thansettakij
thansettakij
“ของร้อน”ตุลาการศาล รธน. ในอุ้งมือ“สว.-ขาใหญ่การเมือง”

“ของร้อน”ตุลาการศาล รธน. ในอุ้งมือ“สว.-ขาใหญ่การเมือง”

06 พ.ค. 69 | 04:40 น.
อัปเดตล่าสุด :06 พ.ค. 69 | 05:12 น.

“ของร้อน”ตุลาการศาล รธน. ในอุ้งมือ“สว.-ขาใหญ่การเมือง” : รายงานพิเศษ...โดยทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับ 4198

KEY

POINTS

  • การสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคนใหม่ถูกวิจารณ์ว่ามี "ใบสั่ง" และการล็อบบี้จากฝ่ายการเมือง เพื่อผลักดัน พล.ต.ต.ดร.จักรพงษ์ วิวัฒน์วานิช
  • คุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นที่กังขาว่าไม่ตรงตามสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด โดยคณะกรรมการสรรหามีมติเห็นชอบอย่างไม่เป็นเอกฉันท์
  • การตัดสินใจให้ความเห็นชอบขั้นสุดท้ายอยู่ในมือของวุฒิสภา (สว.) ซึ่งถูกมองว่าอยู่ภายใต้อิทธิพลของนักการเมืองขาใหญ่ ทำให้เกิดความกังวลต่อความเป็นอิสระของศาล

ประเด็นร้อนในเรื่องดุลยพินิจ กระบวนการตัดสินใจที่บิดเบี้ยว สร้างระบบ 2 มาตรฐาน ขององค์กรอิสระ ไล่ตั้งแต่ “ป.ป.ช.- กกต.-ศาลรัฐธรรมนูญ” กำลังคุกคามศักดิ์ศรี จริยธรรมของผู้บริหารองค์กร จนประชาชนตั้งคำถามถึงความชอบธรรมในการ “ตั้งอยู่-ดับไป” ของหน่วยงานเหล่านี้ 

เพราะถึงตอนนี้บรรดาองค์กรอิสระที่ตั้งขึ้นมาตามรัฐธรรมนูญ เพื่อมาทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ป้องกันการทุจริต และ คุ้มครองสิทธิประชาชน โดยต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอิสระ เที่ยงธรรม กล้าหาญ และปราศจากอคติทั้งปวง ในการใช้ดุลพินิจ ล้วนแล้วแต่ไม่สามารถสร้างความเชื่อถือให้กับผู้คนแม้แต่น้อย

สาเหตุหลักมาจาก คณะกรรมการในองค์กร “ป.ป.ช.-กกต.-ศาลรัฐธรรมนูญ” บางคน บางกลุ่ม “อิงแอบ ซุกปีกขาใหญ่การเมือง” จนยากที่จะหาความอิสระในการทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมาได้เลย

ความกังขา ความคลางแคลงใจ ความไม่เชื่อถือ ศรัทธา การไม่ยอมรับในการตัดสิน การวินิจฉัย จึงแผ่ทะมึนปกคลุมไปแทบทุกองค์กร
โดยเฉพาะ “การสรรหาบุคคลมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในสาขารัฐศาสตร์” ที่กระฉ่อนกันทั้ง “ศาล ยัน กรรมการสรรหา” ว่า “ใบสั่งทางการเมือง ขอให้เลือกนายตำรวจ จ.มาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” 

ขนาดว่า “คนมีตำแหน่งใหญ่โตในสภา” ออกหน้า มาพูดคุย ร้องขอ ชี้ช่องแทน ผู้สมัครด้วยตัวเอง แต่โปรดอย่าถามว่าเป็นใคร

ในที่สุดผลการล็อบบี้ การสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ก็บรรลุผลตาม “ใบสั่ง+การล็อบบี้” เรียกว่า ต้านทานเกมอำนาจกันไม่ไหว

คณะกรรมการสรรหาที่มีประธานศาลฎีกา เป็นประธาน มีมติ 6:2 เห็นชอบเสนอชื่อ “ศาสตราจารย์  พล.ต.ต. ดร.จักรพงษ์ วิวัฒน์วานิช” ศาสตราจาย์คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในสาขารัฐศาสตร์ จากผู้สมัคร 4 คน

5 พฤษภาคม 2569 ในการประชุมวุฒิสภา ที่มี พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 เป็น ประธาน ได้พิจารณาตั้ง คณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของ ศาสตราจารย์ พล.ต.ต. ดร.จักรพงษ์ วิวัฒน์วานิช ศาสตราจารย์คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในสาขารัฐศาสตร์ แทนที่ ศาสตราจารย์ นครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ที่ครบวาระการดำรงตำแหน่งมากว่า 1 ปี

