
พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เดิมพันใหญ่ “รัฐบาลอนุทิน 2”
พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เดิมพันใหญ่ “รัฐบาลอนุทิน 2” : รายงานพิเศษ โดย...ธวัชชัย อินทรประดิษฐ์ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4201
KEY
POINTS
- รัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อรับมือวิกฤตพลังงาน แต่ถูกฝ่ายค้านยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
- ฝ่ายค้านชี้ว่า การกู้เงินดังกล่าวมีลักษณะเป็นโครงการระยะยาว ไม่ใช่ "เหตุฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วน" และ เป็นการหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากรัฐสภา
- รัฐบาลยืนยันว่า มีความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และต้องดำเนินการทั้งมาตรการเยียวยาและการเปลี่ยนผ่านพลังงานควบคู่กัน
- คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นเดิมพันครั้งสำคัญต่อเสถียรภาพของรัฐบาล และจะสร้างบรรทัดฐานใหม่ในการใช้อำนาจทางการคลังของฝ่ายบริหาร
การออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท ของรัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล หรือที่เรียกว่า “รัฐบาลอนุทิน 2” เพื่อรับมือวิกฤติพลังงานและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองและกฎหมายที่อาจสร้าง “บรรทัดฐานใหม่” ให้กับระบบการคลังและดุลอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติของไทย
หลังฝ่ายค้านยื่นคำร้องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่ ล่าสุด 13 พ.ค. 2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญแล้ว พร้อมชะลอการบรรจุวาระเข้าสภาฯ จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย
สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้ “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” ไม่ใช่เพียงมาตรการทางเศรษฐกิจอีกต่อไป แต่กำลังถูกจับตาในฐานะ “บททดสอบสำคัญ” ของการใช้อำนาจฝ่ายบริหารภายใต้รัฐธรรมนูญ
ม.172 กับนิยามคำว่าฉุกเฉิน
หัวใจสำคัญของข้อถกเถียงอยู่ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ซึ่งเปิดช่องให้รัฐบาลออก พ.ร.ก.ได้ เฉพาะในกรณี “ฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” เพื่อรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความปลอดภัยสาธารณะ หรือ ป้องกันภัยพิบัติ
ฝ่ายค้านนำโดยพรรคประชาชน เห็นว่า แม้รัฐบาลจะอ้างผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง และความผันผวนของราคาพลังงานโลก แต่ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าประเทศกำลังเผชิญ “วิกฤติร้ายแรง” ถึงขั้นต้องใช้อำนาจพิเศษข้ามกระบวนการนิติบัญญัติ
โดยเฉพาะโครงการในกลุ่ม “เปลี่ยนผ่านพลังงาน” เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV) สถานีชาร์จ คาร์บอนเครดิต และ การพัฒนาทักษะแรงงาน ซึ่งถูกมองว่าเป็นนโยบายโครงสร้างระยะยาว มากกว่าจะเป็นมาตรการฉุกเฉินเฉพาะหน้า
ฝ่ายค้านจึงตั้งคำถามสำคัญว่า หากนโยบายระยะยาวสามารถใช้อำนาจ พ.ร.ก.ได้ในวันนี้ ต่อไปรัฐบาลจะสามารถอ้าง “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” เพื่อกู้เงินทำโครงการขนาดใหญ่อื่นๆ โดยไม่ผ่านการพิจารณาอย่างละเอียดของรัฐสภาได้หรือไม่
หนีสภา Plus หรือข้อเท็จจริง?
