
“โสภณ”ส่งศาล รธน.ตีความพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ชะลอบรรจุวาระสภาฯ
ประธานสภาฯ ส่งคำร้องฝ่ายค้านให้ ศาล รธน.วินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขัดรัฐธรรมนูญ ม.172 หรือไม่ พร้อมชะลอบรรจุวาระเข้าสภาฯ จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย
KEY
POINTS
- นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ ได้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ตามคำร้องของพรรคร่วมฝ่ายค้าน
- ฝ่ายค้านเห็นว่า การออก พ.ร.ก. ดังกล่าวอาจไม่เข้าเงื่อนไข "กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้" ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
- ประธานสภาฯ ได้ชะลอการบรรจุ พ.ร.ก. ฉบับนี้เข้าสู่วาระการประชุมสภาฯ เพื่อรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้เป็นที่สิ้นสุดก่อน
วันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งคำร้องของพรรคร่วมฝ่ายค้าน ไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้วินิจฉัยกรณีการออกพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน วงเงิน 4 แสนล้านบาท (พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท) เพื่อแก้ปัญหาผลกระทบจากวิกฤติพลังงาน และการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 หรือไม่
โดยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ได้รับเรื่องและลงเลขรับทางธุรการแล้ว เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม ที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 11 พฤษภาคม 2569 สส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ได้เข้ายื่นคำร้องผ่านประธานสภาฯ ขอให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ โดยเห็นว่า การตรา พ.ร.ก.ดังกล่าว อาจไม่เข้าเงื่อนไข “กรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172
ฝ่ายค้านให้เหตุผลว่า แม้รัฐบาลจะอ้างผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางและความผันผวนด้านพลังงานโลก แต่ตัวเลขเศรษฐกิจมหภาคหลายด้าน ยังไม่สะท้อนภาวะวิกฤติรุนแรงถึงขั้นจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงินมหาศาล
อีกทั้งยังตั้งข้อสังเกตว่า โครงการบางส่วนภายใต้กรอบวงเงินดังกล่าว โดยเฉพาะมาตรการ “รถเก่าแลกรถใหม่ EV” เป็นนโยบายเชิงโครงสร้างและการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะยาว ซึ่งสามารถดำเนินการผ่านงบประมาณปกติและกระบวนการตรากฎหมายตามปกติของรัฐสภาได้
รายงานข่าวแจ้งด้วยว่า แม้รัฐบาลได้ส่งเนื้อหา พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อขอบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมสภาฯ ตั้งแต่วันที่ 11 พฤษภาคม ที่ผ่านมา แต่ประธานสภาฯ ยังไม่สั่งบรรจุวาระ โดยให้เหตุผลว่า เพื่อให้เป็นไปตามแนวปฏิบัติและความเรียบร้อยตามรัฐธรรมนูญ จึงเห็นควรรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้แล้วเสร็จก่อน
ทั้งนี้ คดีดังกล่าวถูกจับตาอย่างมาก เนื่องจากอาจกลายเป็นอีกหนึ่งบรรทัดฐานสำคัญเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจฝ่ายบริหารในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน รวมถึงนิยามของคำว่า “วิกฤติเร่งด่วน” ตามรัฐธรรมนูญไทยในอนาคต