กรรมาธิการฯ สอบประวัติของ สว.ชุด “เลือกคนกันเอง-ตั้งคนกันเอง นักเลงพอ” มีทั้งสิ้น 15 คน ล้วนเป็นขาประจำในการตรวจสอบแต่งตั้งกรรมการใองค์กรอิสระมาแล้วแทบทั้งสิ้น 

อาทิเช่น 1.นายกมล รอดคล้าย 2.นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร 3.พล.ต.ต.ฉัตรวรรณ แสงเพชร 4.นายชีวะภาพ ชีวะธรรม 5.พล.ต.ท.บุญจันทร์ นวลสาย 6.นายธวัช สุระบาล 7.นายกัมพล สุภาเพ่ง  ฯลฯ โดยกำหนดเวลาทำงานภายใน 60 วัน

แม้ในที่ประชุม สว.วันดังกล่าว นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. ได้ขอหารือและตั้งข้อสังเกต 2 ประเด็น 1.เรื่องบุคคลที่เสนอให้แต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ โดยยกรายงานของกรรมการสรรหา ที่ระบุถึงผลการตรวจสอบบัตรสนเท่ห์ให้ตรวจสอบคุณสมบัติของศาสตราจารย์ พล.ต.ต. ดร.จักรพงษ์ ใช้สมัครไม่ตรงกับสาขาที่สมัคร 

2.ผลการลงมติตัดสิน ก็ไม่เป็นเอกฉันท์ 6 ต่อ 2 โดย 2 เสียง ที่เห็นว่า คุณสมบัติไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ มีนัยสำคัญ เพราะมีตำแหน่งเป็นถึง “ประธานกรรมการสรรหา” คือ นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา และกรรมการสรรหาจากผู้แทนกรรมการสิทธิฯ

แต่ นายวุฒิชาติ กัลยาณมิตร สว. ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) ชี้แจงว่า การตั้งข้อสังเกตว่า กระบวนการเห็นชอบตุลาการศาลรัฐธรรมนูญรอบนี้ มีการเร่งรัด รู้สึกไม่สบายใจ เพราะข้อเท็จจริง การสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญรอบนี้ทำมาตั้งแต่เดือน พ.ย.2567 ใช้เวลา 1 ปีครึ่ง สรรหามาหลายครั้ง รอบล่าสุดได้ขยายเวลาเปิดรับสมัคร เป็น 45 วัน จากเดิม 15 วัน ส่วนการลงมติของกรรมการสรรหานั้น ขอไม่ก้าวล่วง

“เรื่องนี้ได้รับการบรรจุเข้าที่ประชุมตั้งแต่วันที่ 28 เม.ย .แต่ชะลอเรื่องดังกล่าวออกไป เพราะมีข้อร้องเรียนต่อผู้ได้รับการเสนอชื่อ เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งกรรมการสรรหาไม่ได้ละเลย รับเรื่องเพื่อพิจารณา จึงเลื่อนรับรอง จากวันที่ 24 เม.ย. 2569 เป็นวันที่ 29 เม.ย.2569” นายวุฒิชาติ ชี้แจง

                                 “ของร้อน”ตุลาการศาล รธน. ในอุ้งมือ“สว.-ขาใหญ่การเมือง”

ของร้อนในการแต่งตั้ง “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” คนใหม่ ที่มาจากสาขารัฐศาสตร์ จึงมาตกอยู่ในมือของ “สมาชิกวุฒิสภา” ที่ปัจจุบันยังมีมลทินติดตัวจาก “คดีฮั้วการเลือก สว.” ที่ยืดเยื้อ ลากยาวมาเกือบ 2 ปี และ “สว.ชุดเลือกันเองนักเลงพอ” ชุดนี้กว่า 130 คน ตกอยู่ใต้อาณัตินักการเมืองขาใหญ่แบบยกยวง

ถ้าผลการสอบประวัติ คุณสมบัติ จริยธรรมฯ และการลงมติ ของ สว. มีผลออกมาว่า “ศาสตราจารย์ พล.ต.ต.จักรพงษ์” ได้เป็น ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามที่มีการล็อบบี้กันอย่างหนักของฝ่ายการเมือง ฟันธงลงไปได้เลยว่า “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านนี้มีมลทินติดตัว คนไม่เชื่อตั้งแต่ต้น”

ทำไมเป็นเช่นนั้น โปรดพิจารณา

ประเด็นแรก การสรรหารอบนี้ เน้น “ผู้ทรงคุณวุฒิสายรัฐศาสตร์” ต้องคัดเลือกจากผู้สมัครที่มีคุณสมบัติ ตามมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (4) แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561 ที่ “กำหนดให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ สาขารัฐศาสตร์ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์” โดยต้องดำรงตำแหน่ง หรือ เคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยของไทย มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และ “มีผลงานวิชาการเป็นที่ประจักษ์”

