
'เอกนิติ' เร่งออกเกณฑ์ใช้เงินกู้ 4 แสนล้าน ยันเศรษฐกิจไทยวิกฤต
'เอกนิติ' เร่งออกเกณฑ์ใช้เงินกู้ ภายใต้พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ยันเศรษฐกิจไทยวิกฤต แจงฝ่ายค้านปมยื่นศาลรัฐธรรมนูญ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยความคืบหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ซึ่งจะดำเนินการผ่านโครงการคนละครึ่งพลัสและบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างรอการจัดทำระเบียบรองรับการใช้เงินกู้ ภายใต้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจ วงเงิน 400,000 ล้านบาท โดยคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ ซึ่งมีปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน กำลังเร่งดำเนินการในรายละเอียด
หลังจากจัดทำระเบียบแล้วเสร็จ หน่วยงานต่าง ๆ จะสามารถเสนอแผนงานและโครงการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของ พ.ร.ก. เข้ามาพิจารณาได้ โดยรัฐบาลมุ่งเน้นการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตค่าครองชีพ ควบคู่กับการวางรากฐานด้านพลังงานในระยะยาว
ยันพ.ร.ก.กู้เงิน เดินหน้าผ่าน 5 หลักการสำคัญ
นายเอกนิติ กล่าวว่า การใช้เงินกู้ครั้งนี้จะดำเนินการภายใต้ 5 หลักการสำคัญ ได้แก่
- การช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า เพื่อให้ความช่วยเหลือถึงกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง
- การสร้างการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะด้านพลังงาน เพื่อลดภาระประชาชนในระยะยาว
- การปฏิรูปเพื่อรองรับหลังวิกฤต มุ่งช่วยให้ประชาชนและเศรษฐกิจกลับมาเข้มแข็ง
- ความโปร่งใสในการใช้จ่ายเงินกู้ โดยจะเปิดเผยข้อมูลทั้งหมดและนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาช่วยตรวจสอบ
- การทำงานร่วมกันกับทุกภาคส่วน โดยจะมีผู้ทรงคุณวุฒิจากคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เข้าร่วมพิจารณากลั่นกรองโครงการด้วย
“การเดินหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส ยังต้องรอให้ระเบียบการใช้เงินกู้แล้วเสร็จก่อน จึงจะสามารถเสนอรายละเอียดเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ได้ ส่วนการเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายในวันที่ 19 พ.ค. นี้หรือไม่นั้น กระทรวงการคลังจะเร่งดำเนินการอย่างเต็มที่”
ยันเศรษฐกิจไทยวิกฤต แจงปมฝ่ายค้านยื่นศาลรัฐธรรมนูญ
ส่วนในประเด็นที่ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณีเงินกู้จำนวน 200,000 ล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงาน อาจไม่เข้าข่ายสถานการณ์ฉุกเฉินหรือมีความจำเป็นเร่งด่วนนั้น นายเอกนิติ ยืนยันว่า เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญ “วิกฤตซับซ้อน” ที่ยังไม่สามารถประเมินจุดสิ้นสุดได้ โดยมีต้นตอสำคัญจากต้นทุนพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนี้ ประเทศไทยยังต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ทำให้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนด้านพลังงานโลก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้าและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย โดยอัตราเงินเฟ้อล่าสุดอยู่ที่ 2.9% และมีแนวโน้มขยับขึ้นแตะระดับ 4-5% ในช่วงต่อไป ขณะที่ราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นเกือบ 10% แล้วในปัจจุบัน
นายเอกนิติ กล่าวว่า วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ซึ่งเป็นปัญหาสถาบันการเงิน หรือช่วงแผนไทยเข้มแข็งที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลก แต่สถานการณ์ปัจจุบันเป็น “วิกฤตปากท้อง” ที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องเตรียมมาตรการรองรับและดูแลไม่ให้ผลกระทบลุกลามในวงกว้าง
คาดเงินเฟ้อทั้งปีนี้ ไม่เกิน 3%
ส่วนกรณีที่มีข้อสังเกตว่า สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ Moody’s ชื่นชมเสถียรภาพเศรษฐกิจไทย แต่รัฐบาลยังเดินหน้ากู้เงินเพิ่มเติมนั้น นายเอกนิติ ชี้แจงว่า เป็นคนละประเด็นกัน โดย Moody’s ให้ความเชื่อมั่นต่อฐานะการเงินระหว่างประเทศของไทย โดยเฉพาะเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่ยังอยู่ในระดับแข็งแกร่ง แต่ภายในประเทศยังมีปัญหาค่าครองชีพและผลกระทบทางเศรษฐกิจที่รัฐบาลจำเป็นต้องเร่งแก้ไข
นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังได้หารือร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และหน่วยงานเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อประเมินสถานการณ์เงินเฟ้อและกำหนดแนวทางดูแลเสถียรภาพเศรษฐกิจ โดยยืนยันว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี ยังมีแนวโน้มเคลื่อนไหวใกล้กรอบเป้าหมายที่ไม่เกิน 3% แม้จะมีแรงกดดันจากต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้นก็ตาม







