
ปชป.-ปชน. ยื่น 'ปธ.สภา ส่งศาลรัฐธรรมนูญสกัด พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้าน
ปชป. จับมือ ปชน. ยื่นคำร้องต่อประธานสภาฯ ชงศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทส่อขัดมาตรา 172 หรือไม่ ด้าน 'กรณ์ จาติกวณิช' ชี้ชัดเศรษฐกิจปัจจุบันไม่เข้าข่ายวิกฤตเหมือนยุคต้มยำกุ้งหรือช่วงโควิด
KEY
POINTS
- พรรคประชาธิปัตย์และพรรคประชาชน ร่วมยื่นคำร้องต่อประธานสภาฯ เพื่อส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่
- ฝ่ายค้านโต้แย้งว่า การออก พ.ร.ก. ดังกล่าวไม่เข้าเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า ต้องเป็นกรณีจำเป็นเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และมีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
- มีการเปรียบเทียบว่าสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบันยังไม่ถึงขั้นวิกฤตเหมือนในอดีต เช่น วิกฤตต้มยำกุ้ง วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือช่วงโควิด-19 ที่เคยมีการออก พ.ร.ก. ลักษณะเดียวกัน
11 พฤษภาคม 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.แบบบัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ยื่นคำร้องต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาทขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 172 หรือไม่
นายกรณ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการยื่นหนังสือดังกล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงความเห็นไว้หลายครั้งเกี่ยวกับเรื่องของการออก พ.ร.ก.อยากที่จะเน้นย้ำให้พี่น้องประชาชนได้ทำความเข้าใจอีกครั้งว่า การกู้ยืมเงินมาใช้โดยรัฐบาลนั้นถือว่า เป็นเรื่องปกติ มีกฎหมายเปิดช่องให้รัฐบาลทุกรัฐบาลสามารถที่จะขาดดุลทางงบประมาณ กู้ยืมเงินมาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ดูแลเยียวยาประชาชนได้แต่ว่าการกู้นั้นมีข้อจำกัดเกี่ยวกับทุกรัฐบาลเช่นเดียวกันซึ่งโดยปกติแล้ว ทุกรัฐบาลก็สามารถที่จะขาดดุลได้ตาม พ.ร.บ.หนี้สาธารณะ
ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2570 รัฐบาลนี้ก็เตรียมที่จะเสนองบประมาณที่ขาดดุลมากถึง 8 แสนล้านบาทซึ่งก็เป็นไปตามเงื่อนไขตามกฎหมายแต่รัฐธรรมนูญได้เปิดความยืดหยุ่นให้กับทุก ๆ รัฐบาลในกรณีพิเศษในกรณีที่มีวิกฤตทางเศรษฐกิจในกรณีที่ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญในมาตรา 172 ถ้าไม่ใช้เงินโดยเร่งด่วนจะมีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทส่อขัด รธน.มาตรา 172 หรือไม่
มีการขยายความเพิ่มเติมว่า ความเร่งด่วนนั้นต้องเป็นกรณีที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ตรงนี้คือ สิ่งที่พวกเราในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้านต้องช่วยกันในการที่จะตรวจสอบว่า นอกเหนือจากการขาดดุลงบประมาณในระดับที่สูงที่สุดที่เคยปรากฏมาแล้วโดยทุกรัฐบาล รัฐบาลยังมีเจตนาที่จะออก พ.ร.ก. กู้เงินเพิ่มเติมอีก สอดคล้องกับเงื่อนไขทางกฎหมายหรือไม่
จากที่ได้ศึกษาข้อเสนอของรัฐบาลแล้วก็ดูจากสภาวะการเศรษฐกิจ ณ ปัจจุบัน เทียบกับกรณีการออก พ.ร.ก. ในอดีตซึ่งล้วนเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจที่มีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจทุกครั้ง เราจึงมีข้อสรุปว่า การออก พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาทโดยรัฐบาลชุดนี้ไม่สอดคล้องกับเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 172
พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านจำเป็นเร่งด่วนจริงหรือ?
"ความจริงนอกจากการดูวรรคสองที่มีการขยายความในมาตรา 172 แล้วว่า ผล กระทบต่อความมั่นคงเศรษฐกิจเป็นเงื่อนไขสำคัญนอกเหนือจากนั้นก็คือในกรณีที่จำเป็นเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่มีบทบัญญัติไว้อย่างนั้นมีนัยยะและมีความหมายที่สำคัญ โดยเฉพาะถ้าสมมุติเราไปศึกษามาตรา 53 ใน พ.ร.บ.วินัยทางการคลังซึ่งเป็นกฎหมายที่ออกหลังรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 คือ ออกมีผลบังคับใช้ในปี 2561 นั้นจะระบุชัดเจนในประเด็นเกี่ยวกับการออก พ.ร.ก.ว่า จะทำได้ในกรณีที่จำเป็นและเร่งด่วนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้เช่นเดียวกัน คือ ล้อความกันเลย
เพราะฉะนั้น ประเด็นนี้มีนัยยะสำคัญแน่นอนซึ่งมีผลต่อทั้ง พ.ร.ก.ก็ต้องลองไปเปรียบเทียบว่า ในอดีตการที่ออก พ.ร.ก. ไม่ว่าจะเป็น 2541 ช่วงต้มยำกุ้ง, 2552 ในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ หรือ 2563 ในช่วงวิกฤตโควิดนั้น สถานการณ์ที่เศรษฐกิจติดลบในทุกกรณีสถานการณ์ที่ถ้าไม่มีการกู้ยืมเงินโดยเร็วจะมีผลต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่มีความชัดเจนเช่นเดียวกันเป็นสถานการณ์ที่เปรียบเทียบกับสถานการณ์ ณ ปัจจุบันได้หรือไม่ อย่างไร ซึ่งก็เป็นวิจารณญาณของทางศาลรัฐธรรมนูญที่คงจะต้องพิจารณาต่อไป" นายกรณ์ กล่าว







