
ลอกคราบ “เครือข่ายฮั้ว สว.” เขย่าการเมืองไทย
ลอกคราบ “เครือข่ายฮั้ว สว.” เขย่าการเมืองไทย : รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4218
KEY
POINTS
- ฝ่ายค้านจัดเวทีเสวนาเปิดโปงหลักฐานเครือข่ายฮั้วเลือกตั้ง สว. โดยมีพยานบุคคล 4 รายจาก 4 จังหวัด นำส่งข้อมูลให้ดีเอสไอและ กกต. แล้ว
- พฤติการณ์ของเครือข่ายมีการวางแผนเป็นระบบ ทั้งการจัดหาที่พัก, แจกโพยสำเร็จรูปให้เลือกไขว้, เสนอผลประโยชน์เป็นเงินและตำแหน่ง และพยายามปิดปากพยาน
- มีการชี้เบาะแสว่า ขบวนการเชื่อมโยงกับบุคคลในรัฐบาล พร้อมเตือน กกต. ว่าอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หากการสอบสวนล่าช้าและผลตัดสินขัดแย้งกับหลักฐาน
ผ่านพ้นมาเป็นเวลา 2 ปีเต็ม สำหรับระบบการเลือกกันเองของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) 2567 ภายใต้รัฐธรรมนูญ ฉบับปี 2560 ทว่ากลิ่นอายความไม่ชอบมาพากลและข้อครหาเรื่อง “ขบวนการฮั้ว สว.” กลับยิ่งทวีความรุนแรง และปรากฏพยานหลักฐานที่ชัดเจนขึ้นเป็นลำดับ
ล่าสุด เวทีเสวนา “ครบรอบ 2 ปี เลือก สว. เจาะหลักฐานคดีฮั้ว สว.” ที่จัดขึ้นโดยคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ณ อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา ได้กลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ที่สั่นคลอนเสถียรภาพของกลไกตรวจสอบ และ อาจลุกลามไปเขย่าเก้าอี้บุคคลสำคัญในซีกรัฐบาลปัจจุบัน
4 แผนประทุษกรรมฮั้ว สว.
ไฮไลท์สำคัญของเวทีครั้งนี้ คือ การเปิดตัวพยานบุคคลสำคัญ 4 ราย จาก 4 จังหวัดที่เป็นจุดยุทธศาสตร์ ได้แก่ มหาสารคาม นครพนม หนองบัวลำภู และ นครศรีธรรมราช ซึ่งทั้งหมดเป็นผู้ที่อยู่ในกระบวนการและได้หอบหลักฐานทั้งพยานเอกสาร วัตถุ และ คำให้การส่งตรงถึงกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
พฤติการณ์ที่พยานทั้ง 4 รายฉายภาพร่วมกัน สะท้อนให้เห็นถึง “พิมพ์เขียว” ของกลโกงที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ และใช้เม็ดเงินมหาศาลในการขับเคลื่อน ตั้งแต่
1.การจัดเตรียมที่พักและการจองโรงแรม: มีการระดมคนไปพักผ่อนที่โรงแรมย่านปทุมธานี และ พระนครศรีอยุธยา มีการดูแลค่าเดินทาง ค่าอาหาร และ แจกเสื้อทีม โดยมีการอ้างอิงถึง สส. พรรคการเมืองหนึ่ง และญาติของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงหนึ่ง ว่าเป็นผู้ประสานงานและนัดแนะกระบวนการทั้งหมด
2.ระบบโพยสำเร็จรูป (สว.3): มีการแจกโพยหมายเลขผู้สมัครเพื่อให้เกิดการ "ไขว้เลือก" ระหว่างกลุ่มอาชีพอย่างแม่นยำ ซึ่งในวันเลือกจริง ผลคะแนนและลำดับตัวเลขออกมาตรงตามโพยทุกประการโดยไม่มีการสลับตำแหน่ง
3.ผลประโยชน์ต่างตอบแทนและการเบี้ยวสัญญา: พยานบางรายระบุว่า ถูกเสนอเงินสูงถึง 500,000 บาท หลังเสร็จสิ้นกระบวนการ แต่เมื่อถูกเบี้ยวเงินเนื่องจากไม่ได้ลงคะแนนตามโพย กลับมีการชดเชยด้วยการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง "ผู้ช่วย" ในปี 2567 รับเงินเดือน 15,000 บาท แต่ต้องโอนเงินคืนให้ภรรยาของผู้จัดตั้งจำนวน 10,000 บาทต่อเดือน
4.ขบวนการสกัดกั้นข้อมูล: พยานรายสุดท้ายจากนครศรีธรรมราช เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจว่า ก่อนหน้าที่จะเข้าให้ข้อมูลกับดีเอสไอ มีสายโทรศัพท์จากบุคคลในเครือข่ายสีน้ำเงินเสนอเงินจำนวน "หลักล้านบาท" เพื่อแลกกับการสั่งให้หยุดออกมาแฉขบวนการ
โดยพยานระบุชัดเจนว่า นี่คือคำสั่งจากเบื้องบนในลักษณะ "น้ำเงินสกัดส้ม" เพื่อหวังส่งคนเข้าไปควบคุมองค์กรอิสระ อาทิ กกต., ป.ป.ช. และ ศาลรัฐธรรมนูญ ในอนาคต
8 ข้อก.ม.สัญญาณเตือน กกต.
