
‘รถเก่าแลกรถใหม่’ส่อสะดุด คลังรับติดปัญหาประเมินราคา
“รถเก่าแลกรถใหม่” ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน ส่อสะดุด หลังคลังพบปัญหาตีราคารถเก่า-เสี่ยงทุจริต ชงครม. 19 พ.ค. ออก “ไทยช่วยไทยพลัส” กระตุ้นเศรษฐกิจ รับมือวิกฤตค่าครองชีพ พลังงาน
ฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน
ภายใต้พระราชกำหนด(พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท แบ่งการใช้เงินออกเป็น 2 แผนงานหลัก
- 2 แสนล้านบาทแรก จะใช้ช่วยเหลือภาคประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ ซึ่งได้รับผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน
- ส่วน 2 แสนล้านบาทหลัง จะใช้เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการใช้พลังงานให้เกิดประสิทธิภาพ รองรับการเปลี่ยนผ่านการพึ่งพิงการใช้พลังงานฟอสซิลไปสู่การใช้เทคโนโลยีพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก
ดูเหมือนว่า หนึ่งในโครงการที่รัฐบาลจะดำเนินการคือ “รถเก่าแลกรถใหม่” จะส่อแววสะดุด ตั้งแต่ยังไม่เริ่มโครงการ หลังจากที่กระทรวงการคลัง โดยกรมสรรพสามิตศึกษาเบื้องต้นพบว่า มีปัญหาในข้อปฏิบัติหลายประการ
ขณะเดียวกัน แม้ พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท มีผลตั้งแต่วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 แต่รัฐบาลยังต้องรอการตีความของศาลรัฐธรรมนูญหลังจากพรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นคำร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท
ฝ่ายค้านมองว่า อาจขัดมาตรา 172 เนื่องจากการกู้เงินดังกล่าวไม่มีความจำเป็นเร่งด่วนจริง และมีลักษณะสอดไส้งบประมาณด้านพลังงาน ซึ่งฝ่ายค้านเชื่อว่า ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขวิกฤตเศรษฐกิจ
คลังเร่งทบทวนเกณฑ์ “รถเก่าแลกรถใหม่” หลังพบปัญหาตีราคารถ
ล่าสุดนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยถึงโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ว่าที่อาจติดขัดในเรื่องของรายละเอียดที่อาจทำให้ไม่สามารถดำเนินโครงการได้ว่า ขณะนี้ยังมีเวลาและได้มอบหมายให้กรมสรรพสามิต ไปดำเนินการพิจารณาต่อ
นายเอกนิติกล่าวต่อว่า ในสัปดาห์หน้า (19 พ.ค.69) กระทรวงการคลังจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส และปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการทบทวนแผนการก่อหนี้ใหม่ ภายใต้พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งงบประมาณในการดำเนินโครงการ
สำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะเป็นการปรับโฉมการช่วยเหลือประชาชน ด้วยการรวมโครงการ“คนละครึ่งพลัส” เข้ากับระบบสวัสดิการแห่งรัฐ โดยโครงการนี้จะเน้นการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างตรงจุด เบื้องต้นมีกำหนดการลงทะเบียนในวันที่ 25 และเริ่มใช้จ่ายได้ในวันที่ 1 ของมิถุนายนนี้ คาดว่าจะเป็นการดำเนินการในรูปแบบ 2+2 เดือน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น
ส่วนกำหนดให้โครงการคนละครึ่งพลัส มีผู้ได้รับสิทธิ 30ล้านคน และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 13 ล้านคน ครอบคลุม 43 ล้านคนหรือไม่นั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า เป็นตัวเลขที่อยู่ระหว่างการศึกษาอยู่เช่นเดียวกัน ซึ่งต้องรอสรุปรายละเอียดอีกครั้ง
คลังยืนยันหนี้สาธารณะยังไม่เกินเพดาน 70% ต่อจีดีพี
นายเอกนิติกล่าวว่า สาเหตุที่การปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ยังไม่เข้าครม.เมื่อวันที่ 12 พ.ค.69 เนื่องจากต้องรอเวียนความเห็นจากหน่วยงาน ทั้งนี้ ในการปรับปรุงแผนบริหารหนี้ดังกล่าว เป็นปรับแผนการก่อหนี้ใหม่เพิ่มขึ้น 2 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งเป็นการรองรับแผนการกู้เงินภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินส่วนหนึ่ง และยังรวมถึงการขอกู้เงินของหน่วยงานอื่นๆ เช่น การไฟฟ้าด้วย
