
ศึกสกัด “ชัชชาติ” สู่ผู้ว่าฯ กทม.สมัย 2 โค้งสุดท้ายเดือด
ศึกสกัด “ชัชชาติ” สู่ผู้ว่าฯ กทม.สมัย 2 โค้งสุดท้ายเดือด : รายงานพิเศษโดย...ธวัชชัย อินทรประดิษฐ์ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4209
KEY
POINTS
- นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ เผชิญการตรวจสอบอย่างเข้มข้นในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ซึ่งถูกมองว่าเป็นความพยายามสกัดกั้นการดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2
- ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกมาโจมตี คือ การยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ และ การที่คณะกรรมาธิการของสภาฯ เตรียมสอบสวนโครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย
- นายชัชชาติ พร้อมให้มีการตรวจสอบ แต่ตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องต่างๆ ถูกหยิบยกขึ้นมาในช่วงใกล้เลือกตั้ง และพยายามชี้ว่า การถูกตรวจสอบเป็นเพราะมีผลงานในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา
เหลือเวลาอีกราว 2 สัปดาห์ก่อนถึงการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร วันอาทิตย์ที่ 28 มิถุนายน 2569 แต่บรรยากาศการแข่งขันกลับไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยนโยบายเพียงอย่างเดียว หากแต่กำลังเข้าสู่โหมด "ตรวจสอบเข้มข้น" ต่อ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. และผู้สมัครที่ยังถูกมองว่าเป็น “ตัวเต็ง” ของสนามเลือกตั้งครั้งนี้
ภายในเวลาไม่กี่วัน ปรากฏทั้งการยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณีแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของ กทม. รวมถึงแรงกดดันจากคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎร ที่เตรียมเรียกตรวจสอบโครงการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกายของ กทม.
ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้คำถามสำคัญเกิดขึ้นว่า นี่คือ การตรวจสอบตามปกติของระบบประชาธิปไตย หรือ เป็นปฏิบัติการทางการเมืองเพื่อ “สกัด” เส้นทางกลับเข้าสู่ศาลาว่าการ กทม. ของ “ชัชชาติ” อีกสมัย
ขุดปมแต่งตั้งโยกย้ายขรก.แฉชัชชาติ
ชนวนสำคัญเกิดจากการที่ นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ อดีต สส.กทม. พรรคเพื่อไทย พร้อมด้วย นายคริส โปตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ เข้ายื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ขอให้ตรวจสอบการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของ กทม. จำนวน 17 ราย รวมถึงผู้ตรวจราชการอีก 2 ราย
ข้อกล่าวหาอ้างอิงคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรม (ก.พ.ค.) กทม. ที่มีคำสั่งให้ยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งดังกล่าว โดยเห็นว่ากระบวนการไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ประเด็นไม่ได้หยุดอยู่เพียงการแต่งตั้งบุคคล แต่ขยายไปสู่ข้อกล่าวหาเรื่องการใช้งบประมาณย้อนหลัง และความพยายามรักษาสถานะของข้าราชการกลุ่มดังกล่าวผ่านการช่วยราชการ ซึ่งผู้ร้องมองว่าอาจสร้างความเสียหายต่อรัฐ
ที่สำคัญ ผู้ร้องยังเชื่อมโยงเรื่องดังกล่าวเข้ากับข้อกล่าวหาเรื่อง "เจตนาพิเศษ" เพื่อสร้างฐานอำนาจทางการเมืองรองรับการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในอนาคต
แม้ข้อกล่าวหาจะยังอยู่ในชั้นตรวจสอบ แต่การยื่นเรื่องต่อองค์กรอิสระในช่วงก่อนเลือกตั้ง ย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์ทางการเมืองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เกมตรวจสอบจากหลายทิศทาง
