริต: ศาลอาจสั่งให้พ้นจากตำแหน่ง เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง พร้อมส่งคดีอาญาฟ้องร้องผู้จัดตั้ง ผู้จ้าง และผู้รับเงิน ซึ่งศาลอาจวินิจฉัยเป็นรายบุคคลโดยไม่จำเป็นต้องยกเลิกการเลือกทั้งประเทศ

4. วิกฤตบัญชีสำรอง: การเลื่อนผู้สมัครในบัญชีสำรองขึ้นมาแทน อาจไม่สามารถแก้ปัญหาได้ หากศาลพบว่า บัญชีสำรองอยู่ในเครือข่ายการจัดทำโพยเช่นเดียวกัน ซึ่งอาจนำไปสู่ข้อเรียกร้องให้จัดกระบวนการเลือกใหม่ยกระบบ

5. มติเดิมของวุฒิสภาถูกตั้งคำถาม: สังคมจะโต้แย้งความชอบธรรมของมติที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการเลือกประธานสภา การตั้งกรรมาธิการ หรือการรับรองบุคคลในองค์กรอิสระ แม้หลักกฎหมายจะคุ้มครองกิจการที่ทำไปแล้ว แต่มติบางประการอาจถูกฟ้องร้องเพิ่มเติม

6. คดีอาญาย้อนศรถึงพรรคการเมือง-รัฐบาล: หากพยานหลักฐานและเส้นทางการเงินเชื่อมโยงถึงกรรมการบริหารพรรคการเมือง อาจนำไปสู่คดีอาญา คดีฟอกเงิน คดีอั้งยี่ซ่องโจร และการยื่นยุบพรรคการเมือง รวมถึงอาจกดดันให้เกิดการปรับ ครม. หรือยุบสภา

7. กกต. ถูกตรวจสอบการใช้อำนาจย้อนหลัง: หากปรากฏว่า กกต. เคยรับรู้พยานหลักฐานการทุจริตก่อนการประกาศผล แต่ยังฝืนประกาศรับรอง อาจถูกร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เพื่อดำเนินคดีอาญาฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม มาตรา 157

8. วิกฤตความชอบธรรมขององค์กรอำนาจรัฐ: สังคมจะเกิดวิกฤตความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง ทั้งต่อตัวแทน สว. ความเป็นกลางขององค์กรอิสระ ตลอดจนความชอบธรรมของรัฐบาลที่อาจได้รับประโยชน์จากระบบการเลือกดังกล่าว

ม.157 กับบทเรียน กกต.ปี 49

ประเด็นข้อกฎหมายที่น่าจับตาที่สุดคือ หากปรากฏหลักฐานชัดเจนว่า มีผู้สมัคร สว. ขาดคุณสมบัติ หรือ มีลักษณะต้องห้ามก่อนวันประกาศผล โดยที่ กกต.ได้รับทราบข้อเท็จจริง มีเอกสารหลักฐานในสำนวน และมีหน้าที่ตรวจสอบ แต่กลับจงใจไม่ตรวจสอบ ปกปิด หรือ ฝืนประกาศรับรองผล 

กรณีเช่นนี้สามารถนำมาตั้งเป็นข้อกล่าวหา ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้ทันที โดยไม่ต้องรอพิสูจน์ว่าคดีฮั้วเป็นขบวนการระดับประเทศหรือไม่ 
บทเรียนสำคัญจากประวัติศาสตร์คดี อดีต กกต. ชุดที่ 2 (ชุด พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ) ในการจัดการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ได้ชี้ให้เห็นบรรทัดฐานทางกฎหมายที่ชัดเจน:

1.คดีจัดการเลือกตั้งไม่สุจริต (เลือกตั้งซ่อม): ศาลอาญาเคยพิพากษาเมื่อปี 2549 ให้จำคุก กกต. 3 ราย เป็นเวลา 4 ปี ไม่รอลงอาญา จากกรณีเปิดรับสมัครเลือกตั้งซ่อมเอื้อประโยชน์แก่พรรคการเมือง แม้ต่อมาในปี 2556 ศาลฎีกาจะมีคำพิพากษายกฟ้อง ด้วยเหตุผลทางเทคนิคข้อกฎหมายก็ตาม

2.คดีละเว้นหน้าที่กรณีพรรคใหญ่จ้างพรรคเล็ก (คดีถึงที่สุด): เมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2559 ศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำคุก พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ และ นายปริญญา นาคฉัตรีย์ คนละ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา และเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี ในความผิดตาม มาตรา 157 จากพฤติการณ์วินิจฉัยและสอบสวนคดีพรรคใหญ่จ้างพรรคเล็กลงสมัครอย่างล่าช้า และสั่งสอบเพิ่มเติมในลักษณะเอื้อประโยชน์ให้คดีไม่ถูกดำเนินคดีอย่างทันท่วงที

การที่ กกต. เดินหน้าสรุปสำนวนคดี "ฮั้ว สว." เพื่อส่งต่อให้ศาลฎีกาวินิจฉัยภายในเดือนสิงหาคม ถึง กันยายนนี้ จึงไม่ใช่การสร้างวิกฤตทางการเมือง หากแต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย เพื่อยุติข้อสงสัยของสังคมด้วยกระบวนการยุติธรรม   

ขณะเดียวกันก็เป็นบทพิสูจน์ครั้งสำคัญของ กกต. ในการใช้อำนาจอย่างสุจริตและเที่ยงธรรม เพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ความรับผิดทางอาญาตาม มาตรา 157 ต้องหมุนเวียนกลับมาซ้ำรอยอีกครั้ง...

รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4224