
‘เอกนิติ’ ชงครม.สัปดาห์หน้า คลอด ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ ลงทะเบียน 25 พ.ค.นี้
‘เอกนิติ’ ชงครม.สัปดาห์หน้า คลอด ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ แจกคนละครึ่ง-บัตรสวัสดิการ เปิดลงทะเบียน 25 พ.ค.นี้ พร้อมรื้อแผนบริหารหนี้สาธารณะ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในสัปดาห์หน้า (19 พ.ค.69) อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส และปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ครั้งที่ 2 ซึ่งเป็นการทบทวนแผนการก่อหนี้ใหม่ ภายใต้พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท เพื่อเป็นแหล่งงบประมาณในการดำเนินโครงการ
สำหรับโครงการไทยช่วยไทยพลัส จะเป็นการปรับโฉมการช่วยเหลือประชาชน ด้วยการรวมโครงการ "คนละครึ่งพลัส" เข้ากับระบบสวัสดิการแห่งรัฐ โดยโครงการนี้จะเน้นการช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างตรงจุด เบื้องต้นมีกำหนดการลงทะเบียนในวันที่ 25 และเริ่มใช้จ่ายได้ในวันที่ 1 ของมิถุนายนนี้ คาดว่าจะเป็นการดำเนินการในรูปแบบ 2+2 เดือน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์เงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้น
ส่วนกำหนดให้โครงการคนละครึ่งพลัส มีผู้ได้รับสิทธิ 30 ล้านคน และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 13 ล้านคน ครอบคลุม 43 ล้านคนหรือไม่นั้น นายเอกนิติ กล่าวว่า เป็นตัวเลขที่อยู่ระหว่างการศึกษาอยู่เช่นเดียวกัน ซึ่งต้องรอสรุปรายละเอียดอีกครั้ง
เปิดแผนกู้เงิน 2 แสนล้าน ยัน ‘กู้ตามความจำเป็น’
นายเอกนิติ กล่าวว่า สาเหตุที่การปรับปรุงแผนการบริหารหนี้สาธารณะ ยังไม่เข้าครม.วันนี้ เนื่องจากต้องรอเวียนความเห็นจากหน่วยงาน ทั้งนี้ ในการปรับปรุงแผนบริหารหนี้ดังกล่าว เป็นปรับแผนการก่อหนี้ใหม่เพิ่มขึ้น 2 แสนกว่าล้านบาท ซึ่งเป็นการรองรับแผนการกู้เงินภายใต้ พ.ร.ก. กู้เงินส่วนหนึ่ง และยังรวมถึงการขอกู้เงินของหน่วยงานอื่นๆ เช่น การไฟฟ้าด้วย
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้กระทบต่อกรอบเพดานหนี้สาธารณะที่กำหนดไว้ไม่เกิน 70%ต่อจีดีพี โดยคาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะจะขยับเพิ่มขึ้น 2% ส่งผลให้หนี้สาธารณะสิ้นปีงบประมาณ 2569 อยู่ที่ 68%
“หากไม่นับรวมหนี้รัฐวิสาหกิจและกองทุนฟื้นฟูฯ หนี้สาธารณะของรัฐบาลอยู่ที่ประมาณ 60% ของจีดีพี และเมื่อรวมแล้ว ขณะนี้อยู่ที่ 66%ต่อจีดีพี ซึ่งยังอยู่ภายใต้เพดานหนี้ที่รัฐบาลตั้งไว้ที่ 70%ต่อจีดีพี”
นอกจากนี้ สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถืออย่าง R&I จากประเทศญี่ปุ่น ยังคงยืนยันระดับความน่าเชื่อถือของไทยที่ระดับ A สะท้อนให้เห็นว่าสถานะการคลังของไทยยังมีเสถียรภาพและมีการรักษาความต่อเนื่องของวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ยืนยันว่า รัฐบาลมีกลยุทธ์การบริหารหนี้ภายใต้พ.ร.ก.กู้เงินที่เข้มงวด โดยจะไม่กู้เงินมากองไว้ล่วงหน้าให้เสียดอกเบี้ยเปล่า แต่จะใช้วิธีทยอยกู้ตามความต้องการใช้เงินจริงของแต่ละโครงการ (Financing)
พร้อมแจงฝ่ายค้าน คลอดพ.ร.ก.กู้เงิน แก้ ‘วิกฤตซ้อนวิกฤต’
ทั้งนี้ แม้จะมีประเด็นที่ฝ่ายค้านยื่นฟ้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ แต่ยืนยันว่า พ.ร.ก.กู้เงิน ฉบับนี้มีผลบังคับใช้แล้ว 1 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา และฝ่ายบริหารสามารถดำเนินงานควบคู่ไปกับกระบวนการทางนิติบัญญัติได้ ยืนยันว่า คือความจำเป็นเร่งด่วนเพื่อรักษา "ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ" เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเสี่ยงของภาวะ Stagflation หรือเงินเฟ้อสูงแต่เศรษฐกิจถดถอย จากปัญหาราคาพลังงานและต้นทุนค่าครองชีพที่ลุกลามมาจากวิกฤตโลก
“หากฝ่ายค้านมีการฟ้องร้อง สามารถดำเนินการได้ เฉพาะมาตรา 173 ด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ซึ่งเรายืนยันว่า ความมั่นคงทางเศรษฐกิจชัดเจน รวมถึงทุกประเทศทั่วโลก ทุกคนบอกว่า คือ วิกฤตของโลก และจะลุกลาม ครั้งนี้เป็นสิ่งสำคัญ เพราะวิกฤตปากท้องประชาชนที่จะสูงขึ้น จะแตกต่างจากวิกฤตในอดีตที่ผ่านมา เราพร้อมชี้แจง”