ในอีกด้านหนึ่ง น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาจัดทำและติดตามงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยว่า กมธ.เตรียมพิจารณาเรียกหน่วยงานของ กทม. เข้าชี้แจงกรณีการจัดซื้อเครื่องออกกำลังกาย
แม้จะยืนยันว่า การตรวจสอบดำเนินการมาต่อเนื่อง ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะการเลือกตั้ง แต่จังหวะเวลาที่ประเด็นกลับมาถูกพูดถึงอีกครั้ง ย่อมทำให้ถูกเชื่อมโยงกับการแข่งขันทางการเมืองได้ยากที่จะหลีกเลี่ยง
น่าสนใจว่า “พรรคประชาชน” ซึ่งส่งผู้สมัครลงชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ก็ยังคงเดินหน้าตรวจสอบฝ่ายบริหารเดิมอย่างต่อเนื่อง
สะท้อนให้เห็นว่า สนามเลือกตั้ง กทม. รอบนี้ไม่ได้เป็นเพียงการแข่งขันระหว่างตัวบุคคล แต่เป็นการวัดพลังระหว่างเครือข่ายทางการเมืองหลายขั้วที่ต้องการช่วงชิงฐานเสียงคนเมืองกรุง
"ชัชชาติ"พร้อมให้ตรวจสอบ
ท่ามกลางแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามา นายชัชชาติ เลือกตอบโต้ด้วยท่าทีที่ค่อนข้างระมัดระวัง ด้วยการประกาศพร้อมให้ตรวจสอบทุกเรื่อง หากมีหลักฐานและเป็นไปตามกระบวนการกฎหมาย พร้อมย้ำว่า ผู้ดำรงตำแหน่งสาธารณะย่อมต้องถูกตรวจสอบได้
อย่างไรก็ตาม นายชัชชาติ ได้ตั้งข้อสังเกตว่า ประเด็นเหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นมาในช่วงใกล้เลือกตั้ง พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ข้อเท็จจริงเป็นตัวตั้ง และไม่ใช้กระบวนการตรวจสอบเป็นเครื่องมือทางการเมืองประโยคที่น่าสนใจที่สุดคือ
"คนที่เคยทำงานมา 4 ปี ย่อมมีเรื่องให้ถูกตรวจสอบมากกว่าคนที่ยังไม่เคยทำงาน"
คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนยุทธศาสตร์การสื่อสารของ นายชัชชาติ ที่พยายามเปลี่ยนจาก "ผู้ถูกกล่าวหา" ให้กลับมาเป็น "ผู้มีผลงานให้ตรวจสอบ"
พร้อมส่งสัญญาณไปยังผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่า การถูกโจมตีจำนวนมาก อาจเป็นผลจากการเป็นผู้สมัครที่ยังคงได้รับความนิยมสูง
จากศึกนโยบายสู่ความน่าเชื่อถือ
เดิมทีหลายฝ่ายคาดว่า การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. รอบนี้จะเป็นการแข่งขันเชิงนโยบาย โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจเมือง ฝุ่น PM2.5 น้ำท่วม ขนส่งสาธารณะ และ คุณภาพชีวิต
แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย เกมกลับเปลี่ยนไปสู่การต่อสู้เรื่องความน่าเชื่อถือ ความโปร่งใส และ ธรรมาภิบาล
ฝ่ายตรงข้ามพยายามตั้งคำถามถึงการบริหารงานในอดีต ขณะที่ฝ่าย ชัชชาติ พยายามดึงการถกเถียงกลับมาที่ผลงานตลอด 4 ปีที่ผ่านมา
คำถามจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าใครกล่าวหาใคร แต่อยู่ที่ประชาชนจะเชื่อคำอธิบายของฝ่ายใดมากกว่า
เดิมพันใหญ่ของสนาม กทม.
ความน่าสนใจของสถานการณ์ในเวลานี้ คือ การตรวจสอบทุกเรื่องยังอยู่ในกระบวนการ และยังไม่มีคำวินิจฉัยสุดท้ายจากองค์กรที่เกี่ยวข้อง
แต่ในทางการเมือง ผลกระทบได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะทุกข้อกล่าวหา ทุกคำชี้แจง และทุกเวทีแถลงข่าว ล้วนกำลังกลายเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
สำหรับฝ่ายที่ต้องการ “โค่นแชมป์เก่า” นี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายในการลดความได้เปรียบของชัชชาติ
ขณะที่สำหรับ ชัชชาติ นี่อาจเป็นบททดสอบสำคัญที่สุดก่อนเข้าสู่วันเลือกตั้ง ว่าความนิยมที่สั่งสมมาตลอด 4 ปี จะสามารถต้านทานแรงเสียดทานทางการเมืองที่ถาโถมเข้ามาในช่วงโค้งสุดท้ายได้มากน้อยเพียงใด
สุดท้ายแล้ว คำตอบไม่ได้อยู่ที่ ป.ป.ช. ไม่ได้อยู่ที่ กมธ.งบประมาณ และไม่ได้อยู่ที่เวทีปราศรัย แต่อยู่ที่ “หีบเลือกตั้ง” ของคนกรุงเทพฯ ว่าจะให้น้ำหนักกับข้อกล่าวหา หรือให้เครดิตกับผลงานที่ผ่านมา มากกว่ากัน...
รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4209 ระหว่างวันที่ 14-17 มิ.ย. 2569