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน นิยามปรากฏการณ์นี้ว่า “หนีสภา Plus” โดยมองว่า รัฐบาลกำลังใช้สองยุทธวิธีพร้อมกัน
ยุทธวิธีแรก คือ การใช้ พ.ร.ก. แทนการตราเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) เพื่อหลีกเลี่ยงกระบวนการตรวจสอบและอภิปรายโดยละเอียดในสภา
ยุทธวิธีที่สอง คือ การ “มัดรวมงบประมาณ” สองก้อนที่มีวัตถุประสงค์ต่างกันไว้ในกฎหมายเดียว ได้แก่ งบเยียวยาประชาชน 200,000 ล้านบาท และ งบเปลี่ยนผ่านพลังงาน 200,000 ล้านบาท
ฝ่ายค้านมองว่า การรวมสองส่วนเข้าด้วยกัน ทำให้ผู้คัดค้านนโยบายพลังงานระยะยาว ถูกกดดันทางการเมือง เพราะหากโหวตไม่เห็นชอบ อาจถูกตีความว่า “ไม่ต้องการช่วยประชาชน”
ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลยืนยันว่า ทั้งสองส่วนมีความเชื่อมโยงกันในเชิงเศรษฐกิจ และสามารถบริหารจัดการร่วมกันได้
รัฐบาลโต้เศรษฐกิจรอไม่ได้
ด้าน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ชี้แจงว่า การกู้เงินครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ และจำเป็นต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วน
รัฐบาลมองว่า วิกฤติพลังงานโลกส่งผลต่อเศรษฐกิจไทยโดยตรง ทั้งต้นทุนการผลิต ค่าครองชีพ และ ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น การเยียวยาประชาชนและการเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด จึงต้องทำควบคู่กัน ไม่สามารถแยกจากกันได้
นายปกรณ์ยังเปรียบเทียบกระทรวงการคลังว่าเป็น “แม่บ้านของประเทศ” ที่รู้ดีที่สุดว่า เมื่อใดควรกู้ และเมื่อใดจำเป็นต้องใช้เงิน เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจสะดุด
พร้อมยืนยันว่า รัฐบาลมั่นใจในข้อกฎหมาย และหากท้ายที่สุด พ.ร.ก.ไม่ผ่านความเห็นชอบ คณะรัฐมนตรีพร้อมแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง
“เรื่องจำเป็นเร่งด่วน ถ้าไม่ด่วนรัฐบาลไม่ทำหรอกครับ เพราะมันเป็นการบายพาสสภา ผลของมันร้ายแรง ถ้าไม่ผ่านหรือมีปัญหาขึ้นมารัฐบาลลาออกนะ ทุกคนต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว” นายปกรณ์ ระบุ
เตือนบรรทัดฐานอันตราย
อีกด้านหนึ่ง นายวัส ติงสมิตร อดีตผู้พิพากษาอาวุโสศาลฎีกา วิเคราะห์ว่า การออก พ.ร.ก.ครั้งนี้ มีลักษณะ “ลูกผสม” ระหว่างมาตรการระยะสั้น กับ นโยบายระยะยาว ซึ่งมีสถานะทางรัฐธรรมนูญแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
พร้อมมองว่า การเยียวยาประชาชนจากราคาพลังงาน ยังพออธิบายได้ในเชิง “ความจำเป็นเร่งด่วน” แต่การลงทุนด้าน EV หรือ เศรษฐกิจสีเขียว เป็นเรื่องที่ควรผ่านกระบวนการงบประมาณปกติ
เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญเปิดทางให้ตีความกว้างเกินไป ในอนาคตรัฐบาลอาจใช้อำนาจ พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเชิงโครงสร้างอื่นๆ ได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น AI, Soft Power หรือ Smart City ซึ่งจะทำให้บทบาทการตรวจสอบของรัฐสภาอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ
3 แนวทางวินิจฉัยศาลรธน.
สำหรับแนวทางการวินิจฉัย “พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้าน” ของศาลรัฐธรรมนูญนั้น มี 3 แนวทาง ประกอบด้วย
ทางออกที่ 1: ศาลวินิจฉัยว่าขัดมาตรา 172 ทั้งฉบับ พ.ร.ก. ตกไป -รัฐบาลเผชิญวิกฤติศรัทธาและการลาออก
ทางออกที่ 2: ศาลวินิจฉัยว่าไม่ขัด - รัฐบาลเดินหน้าต่อ แต่ถูกวิจารณ์เรื่องการลดทอนบทบาทรัฐสภา
ทางออกที่ 3: วินิจฉัยให้ตกไปเฉพาะส่วนที่เป็นนโยบายระยะยาว แต่ให้ส่วนเยียวยาเดินหน้าต่อ
ทั้งนี้นักกฎหมายบางส่วนมองว่า ศาลรัฐธรรมนูญอาจเลือกใช้แนวทาง “วินิจฉัยเฉพาะบางส่วน” โดยให้มาตรการเยียวยาที่มีลักษณะเร่งด่วนยังคงอยู่ แต่ให้ส่วนที่เป็นนโยบายระยะยาวตกไป
แต่ปัญหาคือ โครงสร้างของ พ.ร.ก.ฉบับนี้ ถูกออกแบบให้วงเงินและกลไกเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด จนอาจยากต่อการแยกพิจารณา
นั่นหมายความว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครั้งนี้ อาจไม่ได้ส่งผลเฉพาะต่อเงินกู้ 400,000 ล้านบาท แต่จะกลายเป็น “หมุดหมายสำคัญ” ของระบบกฎหมายการคลังไทยในระยะยาว
เดิมพันใหญ่ของรัฐบาล
