
ศึกใหม่แก้รัฐธรรมนูญ เจาะลึก 3 โมเดล สสร. ด่านหินอยู่ที่ “สว.”
ศึกใหม่แก้รัฐธรรมนูญ เจาะลึก 3 โมเดล สสร. ด่านหินอยู่ที่ “สว.” : รายงานพิเศษ โดย...ธวัชชัย อินทรประดิษฐ์ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4204
KEY
POINTS
- พรรคการเมืองหลัก 3 พรรค ได้แก่ ประชาชน เพื่อไทย และภูมิใจไทย เสนอโมเดลการจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่มีรายละเอียดแตกต่างกัน ทั้งในด้านที่มาและอำนาจ
- แนวทางการตั้ง สสร. ของแต่ละพรรคสะท้อนจุดยืนที่ต่างกัน คือ พรรคประชาชนเน้นการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน, พรรคเพื่อไทยใช้แนวทางประนีประนอมผสมผสาน, และพรรคภูมิใจไทยเน้นให้อำนาจรัฐสภาและ สว. ในการคัดเลือก
- อุปสรรคสำคัญที่สุดในการแก้ไขรัฐธรรมนูญคือวุฒิสภา (สว.) เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญปัจจุบัน การแก้ไขจำเป็นต้องได้รับเสียงเห็นชอบจาก สว. อย่างน้อย 1 ใน 3 ทำให้ สว. เป็นตัวแปรชี้ขาด
การเมืองไทยกำลังเดินเข้าสู่ “ศึกแก้รัฐธรรมนูญ” รอบใหม่อย่างเป็นทางการ หลังจาก 3 พรรคการเมืองหลัก ทั้ง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคประชาชน (ปชน.) และ พรรคเพื่อไทย (พท.) ต่างทยอยเปิดร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของตนเอง ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน คือ การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
อย่างไรก็ตาม แม้ทุกพรรคจะใช้คำว่า “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” หรือ “สสร.” เหมือนกัน แต่เมื่อพิจารณาเชิงลึกกลับพบว่า แต่ละพรรคออกแบบโครงสร้าง สสร. แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งที่มาของผู้ร่าง อำนาจรัฐสภา บทบาทของ สว. ตลอดจนกลไกควบคุมเนื้อหา
สาระสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “จะมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่” แต่คือ “ใครจะเป็นผู้กำหนดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”
และนี่คือจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ทางอำนาจครั้งใหม่ในรัฐสภา
ปชน.ชูเลือกตั้งตรงสสร.-หั่นอำนาจ สว.
พรรคประชาชนถือเป็นพรรคแรกที่เปิดรายละเอียดชัดเจนที่สุด โดย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และประธานวิปฝ่ายค้าน ประกาศว่า พรรคจะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติมหมวด 15/1 ว่าด้วยกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เข้าสู่รัฐสภา
หัวใจสำคัญของร่างคือการยืนยัน 3 หลักการ ได้แก่ 1.ให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด 2.ป้องกันการผูกขาดโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง 3.ไม่เพิ่มอำนาจพิเศษให้วุฒิสภา
พรรคประชาชนยังประกาศชัดว่า คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 เป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการให้ประชาชนเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญโดยตรง จึงออกแบบร่างแก้ไขไว้ 2 โมเดล เพื่อรับมือข้อจำกัดดังกล่าว และหวังให้มีอย่างน้อย 1 ร่างที่ผ่านการบรรจุเข้าสู่วาระพิจารณา
โมเดลแรกเลือก สสร.150 คน
ร่างแรกกำหนดให้มี สสร. 150 คน มาจากการเลือกตั้งโดยตรงทั้งหมด ก่อนส่งให้รัฐสภารับรอง “ทั้งชุด”
โดยรัฐสภาจะไม่มีสิทธิเลือกเป็นรายบุคคล หากรับรองครบทั้งชุด สสร.จะเริ่มทำงานได้ทันที แต่หากไม่รับรอง ต้องกลับไปเลือกตั้งใหม่ทั้งหมด
แนวคิดนี้สะท้อนความพยายามลดอำนาจต่อรองของรัฐสภา โดยเฉพาะวุฒิสภา(สว.) และคงอำนาจตัดสินใจไว้กับประชาชนมากที่สุด
โมเดล 2 เลือก 300 สภาคัดเหลือ 150
อีกโมเดลหนึ่ง พรรคประชาชนยอม “ประนีประนอม” มากขึ้น โดยให้ประชาชนเลือก สสร. 300 คน ก่อนส่งให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 150 คน
อย่างไรก็ตาม พรรคยืนยันว่าจะออกแบบกลไกคัดเลือกให้ป้องกันการครอบงำทางการเมือง และรักษาความเป็นอิสระของ สสร.
