thansettakij
thansettakij
แก้รัฐธรรมนูญใต้เงา“ค่ายน้ำเงิน”ปักหมุดผูกขาด-รวบอำนาจ?

แก้รัฐธรรมนูญใต้เงา“ค่ายน้ำเงิน”ปักหมุดผูกขาด-รวบอำนาจ?

24 พ.ค. 69 | 05:28 น.
อัปเดตล่าสุด :24 พ.ค. 69 | 05:51 น.

แก้รัฐธรรมนูญใต้เงา“ค่ายน้ำเงิน”ปักหมุดผูกขาด-รวบอำนาจ? : รายงานพิเศษ โดย...ธวัชชัย อินทรประดิษฐ์ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4203 หน้า 8 - แก้รัฐธรรมนูญ

KEY

POINTS

  • พรรคภูมิใจไทยเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อจัดตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) แต่ถูกวิจารณ์ว่าเป็นการออกแบบกลไกเพื่อผูกขาดและรวบอำนาจทางการเมือง
  • ประเด็นขัดแย้งสำคัญอยู่ที่วิธีการได้มาซึ่ง สสร. ที่ให้อำนาจรัฐสภา (สส. และ สว.) เป็นผู้คัดเลือกตามสัดส่วน ซึ่งอาจทำให้พรรคเสียงข้างมากสามารถควบคุมองค์ประกอบของ สสร. ได้
  • ฝ่ายค้านชี้ว่า ร่างกฎหมายนี้ขาดการมีส่วนร่วมจากประชาชน และการให้อำนาจประธานรัฐสภาซึ่งมาจากเครือข่ายพรรคภูมิใจไทย เป็นผู้กำหนดหลักเกณฑ์การคัดเลือกยิ่งตอกย้ำข้อกล่าวหาเรื่องการสร้างความได้เปรียบ

การขยับหมากเปิดเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญของ “พรรคภูมิใจไทย” กำลังถูกตีความว่า คือ การเปิดยุทธศาสตร์จัดวางอำนาจทางการเมืองครั้งใหม่ ภายใต้โครงสร้างที่อาจส่งผลยาวไกลต่ออำนาจในอนาคต

โดยเฉพาะเมื่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 และเพิ่มหมวดว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นผู้นำยื่น ถูกฝ่ายค้านและนักวิชาการบางส่วนตั้งคำถามตรงกันว่า แม้ภายนอกจะอ้าง “เจตจำนงประชาชน” แต่ภายในกลับออกแบบกลไกที่เอื้อให้ “เครือข่ายสีน้ำเงิน” ครอบครองอำนาจในกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่อย่างเป็นระบบ 

สาระสำคัญของร่างพรรคภูมิใจไทย คือ การกำหนดให้ มี “สภาร่างรัฐธรรมนูญ” หรือ สสร. 100 คน แบ่งเป็น 77 คน จากตัวแทนจังหวัดละ 1 คน 

อีก 23 คนมาจากสัดส่วนของผู้เชี่ยวชาญ ด้านกฎหมายมหาชน 7 คน  ด้านรัฐศาสตร์ 8 คน และผู้มีประสบการณ์ด้านการเมือง บริหารราชการแผ่นดิน หรือการร่างรัฐธรรมนูญ ตามหลักเกณฑ์ที่ประธานรัฐสภา กำหนด 8 คน
แต่จุดที่กลายเป็นข้อถกเถียง ไม่ใช่เพียงโครงสร้างของ สสร. หากอยู่ที่ “วิธีได้มา” และ “ผู้ถืออำนาจคัดเลือก”

แก้รธน.สลายแรงกดดัน

ปฏิเสธไม่ได้ว่า จังหวะการเดินเกมของภูมิใจไทย เกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางการเมือง หลังรัฐบาลถูกโจมตีอย่างหนักว่า ไม่มีความจริงใจในการเดินหน้ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ภายหลังร่างแก้ไขมาตรา 256 ที่ค้างจากรัฐสภาชุดก่อน ถูกปล่อยให้หยุดนิ่ง

ยิ่งเมื่อผลประชามติเดิมมีประชาชนกว่า 21.6 ล้านเสียง เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ กระแสสังคมจึงเริ่มตั้งคำถามว่า พรรคฝ่ายค้านในอดีตที่เคยชูธง “แก้รัฐธรรมนูญ” เมื่อเข้าสู่อำนาจแล้ว กำลังถอยห่างจากคำมั่นเดิมหรือไม่