ในมุมมองทางกฎหมายและการออกแบบระบบ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต. ได้วิเคราะห์ให้เห็นถึงเส้นทางความผิดพลาดตั้งแต่การออกแบบระบบการเลือก สว. ของ กกต. พร้อมทั้งจำแนกความผิดตามพยานหลักฐานออกเป็น 8 กรณีสำคัญ ได้แก่
1.การจ้างสมัครหรือออกค่าสมัครเพื่อหวังผลโหวต
2.การจัดเลี้ยง จัดหาที่พัก และ ค่าเดินทาง (เข้าข่ายสัญญาว่าจะให้ แม้เพียงกาแฟแก้วเดียวก็ผิด)
3.การพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนคะแนน (ซึ่งศาลฎีกาเคยมีแนวบรรทัดฐานชี้แล้วว่าผิด)
4.การเสนอผลประโยชน์ในรูปแบบตำแหน่งหน้าที่การงาน (เช่น ผู้ช่วย สส. หรือ สว.)
5.การจัดตั้งคณะบุคคลเพื่อวางแผนจัดการคะแนนเสียง
6.การใช้โพยสำเร็จรูปที่มีการตระเตรียมมาก่อนล่วงหน้า
7.ตัวผู้สมัครที่ได้คะแนนตามโพย (หากพิสูจน์ได้ว่ามีส่วนร่วมในกระบวนการ)
8.สส. และพรรคการเมืองที่เข้าไปเกี่ยวพัน (หากพิสูจน์ได้ว่าเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตย อาจนำไปสู่การยุบพรรค)
เตือน“กกต.”เจอคดีอาญา
ขณะที่ ผศ.ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ส่งสัญญาณเตือนภัยโดยตรงไปยัง กกต. ชุดปัจจุบัน โดยระบุว่า คดีนี้เลยกำหนดเวลาที่กฎหมายกำหนดไว้แล้ว (เลขาธิการ กกต. ต้องส่งสำนวนภายใน 1 ปี และ กกต. ต้องสรุปใน 90 วัน) การที่ กกต. นิ่งเฉยและไม่เคยแจ้งเหตุความล่าช้าให้ผู้ร้องทราบ ถือเป็นการเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
ยิ่งไปกว่านั้น ผศ.ดร.ปริญญา ยังเปิดเผยจุดพิรุธในชั้นการสอบสวนว่า คณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ของ กกต. เคยสรุปว่า มีผู้เกี่ยวข้องในคดีนี้ถึง 229 คน แต่เมื่อเรื่องขึ้นไปสู่คณะกรรมการชุดที่ 36 กลับมีการพลิกสำนวนว่า "ไม่มีมูล" และขอให้ยกคำร้องทั้งหมด
“ดังนั้น จึงอยากเชิญชวนให้ประชาชนใช้อำนาจตามกฎหมาย พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร ไปขอสำนวนจากคณะคณะกรรมการชุดที่ 26 เพื่อให้ กกต.เปิดเผยข้อมูลการสืบสวน ทั้งนี้ เมื่อถึงวันที่ กกต.ลงมติ แล้วไม่ลงมติตามหลักฐานที่ปรากฏ เช่น ยกคำร้องทั้งหมด หรือส่งให้ศาลฎีกาเพียงจำนวนน้อยมากจนน่าตกใจ และขัดกับหลักฐานที่มี ก็จะเข้าองค์ประกอบว่าเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ผู้เสียหายก็จะมีสิทธิฟ้องคดีอาญา ตามมาตรา 69 ของ พ.ร.ป.ว่าด้วย กกต. ซึ่งมีความร้ายแรงกว่า มาตรา 157 ทันที” ผศ.ดร.ปริญญา ระบุ
ชี้เป้าเขย่าเก้าอี้รัฐบาล
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ย้ำว่า คดีฮั้ว สว. ครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของสถานะตัวบุคคลของ สว. เท่านั้น แต่มีเบาะแสสำคัญที่เชื่อมโยงไปถึง "บุคคลสำคัญในรัฐบาล"