ทั้ง 2 โมเดล ยังเปิดทางให้ สสร. ตั้งคณะกรรมาธิการยกร่าง รวมถึงดึง “คนนอก” หรือผู้เชี่ยวชาญเข้ามาร่วมทำงานได้ พร้อมกำหนดกรอบเวลายกร่างไม่เกิน 360 วัน
จุดที่สำคัญที่สุด คือ พรรคประชาชนยืนยันไม่ให้ สว. มี “สิทธิพิเศษ” ในการกำหนดทิศทางรัฐธรรมนูญใหม่
“เพื่อไทย”เลือกทางสายกลาง
ขณะที่พรรคเพื่อไทย เลือกแนวทางที่ถูกมองว่า “ประนีประนอม” มากกว่า โดยพยายามออกแบบโมเดลที่ไม่ปะทะตรงกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ระบุว่า พรรคได้ยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เสร็จเรียบร้อย และเตรียมยื่นต้นเดือนมิถุนายนนี้
แกนกลางของโมเดลพรรคเพื่อไทย คือ การให้ประชาชนเลือกบุคคลเบื้องต้นจากแต่ละจังหวัด รวม 300 คน ก่อนให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 100 คน เป็น สสร.
นอกจากนี้ ยังเพิ่ม “โควตาภาคส่วน” อีก 52 คน จากองค์กรวิชาชีพ องค์กรธุรกิจ สมาคม มูลนิธิ ภาคการเมือง สื่อมวลชน ไปจนถึงสภานักศึกษารวมทั้งหมดเป็น สสร. 152 คน
โมเดลนี้สะท้อนแนวคิด “รัฐธรรมนูญแบบฉันทามติ” ที่พยายามดึงทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมออกแบบกติกาใหม่ เพื่อเพิ่มความยอมรับทางการเมือง
พร้อมกันนี้ พรรคเพื่อไทยยังใส่หลักการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล การปราบทุจริต และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นไว้ในกรอบของ สสร.
อย่างไรก็ตาม จุดที่น่าสนใจคือ เพื่อไทยยังให้อำนาจรัฐสภาอนุมัติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และหากให้ สสร.กลับไปแก้ไขเพิ่มเติม ต้องได้รับเสียงเห็นชอบไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของรัฐสภา
นักวิเคราะห์บางส่วนมองว่า นี่คือ “กลไกประกันความมั่นคงทางการเมือง” เพื่อให้ร่างใหม่ไม่เผชิญแรงต้านจนเดินต่อไม่ได้
ภท.เพิ่มอำนาจสว.-คุมเกม
หากพรรคประชาชนคือโมเดล “ประชาชนกำหนด” และเพื่อไทยคือโมเดล “ประนีประนอม” โมเดลของพรรคภูมิใจไทย ถูกมองว่าเป็น “รัฐสภากำกับ”
ร่างที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยื่นเมื่อ 20 พฤษภาคม 2569 กำหนดให้มี สสร. 100 คน แบ่งเป็น ตัวแทนจังหวัด 77 คน ผู้เชี่ยวชาญ 23 คน
แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ “กระบวนการคัดเลือก” เพราะร่างดังกล่าวกำหนดให้รัฐสภาเป็นผู้เลือกผู้สมัคร สสร. และ สสร.สำรอง โดยใช้อัตราส่วน สส.-สว. เป็นฐานคำนวณ
ยิ่งไปกว่านั้น ยังเพิ่มเงื่อนไขให้การเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องได้รับเสียง สว.ไม่น้อยกว่า 1 ใน 4 หรือ 50 คน
ตรงนี้เองที่ฝ่ายค้านโจมตีอย่างหนักว่า เป็นการ “ล็อกอำนาจ สว.” ไว้ในกระบวนการยกร่าง
นอกจากนี้ ยังมีข้อวิจารณ์ต่อบทบาทของประธานรัฐสภา ซึ่งจะเป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือก สสร. จนถูกตั้งคำถามเรื่องความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง
อย่างไรก็ตาม พรรคภูมิใจไทยยืนยันว่า การใช้สัดส่วน สส.-สว. เป็นวิธีที่สะท้อนความเป็นธรรม เพราะทุกพรรคการเมืองที่ผ่านการเลือกตั้งจะมีส่วนเลือก สสร.ตามจำนวน สส.ที่มี
ด่านหินจริงอยู่ที่ “สว.”
