thansettakij
thansettakij
'เอกนิติ' เร่งอุ้มเศรษฐกิจ ย้ำความจำเป็นกู้เงิน 4 แสนล้าน งบปกติเต็มเพดาน

'เอกนิติ' เร่งอุ้มเศรษฐกิจ ย้ำความจำเป็นกู้เงิน 4 แสนล้าน งบปกติเต็มเพดาน

14 พ.ค. 69 | 08:25 น.
อัปเดตล่าสุด :14 พ.ค. 69 | 08:31 น.

'เอกนิติ' ชี้เศรษฐกิจไทยเผชิญวิกฤตค่าครองชีพ จำเป็นต้องกู้ 4 แสนล้าน รับมือวิกฤตปากท้อง-ค่าครองชีพ หลังงบปกติเต็มเพดาน เดินหน้า “ไทยช่วยไทยพลัส”

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงกรณีที่การตั้งคำถามเกี่ยวกับการออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ วงเงิน 400,000 ล้านบาท ว่า เดิมทีวันนี้จะมีการชี้แจงในสภา แต่เนื่องจากฝ่ายค้านไปยื่นศาลรัฐธรรมนูญจึงยังไม่ได้บรรจุวาระ 

อย่างไรก็ตาม ขอชี้แจงประเด็นดังกล่าวว่า แม้ตัวเลขจีดีพี ในปัจจุบันจะยังไม่ติดลบเหมือนวิกฤตต้มยำกุ้ง ปี 2540 หรือปี 2552 วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ แต่สถานการณ์ปัจจุบันคือ "วิกฤตปากท้องและค่าครองชีพ" ที่มาเป็นระลอก  

โดยเริ่มจากผลกระทบของสงครามที่ส่งผลต่อราคาพลังงานและต้นทุนการผลิต จนนำไปสู่สภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งล่าสุดอยู่ที่ 2.9% และมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอีกในเดือนหน้า หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไปโดยไม่แก้ไข จะนำไปสู่วิกฤตการเลิกจ้างและเศรษฐกิจหดตัวในที่สุด เนื่องจากธุรกิจขนาดเล็กไม่สามารถแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นได้

ชูเยียวยาประชาชน พร้อมเปลี่ยนผ่านพลังงาน

สำหรับหัวใจสำคัญของ พ.ร.ก. ฉบับนี้คือการนำเงินกู้ไปใช้ใน 2 วัตถุประสงค์หลักคือ การเยียวยาและการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) โดยกระทรวงการคลังมองว่าต้นเหตุของวิกฤตค่าครองชีพคือการนำเข้าพลังงานราคาแพง ดังนั้น ต้องเร่งสนับสนุนให้ประชาชนและภาคขนส่งเปลี่ยนไปใช้พลังงานสะอาด เช่น การติดตั้งโซล่าเซลล์เพื่อลดค่าไฟ หรือการเปลี่ยนรถขนส่งให้ใช้พลังงานทางเลือก (B20) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนอย่างยั่งยืน

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

"หลายคนมองว่าการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วน แต่เรามองว่าวิกฤตครั้งนี้เหมือนกับอาการป่วย ยาที่ออกฤทธิ์ช้า ยิ่งต้องกินให้เร็ว   ฉะนั้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน เพราะการเปลี่ยนผ่านพลังงานอาจเห็นผลในระยะยาว แต่ต้องเริ่มทำทันที ในขณะที่คนไทยยังป่วยอยู่ จะรอไปถึงงบประมาณปี 2570 ไม่ได้ เพราะประชาชนอาจจะไม่ไหวเสียก่อน“

งบประมาณปกติ 'เต็มเพดาน' ไร้ทางเลือกนอกจากกู้

นายเอกนิติ กล่าวว่า กรณีการตั้งคำถามถึงการใช้งบประมาณปกติหรือการลดภาษีสรรพสามิต เพื่อพยุงราคาน้ำมันนั้น ขณะนี้เพดานการกู้เงินภายใต้การขาดดุลงบประมาณ ประจำปีงบ 2569 นั้นเต็มแล้ว ไม่สามารถตั้งงบขาดดุลเพิ่มได้อีก ขณะที่งบประมาณเหลือจ่ายจากการเบิกจ่ายของหน่วยงานต่างๆ ที่เตรียมออกพ.ร.บ.โอนงบประมาณก็เหลือเพียงประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอต่อการกระตุ้นเศรษฐกิจ 