การที่ภูมิใจไทยเลือก “ยื่นก่อน” จึงไม่ต่างจากการชิงพื้นที่นำทางการเมือง และลดแรงเสียดทานต่อข้อกล่าวหาเรื่อง “ไม่จริงใจ”

“มีคนกล่าวหาว่า เราไม่ฟังเสียงประชาชน ไม่จริงใจแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย วันนี้พรรคภูมิใจไทยได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าไม่เป็นไปตามข้อกล่าวหา การยื่นร่างเป็นพรรคแรก คือสิ่งพิสูจน์” คำตอบของอนุทิน เมื่อถูกถามถึงความจริงจังในการแก้รัฐธรรมนูญให้สำเร็จ

แต่ในอีกด้าน พรรคฝ่ายค้านกลับมองว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้น อาจไม่ใช่เพียงการแก้รัฐธรรมนูญ หากคือ “การออกแบบกติกาใหม่” ที่เอื้อให้พรรคการเมืองซึ่งครองอำนาจอยู่แล้ว ได้เปรียบต่อไปในอนาคต

สสร.กับข้อครหาเรื่องฮั้ว

หัวใจสำคัญของข้อวิจารณ์ คือ แม้ร่างของภูมิใจไทยจะกำหนดให้ สสร.มาจากตัวแทนจังหวัด และดูเหมือนยึดโยงกับประชาชน แต่ไม่ได้ปิดช่องให้นักการเมืองส่งเครือข่ายของตัวเองลงสมัคร

นั่นทำให้เกิดข้อกังวลว่า กระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำ อาจกลายเป็นการแข่งขันของ “กลุ่มการเมือง” มากกว่าการเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนอย่างแท้จริง

ยิ่งไปกว่านั้น ขั้นตอนคัดเลือกผู้สมัคร สสร. และ สสร.สำรอง ยังให้อำนาจรัฐสภาเป็นผู้เลือก โดยอิง “สัดส่วน สส. และ สว.” 

สูตรดังกล่าว แม้ถูกอธิบายว่าเป็นหลักการประชาธิปไตย เพราะพรรคใดได้ สส.มาก ย่อมควรมีสิทธิเลือกมาก แต่ในทางการเมืองกลับถูกตีความว่า เป็นการเปิดทางให้พรรคที่ครองเสียงข้างมาก สามารถกำหนดองค์ประกอบของ สสร. ได้เหนือกว่าพรรคอื่น

ในสถานการณ์ที่ภูมิใจไทยถูกมองว่า มีอิทธิพลทั้งในสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และ เครือข่ายอำนาจทางการเมืองบางส่วน จึงเกิดคำถามว่า สูตรนี้กำลังสร้าง “สสร.สีน้ำเงิน” หรือไม่

                                              แก้รัฐธรรมนูญใต้เงา“ค่ายน้ำเงิน”ปักหมุดผูกขาด-รวบอำนาจ?

อำนาจที่ซุกกับปธ.รัฐสภา

อีกจุดที่ฝ่ายค้านใช้โจมตีหนัก คือ การกำหนดให้ “ประธานรัฐสภา” เป็นผู้วางหลักเกณฑ์และวิธีคัดเลือก สสร.

เมื่อประธานรัฐสภาปัจจุบัน คือ “โสภณ ซารัมย์” ซึ่งอยู่ในเครือข่ายภูมิใจไทย ยิ่งทำให้ฝ่ายวิจารณ์มองว่า กลไกดังกล่าวอาจกลายเป็นเครื่องมือสร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้าง 

“การกำหนดให้ใช้สัดส่วนของ สส. และ สว. เลือก สสร. เพื่อความยุติธรรมกับพรรคการเมืองที่มี สส. ซึ่งผ่านการเลือกตั้งมาจากประชาชน พรรคไหนได้ สส.มาก ย่อมได้สัดส่วนเลือก สสร. มากตาม และรับประกันว่า ฝ่ายค้านจะได้เลือกบุคคลเข้าไปทำหน้าที่ สสร.” นิกร จำนง สส.พรรคภูมิใจไทย ระบุ

แต่ประเด็นนี้ “ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ” ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาระบุชัดว่า ร่างของภูมิใจไทย “ขัดหลักการ” สำคัญทั้ง 3 ข้อ ได้แก่

1.ไม่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทั้งต้นน้ำกลางน้ำและปลายน้ำ 

2.ต้องไม่มีกระบวนการสร้างการผูกขาดอยู่กับพรรคการเมืองใด พรรคการเมืองหนึ่ง 

3.ไม่เพิ่มอำนาจให้สมาชิกวุฒิสภา(สว.) 