ในทางการเมือง คดีนี้ถือเป็นเดิมพันสำคัญของรัฐบาล เพราะหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก.ขัดรัฐธรรมนูญ ไม่เพียงแต่จะกระทบต่อโครงการพลังงานและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังอาจกระทบต่อเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลโดยตรง
ขณะเดียวกัน หากศาลรับรองการใช้อำนาจครั้งนี้ ก็อาจกลายเป็น “แบบอย่างใหม่” ที่เปิดทางให้รัฐบาลในอนาคตใช้อำนาจพิเศษทางการคลังได้กว้างขึ้น
และนั่นทำให้ “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท” ไม่ใช่เพียงเรื่องของงบประมาณ แต่คือ การต่อสู้เพื่อกำหนดขอบเขตอำนาจรัฐภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญไทยในอนาคต
+++++++++
ย้อนคำวินิจฉัยศาล รธน.คดีกู้เงิน
กรณี “ศาลรัฐธรรมนูญ” วินิจฉัยเกี่ยวกับกฎหมายกู้เงินของรัฐบาลที่ผ่านมา มีอยู่หลายคดีสำคัญที่กลายเป็น “บรรทัดฐาน” ให้ใช้เทียบเคียงกับ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ของรัฐบาลปัจจุบัน โดยเฉพาะประเด็นว่า “เข้าข่ายเหตุฉุกเฉินเร่งด่วน” ตามรัฐธรรมนูญหรือไม่
1. คดี พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้าน “บริหารจัดการน้ำ” ปี 2555
รัฐบาล ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ออก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 3.5 แสนล้านบาท หลังวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ปี 2554 เพื่อฟื้นฟูประเทศและวางระบบบริหารจัดการน้ำ
ฝ่ายค้านในขณะนั้น นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นให้ศาลฯ ตีความว่า การออก พ.ร.ก.ดังกล่าว “มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนจริงหรือไม่” และเข้าข่ายหลีกเลี่ยงกระบวนการออกกฎหมายปกติหรือไม่
สุดท้าย 22 ก.พ. 2555 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 3.5 แสนล้าน “ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ” เพราะประเทศเพิ่งเผชิญมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและประชาชนในวงกว้าง ถือเป็นสถานการณ์ฉุกเฉินและมีความจำเป็นรีบด่วน
จุดสำคัญของคำวินิจฉัยคือ ศาลให้ “น้ำหนักดุลพินิจฝ่ายบริหาร” ค่อนข้างมาก หากรัฐบาลสามารถชี้ให้เห็นว่าเกิดวิกฤติจริงและต้องดำเนินการทันที
2. คดี พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้าน ปี 2557
รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม
แม้ครั้งนี้จะไม่ใช่ “พ.ร.ก.” แต่เป็นคดีสำคัญมาก เพราะศาลรัฐธรรมนูญวางหลักเรื่อง “วินัยการคลัง” และการใช้เงินกู้นอกระบบงบประมาณ
12 มี.ค. 2557 ศาลฯ วินิจฉัยให้กฎหมายดังกล่าว “ขัดรัฐธรรมนูญ” โดยให้เหตุผลว่า โครงการจำนวนมากเป็นแผนระยะยาว ไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วน และการกู้เงินมหาศาลควรเข้าสู่กระบวนการงบประมาณปกติ เพื่อให้รัฐสภาตรวจสอบได้
คดีนี้จึงกลายเป็น “บรรทัดฐานตรงข้าม” กับคดี พ.ร.ก.น้ำ 3.5 แสนล้าน เพราะศาลชี้ว่า หากเป็นโครงการระยะยาว หรือมีลักษณะลงทุนเชิงนโยบายทั่วไป รัฐบาลไม่ควรใช้กฎหมายพิเศษด้านการเงินมาหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ
3.คดี พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ปี 2569
ฝ่ายค้านกำลังใช้แนวคำวินิจฉัย “คดี 2 ล้านล้าน” มาเป็นฐานโต้แย้งว่า พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านของรัฐบาลปัจจุบัน มีหลายโครงการที่เป็น “นโยบายระยะยาว” เช่น การเปลี่ยนผ่านพลังงาน หรือโครงการรถ EV ไม่ใช่เหตุฉุกเฉินเฉพาะหน้า จึงอาจไม่เข้าเงื่อนไข มาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ
ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลพยายามอ้างบรรทัดฐาน “คดีน้ำท่วม 3.5 แสนล้าน” โดยชี้ว่า วิกฤติพลังงานจากสงครามตะวันออกกลาง กระทบเศรษฐกิจและค่าครองชีพประชาชนอย่างเร่งด่วน จึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษทางการคลัง
แนวโน้มที่น่าจับตา ศาลรัฐธรรมนูญมักดู 3 ประเด็นหลัก คือ 1.มีวิกฤติจริงหรือไม่ 2.จำเป็นต้องรีบดำเนินการจนรอกระบวนการออกกฎหมายปกติไม่ได้หรือไม่ 3.เงินกู้ถูกใช้เพื่อแก้วิกฤตเฉพาะหน้า หรือเป็น โครงการระยะยาวเชิงนโยบาย
รายงานพิเศษ หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4201