แม้ทุกพรรคจะเร่งเดินหน้ากระบวนการแก้รัฐธรรมนูญ แต่ความจริงทางการเมืองคือ “ด่านสำคัญที่สุด” ยังอยู่ที่วุฒิสภา
เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 กำหนดให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องได้รับเสียงเห็นชอบจาก สว. อย่างน้อย 1 ใน 3 ( 67 จาก 200 คน)
นั่นหมายความว่า ต่อให้ สส.ฝ่ายรัฐบาล และ ฝ่ายค้าน จับมือกันได้ ก็ยังต้องอาศัยเสียง สว.จำนวนมากอยู่ดี
นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. จึงย้อนถามพรรคประชาชนว่า หากต้องการผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จ เหตุใดจึงเลือกโจมตี สว.อย่างต่อเนื่อง
พร้อมย้ำว่า การแก้รัฐธรรมนูญต้องไม่แตะหมวด 1 บททั่วไป หมวด 2 พระมหากษัตริย์ และบทบัญญัติเกี่ยวกับพระราชอำนาจ
ท่าทีดังกล่าวสะท้อนว่า แม้กระแส “รัฐธรรมนูญใหม่” จะมีแรงสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก แต่ในทางปฏิบัติ เกมต่อรองกับ สว. ยังเป็นตัวแปรชี้ขาด
ไทม์ไลน์ลากยาวถึงปี 72
อีกประเด็นที่น่าจับตา คือ “ระยะเวลา” ของการแก้ไขรัฐธรรมนุญ ล่าสุดนายนิกร จำนง ผู้ร่วมยกร่างของพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยไทม์ไลน์ว่า หากรัฐสภารับหลักการช่วงมิถุนายน 2569 และผ่านวาระ 2-3 ในเดือนตุลาคม 2569 จะต้องทำประชามติครั้งที่ 2 ช่วงต้นปี 2570
จากนั้นเข้าสู่กระบวนการสรรหา สสร. ระหว่างปี 2570-2571 ก่อนยกร่างเสร็จในเดือนกันยายน 2571 และทำประชามติครั้งที่ 3 ในต้นปี 2572
หากผ่านทุกด่าน ประเทศไทยอาจมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ใช้จริงช่วงเมษายน-พฤษภาคม 2572 นั่นหมายความว่า กระบวนการทั้งหมดอาจใช้เวลาอีกเกือบ 3 ปีเต็ม
ศึกล็อกโครงสร้างอำนาจ
ในทางการเมือง การแก้รัฐธรรมนูญรอบนี้ จึงไม่ใช่เพียงการเขียนกติกาใหม่ แต่คือ การแข่งขันกันออกแบบ “โครงสร้างอำนาจทางการเมือง” ในอนาคต
“พรรคประชาชน”พยายามผลักอำนาจกลับไปที่ประชาชน
“เพื่อไทย”พยายามสร้างสมดุลและฉันทามติ
ส่วน “ภูมิใจไทย” พยายามรักษาบทบาทรัฐสภาและวุฒิสภาไว้ในกระบวนการ
ท้ายที่สุดแล้ว ในระบบรัฐสภาไทยยุคปัจจุบัน การมี “ฉันทามติร่วมกันของกลุ่มผู้กุมอำนาจ” อาจเป็นด่านจริงที่มีผลต่อความสำเร็จของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยิ่งกว่า “ฉันทามติของประชาชน” เสียด้วยซ้ำ!
รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4204