ส่วนประเด็นการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันนั้น จากประสบการณ์ที่เคยเป็นอธิบดีกรมสรรพสามิต ขณะนั้นวิกฤตรัสเซีย-ยูเครนที่ผ่านมา พบว่า การลดภาษีทำให้รัฐเสียรายได้ถึง 1.8 แสนล้านบาท แต่กลับเป็นการช่วยแบบไม่เลือกกลุ่ม ซึ่งรวมถึงผู้ที่มีกำลังซื้อสูง เช่น ผู้ขับรถหรู รัฐบาลจึงเลือกใช้วิธีการกู้เงินเพื่อนำมาช่วยเหลือแบบ เจาะจงกลุ่มเป้าหมาย โดยจะเน้นไปยังกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการรายย่อยที่เดือดร้อนจริง ซึ่งจะมีประสิทธิภาพมากกว่า

“วันนี้เราป่วย เราเห็นแล้วว่าจะมีขั้นที่ 1-4  ซึ่งหากเป็นมะเร็งขั้นที่ 1-3 จะต้องตัดวงจร ยาบางชนิดจะช่วยเปลี่ยนผ่านเพื่อให้คนไทยแข็งแรงขึ้น ซึ่งยาออกฤทธิ์ยาว ที่เลือกใช้วิธีนี้ และไม่ช่วยผ่านภาษีสรรพสามิต เพราะได้พิสูจน์แล้วว่าช่วยไม่ดีเท่าการเจาะกลุ่ม และไม่ได้ช่วยให้เขาเปลี่ยนผ่านและกลับมาแข็งแรงได้ ซึ่งการเปลี่ยนผ่านเปรียบเสมือนการเติมวิตามิน”

ลุย 'ไทยช่วยไทยพลัส' ช่วยค่าครองชีพ 2+2 เดือน 

ในส่วนของมาตรการเยียวยา จะมีโครงการไทยช่วยไทยพลัส เป็นหนึ่งในโครงการแรกที่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้พิจารณา เพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 19 พ.ค.นี้ เพื่อบรรเทาค่าครองชีพประชาชน ให้สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่ 1 มิ.ย. คาดว่าระยะเวลา 2+2 เดือน 

ทั้งนี้ จะเน้นช่วยแม่ค้าตลาดสดและร้านค้าขนาดเล็กที่ขาดสภาพคล่อง โดยจะนำระบบ AI และความร่วมมือกับธนาคารออมสินเข้ามาช่วยให้คนตัวเล็กสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนในระบบได้ง่ายขึ้น เพื่อดึงออกจากวงจรหนี้นอกระบบ 

“คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะมีการนำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า  และอาจเริ่มเปิดลงทะเบียนได้ในช่วงวันที่ 25 ตามแผนที่วางไว้ โดยกระทรวงการคลังยืนยันว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้ไม่ใช่การตีเช็คเปล่า แต่มีวัตถุประสงค์และกลไกการตรวจสอบที่ชัดเจนเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ”

หวั่นรายได้แรงงานหด กระทบกำลังซื้อ

นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สถานการณ์เศรษฐกิจทั่วโลกมีความเสี่ยง โดยการประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจไทยจะดูแลตัวเลขจีดีพีอย่างเดียวไม่ได้ ล่าสุดข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พบว่าแม้ตัวเลขจีดีพีของประเทศอาจจะไม่ติดลบแต่รายได้ของแรงงานมีแนวโน้มจะติดลบในปี 2569 ซึ่งถือเป็นสถานการณ์ที่ผิดปกติเนื่องจากในอดีตรายได้ส่วนนี้มักจะเติบโตเป็นบวกมาโดยตลอด

“ในช่วงปกติก่อนเกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 รายได้แรงงานของไทยเคยเติบโตอยู่ที่ประมาณ 4.7% - 4.8%แต่ในปีที่ผ่านมาการเติบโตชะลอตัวลงเหลือเพียง 1% - 2% และมีโอกาสที่จะติดลบในปีนี้ ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อกำลังซื้อ”