สอดรับกับคำกล่าวของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ที่ชี้เป้าความผิดปกติเรื่องงบประมาณ โดยพบว่า กกต. ใช้งบสนับสนุนการเลือก สว. ปี 2567 สูงถึง 206 ล้านบาท แตกต่างอย่างมีนัยสำคัญกับการเลือก สส. ปี 2566
พร้อมเรียกร้องให้ กกต. เร่ง "เปิดหีบ" เพื่อตรวจสอบภาพถ่ายบัตรลงคะแนนกว่า 200 ล้านภาพ ซึ่งจะสามารถพิสูจน์ความจริงได้ภายใน 2 สัปดาห์
กกต.ย้ำทุกอย่างอยู่ในสำนวน
หลังเวทีฝ่ายค้านเพียงสองวัน สำนักงาน กกต. ออกเอกสารชี้แจงเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2569 สาระสำคัญคือ การยืนยันว่าพยานทั้ง 4 คน ได้แก่ นายดิเรก พรสีมา นายธารินทร์ พันธุมัย นายสนั่นชัย ช่วยอุดมธนิกิจ และ นายมนตรี เฉียบแหลม ได้เข้าให้ข้อมูลกับ กกต. ในฐานะพยานแล้ว
กกต. ระบุว่า ข้อมูลทั้งหมดจะถูกนำไปพิจารณาร่วมกับพยานหลักฐานอื่นในสำนวน โดยยึดหลักข้อเท็จจริง กฎหมาย และความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ก่อนประกาศผลการพิจารณาต่อสาธารณะเมื่อดำเนินการแล้วเสร็จ
ถ้อยแถลงดังกล่าวสะท้อนว่า กกต. รับรู้ และนำข้อมูลจากพยานเข้าสู่กระบวนการสอบสวนแล้ว แต่ยังไม่ได้แสดงท่าทีต่อข้อกล่าวหาในเนื้อหา หรือบ่งชี้ว่าผลสอบจะออกมาในทิศทางใด
คดีฮั้ว สว.เดิมพันอยู่ที่ความเชื่อมั่น
“คดี ฮั้ว สว.” จึงไม่ได้เป็นเพียงข้อพิพาททางการเมืองระหว่างฝ่ายค้าน กับ ฝ่ายที่ถูกกล่าวอ้าง แต่กลายเป็นบททดสอบสำคัญขององค์กรอิสระ โดยเฉพาะ กกต. ซึ่งถูกจับตาว่าจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรมด้านการเลือกตั้งได้มากน้อยเพียงใด
หากผลการพิจารณานำไปสู่การส่งเรื่องให้ศาล หรือมีการเพิกถอนสิทธิของผู้เกี่ยวข้อง ย่อมส่งผลต่อโครงสร้างของวุฒิสภา และดุลอำนาจทางการเมืองโดยตรง
แต่หาก กกต. มีมติยุติเรื่อง หรือ ยกคำร้อง โดยไม่สามารถอธิบายเหตุผลและพยานหลักฐานให้สังคมยอมรับได้ ก็อาจนำไปสู่คำถามรอบใหม่ต่อความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ และ กลายเป็นประเด็นทางการเมืองที่ยืดเยื้อต่อไป
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ข้อกล่าวหาต่าง ๆ ที่ถูกนำเสนอในเวทีเสวนา ยังคงอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบ และยังไม่มีคำวินิจฉัยถึงที่สุดจาก กกต. หรือ คำพิพากษาของศาล ดังนั้น บุคคลที่ถูกพาดพิงในคดียังคงได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่า เป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีคำวินิจฉัย หรือ คำพิพากษาถึงที่สุดตามกฎหมาย
รายงานพิเศษ โดย...ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4218