แต่ ศาสตราจารย์ พลตำรวจตรี ดร.จักรพงษ์ เป็น อาจารย์ (สบ 2) ภาควิชากฏหมายวิธีบัญญัติ ส่วนวิชากฏหมาย โรงเรียนนายร้อยตํารวจ 1 มิถุนายน 2539,

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (สบ 3) ภาควิชากฏหมายวิธีบัญญัติ ส่วนวิชากฏหมาย โรงเรียนนายร้อยตํารวจ 5 มิถุนายน 2543

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ (สบ 4) ภาควิชากฏหมายวิธีบัญญัติ ส่วนวิชากฏหมาย โรงเรียนนายร้อยตํารวจ 15 มิถุนายน 2546,

รองศาสตรจารย์ (สบ 4) ภาควิชากฏหมาย โรงเรียนนายร้อยตํารวจ 30 มิถุนายน 2548,

รองศาสตราจารย์ (สบ 4) หัวหน้าภาควิชากฎหมายวิธีบัญญัติ กองบังคับการวิชาการ โรงเรียนนายร้อยตํารวจ 2549,

ศาสตรจารย์ (สบ 5) ภาควิชากฏหมายวิธีบัญญัติ กลุ่มงานวิชากฏหมาย โรงเรียนนายร้อยตํารวจ 1 พฤศจิกายน 2550,

ศาสตราจารย์ (สบ 5) กลุ่มงานวิชาการกฎหมาย กองบังคับการวิชาการ โรงเรียนนายร้อยตํารวจ,

ศาสตราจารย์ (สบ 5) กลุ่มงานคณาจารย์ คณะตํารวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตํารวจ 7 กันยายน 2552,

ศาสตราจารย์ (สบ 6) กลุ่มงานคณาจารย์ คณะตํารวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตํารวจ 30 ตุลาคม 2558,

อาจารย์ (สบ 6) กลุ่มงานคณาจารย์ คณะตํารวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตํารวจ, อาจารย์ (สบ 6) ประจําโรงเรียนนายร้อยตํารวจ 1 เมษายน 2563

เป็น รองผู้บัญชาการ สํานักงานคณะกรรมการข้าราชการตํารวจ 1 ตุลาคม 2563 และผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ สตช. 1 เมษายน 2566

ในรายงานที่นำเสนอต่อวุฒิสภา ได้เผยแพร่ส่วนการแสดงความคิดเห็นและการสัมภาษณ์ของ นายจักรพงศ์ ต่อกรรมการสรรหา เมื่อ 7 เม.ย. 2569 ความตอนหนึ่งของในช่วงที่กรรมการสรรหาฯ ตั้งคำถามถึงจุดอ่อนที่จะพัฒนาต่อไป ซึ่งศาสตราจารย์ พลตำรวจตรี ดร.จักรพงศ์ ชี้แจงปรากฏในเอกสารหน้าที่ 20 ว่า....

“จุดอ่อนของผม ผมเป็นนักกฎหมายมหาชนคนหนึ่ง ซึ่งจบทางนิติศาสตร์มหาชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบปริญญาเอกทางมหาชนโดยตรง เข้าใจเรื่องทางมหาชนทั้งหมด เพราะฉะนั้นในการทำงานของผมค่อนข้างที่จะเข้าใจการทำงานและสามารถทำงานได้ เพราะเเข้าใจเรื่องนิติวิธีทางมหาชนด้วย ในกฎหมายมหาชนด้วย เพราะฉะนั้นจุดอ่อนของผม อยากให้คนอื่นมอง”

ประเด็นต่อมา ศาตราจารย์ พลตำรวจตรี ดร.จักรพงษ์ นั้น ถือเป็น “นักล่าองค์กรอิสระ” ท่านเคยสมัครในองค์กรอิสระ 5 ครั้ง ไม่ได้รับการเลือกสักครั้ง

1.ศาตราจารย์ จักรพงษ์ เคยสมัครเข้ารับการสรรหาเป็น กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อย่างน้อย 3 ครั้ง ช่วงปี 2566-2567 ครั้งแรกสมัครเป็นกรรมการ ปปช. แทนที่ พล.อ.บุณยวัจน์ เครือหงส์ กรรมการ ป.ป.ช. ระหว่างวันที่ 24 ต.ค.  - 7 พ.ย. 2566 ครั้งที่สอง แทนตำแหน่ง นายณรงค์ รัฐอมฤต และครั้งที่สาม แทนที่ นายณัฐจักร ปัทมสิงห์ ณ อยุธยา 