ณัฐพงษ์ตั้งคำถามตรงไปยังโครงสร้างการคัดเลือก สสร. ที่แยกสัดส่วน สส. และ สว. ว่า “ตอนนี้มีกลุ่มการเมืองใดกำลังครอบครองเสียงข้างมากใน สว.อยู่หรือไม่ ถ้าเป็นเช่นนั้น 2 ใน 7 ก็จะเป็นคนของกลุ่มการเมืองใดการเมืองหนึ่ง บวกกับเสียงของกลุ่มนั้นในสภาล่าง จาก 500 คน ซึ่งบวกเลขออกมาก็เกินครึ่ง จึงเท่ากับว่านี่เป็นการผูกขาดหรือไม่" 

หัวหน้าพรรคประชาชน ยังเตือนว่า “สถานการณ์ปัจจุบันทุกคนแสดงความเป็นห่วงว่า พรรคภูมิใจไทยเป็นพรรคที่มีอำนาจอยู่ในสถาบันการเมืองที่แผ่อิทธิพลครอบคลุม ทั้ง สส. สว. และองค์กรอิสระ... ร่างที่ส่อให้เห็นว่าผูกขาดไม่ยึดโยงกับประชาชน สุดท้ายประชาชนจะเป็นคนตัดสินและคว่ำร่างได้ในอนาคตตอนทำประชามติ” 

เพิ่มอำนาจสว.ทางอ้อม

ด้าน “พริษฐ์ วัชรสินธุ” รองหัวหน้าพรรคประชาชน มองว่า ร่างของภูมิใจไทย ไม่เพียงไม่เปิดให้ประชาชนเลือกผู้ยกร่างโดยตรง แต่ยังเพิ่มอำนาจให้ สว. ทางอ้อม ผ่านเงื่อนไขที่กำหนดให้ร่างแก้รัฐธรรมนูญต้องได้รับเสียงเห็นชอบจาก สว. 1 ใน 4 หรือ 50 คน

พริษฐ์มองว่า กลไกนี้อาจเปิดช่องให้กลุ่มการเมืองที่มีอิทธิพลในวุฒิสภา สามารถ “ชี้ขาด” ทิศทางของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้

ขณะเดียวกัน พรรคประชาชนพยายามวางภาพเปรียบเทียบว่า ร่างของตนจะยึดหลัก “ไม่ผูกขาด” และเปิดให้ประชาชนเลือก สสร.โดยตรง เพื่อสร้างความชอบธรรมมากกว่า

สมรภูมิใหม่การเมืองไทย

แม้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของภูมิใจไทย จะยังต้องผ่านอีกหลายด่าน ทั้งวาระแรก ชั้นกรรมาธิการ และประชามติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นชัดเจนแล้ว คือ “รัฐธรรมนูญ” กำลังกลายเป็นสมรภูมิอำนาจครั้งใหม่

สำหรับภูมิใจไทย การผลักดันร่างนี้ คือ การพลิกเกมจากฝ่ายถูกตั้งคำถาม ให้กลับมาเป็น “ผู้นำวาระการเมือง” แต่สำหรับฝ่ายค้าน นี่คือความพยายามสร้าง “โครงสร้างอำนาจถาวร” ผ่านกติกาสูงสุดของประเทศ 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ประเทศไทยจะมีรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่” แต่คือ “ใคร” จะเป็นผู้กำหนดรัฐธรรมนูญ และรัฐธรรมนูญใหม่จะเป็นของประชาชนจริง หรือเป็นเพียงการเปลี่ยนผ่านสู่อำนาจภายใต้เงาใหม่ของการเมือง “สีน้ำเงิน” เท่านั้นเอง

รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4203