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้กระทบต่อกรอบเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70% ต่อจีดีพี โดยคาดว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะจะขยับเพิ่มขึ้น 2% ส่งผลให้หนี้สาธารณะสิ้นปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่ 68%
“หากไม่นับรวมหนี้รัฐวิสาหกิจและกองทุนฟื้นฟูฯ หนี้สาธารณะของรัฐบาลอยู่ที่ประมาณ 60% ของจีดีพี และเมื่อรวมแล้ว ขณะนี้อยู่ที่ 66% ต่อจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้เพดานหนี้ที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 70% ต่อจีดีพี”
นอกจากนี้ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง R&I จากประเทศญี่ปุ่น ยังคงยืนยันระดับความน่าเชื่อถือ ของไทยที่ระดับ A สะท้อนให้เห็นว่า สถานะการคลังของไทยยังมีเสถียรภาพและมีการรักษาความต่อเนื่องของวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้ยืนยันว่า รัฐบาลมีกลยุทธ์การบริหารหนี้ภายใต้ พ.ร.ก.กู้เงินที่เข้มงวด โดยจะไม่กู้เงินมากองไว้ล่วงหน้าให้เสียดอกเบี้ยเปล่า แต่จะใช้วิธีทยอยกู้ตามความต้องการใช้เงินจริงของแต่ละโครงการ (Financing)
วิกฤตค่าครองชีพ-พลังงาน คือ “ภัยความมั่นคงเศรษฐกิจ”
อย่างไรก็ตาม แม้ฝ่ายค้านจะยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่า พ.ร.ก.กู้เงินฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้ว และฝ่ายบริหารสามารถดำเนินงานควบคู่ไปกับกระบวนการทางนิติบัญญัติได้
โดยยืนยันว่า คือความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรักษา “ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ” เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงของภาวะ Stagflation หรือเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจถดถอย จากปัญหาราคาพลังงานและต้นทุนค่าครองชีพที่ลุกลามมาจากวิกฤตโลก
“หากฝ่ายค้านมีการฟ้องร้อง สามารถดำเนินการได้ เฉพาะมาตรา 173 ด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งเรายืนยันว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจชัดเจน รวมถึงทุกประเทศทั่วโลกทุกคนบอกว่า คือ วิกฤตของโลก และจะลุกลาม ครั้งนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะวิกฤตปากท้องประชาชนที่จะสูงขึ้นจะแตกต่างจากวิกฤตในอดีตที่ผ่านมา เราพร้อมชี้แจง”
นายเอกนิติกล่าวย้ำว่า เป็นเรื่องความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และวิกฤติปากท้องประชาชน เชื่อว่า ทุกประเทศมีความรับผิดชอบดูแลปากท้องประชาชน ส่วนที่หลายคนนำไปเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ในอดีต เช่น ในปี 2540 ครั้งนั้นต้องเรียกว่า วิกฤตค่าเงิน และวิกฤตแบงก์ล้ม ซึ่งแตกต่างจากในขณะนี้ ที่เป็นวิกฤตค่าครองชีพ โดยค่าครองชีพที่พุ่งสูงทั่วโลก ถือเป็นวิกฤตความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หากไม่ทำในวันนี้ วิกฤตจะมาอีกหลายระลอก
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมีนโยบายที่จะเดินควบคู่ไปกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งได้เตรียมออกโครงการ “ออม Plus” ซึ่งเป็นการขายพันธบัตรออมทรัพย์ให้กับประชาชนรายย่อยและผู้สูงอายุเป็นประจำทุกเดือน แทนการออกขายเป็นช่วงๆ เหมือนในอดีต
โดยตั้งเป้าอัตราดอกเบี้ยให้อ้างอิงตามตลาด ซึ่งปัจจุบันระยะ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 2.2% และอาจมีการให้พรีเมียมเล็กน้อยเพื่อเป็นแรงจูงใจแก่ผู้ถือเงินออมที่เผชิญกับภาวะดอกเบี้ยเงินฝากต่ำ
เล็งปรับโมเดลช่วยซื้อรถใหม่-หนุน EV แทนโครงการเดิม