2.ศาสตราจารย์ พลตำรวจตรี ดร.จักรพงษ์ เคยสมัครเข้ารับการสรรหาเป็น กกต. 2 ครั้ง ครั้งแรกสมัครในตำแหน่ง  กกต.แทน นายอิทธิพร บุญประคอง ประธาน กกต. ครั้งที่สอง ศาสตราจารย์ จักรพงษ์ เคยสมัครเป็น กกต.แทน ศาสตราจารย์สันทัด ศิริอนันต์ไพบูลย์ เมื่อเดือนตุลาคม 2568 

ปรากฏว่า ศาสตราจารย์ พลตำรวจตรี ดร.จักรพงษ์ ตกรอบคณะกรรมการสรรหาการ เป็นกรรมการในองค์กรอิสระ “ปปช.-กกต.” ทั้ง 5 ครั้ง

ถ้าไม่ได้คัดเลือกเป็น “ป.ป.ช.-กกต. แต่ได้เป็น “ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ” คงสนุกกันทั้งเมือง

แถมท้ายเข้าไปอีกดอกว่า ถ้า “สว.ชุดตั้งเอง-ชงเอง” ลงมติเลือก ศาสตราจารย์ พลตำรวจตรี ดร.จักรพงษ์ ซึ่งยอมรับว่า ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ โดยแต่งตั้ง เมื่อ 1 พ.ย.2550 ก่อนวันที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงเรียนนายร้อยตำรวจ พ.ศ. 2551 จะมีผลบังคับใช้

แต่กฎหมายในมาตรา 32 เปิดช่องให้ว่า ผู้ซึ่งได้เป็นศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และ อาจารย์ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจอยู่ก่อนวันที่ พ.ร.บ.ใช้บังคับ ให้มีฐานะเป็น ศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และอาจารย์

และมาตรา 33 กำหนดให้ระหว่างที่ไม่มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีสาขาวิชาใด ให้ผู้สำเร็จวิชาการตำรวจ ตามหลักสูตรนักเรียนนายร้อยตำรวจ ได้รับปริญญาทางรัฐประศาสนศาสตร์ ประกอบกับโรงเรียนนายร้อยตำรวจในขณะนั้น มีเพียงสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์เพียงสาขาเดียวเท่านั้น คณะนิติศาสตร์ จัดตั้งขึ้นเมื่อ 2 เม.ย. 2562 

แปลว่า เลือกคนมาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรม ไม่ตรงกับรัฐธรรมนูญกำหนดว่า “ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ สาขารัฐศาสตร์ หรือ รัฐประศาสนศาสตร์” โดยต้องดำรงตำแหน่ง หรือ เคยดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยของไทย มาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี และ “มีผลงานวิชาการเป็นที่ประจักษ์”

ต่อมา ศาสตราจารย์ พล.ต.ต.ดร.จักรพงษ์ ยอมรับว่า เป็น ศาสตราจารย์ โดยการตั้งของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ไม่อยู่ในบัญชีของ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)  และไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ  

สว.ชุดนี้จะไปตอบคำถามสังคม ในการตัดสิทธิ์ด้วยการลงมติ ไม่เลือก 1.ศาสตราจารย์ ดร.สิริพรรณ นกสวน สวัสดี นักวิชาการชื่อดังจากคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 2.ศาสตราจารย์ ร้อยตำรวจเอก สุธรรม เชื้อประกอบกิจ อาจารย์สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ สังกัดคณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่นักวิชการสายรัฐศาสตร์ยอมรับว่าเป็น“2 คุรุรัฐศาสตร์” ได้อย่างไร 

การเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในมือของ “สว.+ขาใหญ่ทางการเมือง” ที่ล็อบบี้กันอย่างหนักรอบนี้ จึงท้าทายต่อความเป็นอิสระของศาลอย่างยิ่ง

ก่อนหน้านี้ สว.ชุดนี้ลงมติให้ความเห็นชอบ นายสราวุธ ทรงศิวิไล อดีตอธิบดีกรมทางหลวง เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ด้วยคะแนน 143 ต่อ 17 งดออกเสียง 27 แทน นายปัญญา อุดชาชน มาแล้ว 1 คน ถ้าลงมติเลือก ศาสตราจารย์ พล.ต.ต.ดร.จักรพงษ์ มาเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอีก 1 คน อำนาจบารมี ขาใหญ่ทางการเมือง จะครอบครององค์กรอิสระเต็มอัตราศึก

อำนาจสว.สายน้ำเงิน บานสะพรั่ง “กกต. 5 หน่อ ผนึกกับ ป.ป.ช. 4 หน่อ ต่อยอดกับ ศาลรัฐธรรมนูญ 2 หน่อ”  กิ่งใบบาน ชูคอ ครองประเทศไทย!

รายงานพิเศษ...โดยทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ  ฉบับ 4198