ด้านนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมกล่าวว่าการปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงการที่ไม่ใช่แนวคิดรถเก่าแลกรถใหม่ แต่อาจจะเป็นในรูปแบบการเช่ารถใหม่หรือซื้อรถใหม่ โดยกระทรวงฯ จะเสนอรูปแบบการช่วยเหลือ เช่น การสนับสนุนเงินดาวน์สำหรับการซื้อรถใหม่ การอุดหนุนดอกเบี้ยในลักษณะคนละครึ่งหรือ มาตรการทางภาษี เช่น การลดภาษีรถประจำปีให้เหลือ 0% เพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกิดการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม
สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่จะได้รับความช่วยเหลือครอบคลุมครอบคลุมผู้ประกอบการขนส่ง 7 กลุ่มหลัก ได้แก่ รถแท็กซี่, รถตู้โดยสารประจำทาง, รถเมล์หรือรถบัสโดยสารประจำทาง, รถสองแถว, รถยนต์รับจ้างส่วนบุคคล (ไม่เกิน 7 คน), รถตุ๊กตุ๊กและรถจักรยานยนต์รับจ้าง และกลุ่มรถบรรทุกสินค้า
อย่างไรก็ดีจากการประเมินเบื้องต้นคาดว่า ต้องการงบประมาณสนับสนุนจากกระทรวงการคลังประมาณ 1-2 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่กลุ่มรถที่กำลังจะหมดอายุการใช้งานตามกฎหมายเป็นลำดับแรก เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีความจำเป็นต้องเปลี่ยนรถอยู่แล้ว โดยตัวเลขรถที่เข้าข่ายมีจำนวนเกือบ 1 แสนคันทั่วประเทศ ยกตัวอย่างเช่น รถสองแถวที่มีอายุการใช้งานเกิน 10 ปี ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 17,000 คัน
นอกจากนี้มาตรการดังกล่าวจะเปิดกว้างให้เข้าร่วมตามความสมัครใจ สำหรับผู้ประกอบการที่รถยังไม่หมดอายุแต่ต้องการเปลี่ยนเป็นรถ EV เพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิงก็สามารถยื่นเรื่องขอรับการสนับสนุนได้เช่นกัน
“รถเก่าแลกรถใหม่” ติดปัญหาตีราคารถ หวั่นช่องโหว่ทุจริต
ก่อนหน้านายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ออกมาระบุว่า กรมสรรพสามิตยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณารายละเอียดเชิงลึกของโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ เนื่องจากยังมีประเด็นในหลายๆ ด้านที่ต้องศึกษาให้ละเอียดและรอบครอบ อาทิ เกณฑ์การประเมินมูลค่ารถยนต์เก่า ซึ่งกรมสรรพสามิตจะกลับมารายงานข้อสรุปอีกครั้ง และอาจมีข้อเสนอใหม่ที่ดีกว่าโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ก็ได้
นายลวรณกล่าวต่อว่า รถแต่ละคันมีสภาพที่แตกต่างกันอย่างมาก หากตั้งราคากลางสูงเกินไปหรือต่ำเกินไปสำหรับรถที่สภาพต่างกันจะกลายเป็นปัญหา เช่น กรณีที่เจ้าของรถบางรายดูแลรักษาดีมาก แต่กลับได้ราคาเท่ากับรถที่เป็นซาก ซึ่งเป็นเรื่องยากในการกำหนดมาตรฐานเดียว ดังนั้น จึงต้องการให้โครงการมีความชัดเจนและมีหลักเกณฑ์ที่เข้มงวด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องทางการทุจริตหรือความไม่โปร่งใส โดยไม่ต้องการให้ใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ในการชี้ขาดราคารถ
“จากการรายงานของกรมสรรพสามิต ช่วง 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เล่าถึงความยากในการกำหนดเกณฑ์การประเมินมูลค่ารถยนต์เก่า โดยนิยามของคำว่า “รถเก่า” ว่าควรจะมีอายุการใช้งานกี่ปี ก็ยังคงเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่และยังไม่มีข้อสรุป” นายลวรณกล่าว
ส่วนกรณีภาคเอกชนมีความกังวลว่า ความไม่ชัดเจนของโครงการที่ออกมาก่อนหน้า จะทำให้ผู้บริโภคชะลอการตัดสินใจซื้อรถยนต์ใหม่ เพื่อรอความชัดเจนจากโครงการรัฐนั้นนายลวรณกล่าวว่า ไม่ต้องการให้โครงการนี้กลายเป็นปัจจัยที่ทำให้การตัดสินใจซื้อของประชาชนต้อง “กระตุก” หรือหยุดชะงักลง จึงมีความจำเป็นต้องเร่งหาข้อสรุปให้เร็วที่สุด
หน้า 1 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,200 วันที่ 14 - 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2569







