thansettakij
thansettakij
'สุภา ปิยะจิตติ' งัดคำพิพากษาศาลฎีกา สู้คดี ม.157 ปมภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7 หมื่นล้าน

'สุภา ปิยะจิตติ' งัดคำพิพากษาศาลฎีกา สู้คดี ม.157 ปมภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7 หมื่นล้าน

08 พ.ค. 69 | 05:33 น.
อัปเดตล่าสุด :08 พ.ค. 69 | 05:34 น.

'สุภา ปิยะจิตติ' เปิดความจริงสู้คดี ม.157  โต้กลับ “คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป” ชี้ชัดรัฐไม่เสียหาย เหตุเรียกคืนภาษีหมื่นล้านได้จริง ลั่นทำหน้าที่โปร่งใส รักษาผลประโยชน์แผ่นดิน  

คดีภาษีหุ้นชินคอร์ปปะทุขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อที่ประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) วันที่ 28 เมษายน 2569 ได้พิจารณาสำนวนการไต่สวนกรณีกล่าวหา น.ส.สุภา ปิยะจิตติ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง พร้อมพวกในข้อหาไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางใน คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป  ซึ่งเป็นการขัดต่อระเบียบกระทรวงการคลัง  

น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตรองปลัดกระทรวงการคลังชี้แจงข้อเท็จจริงกรณีการตัดสินใจไม่ยื่นอุทธรณ์คดีประเมินภาษีหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ของนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา ชินวัตรว่า ยืนยันว่า เป็นการดำเนินการตามระเบียบกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อเปลี่ยนตัวผู้ถูกเรียกเก็บภาษีให้ถูกต้องตามคำพิพากษาศาลฎีกา และป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับรัฐ 

ทั้งนี้ ตามระเบียบปฏิบัติของส่วนราชการ (หนังสือเวียน ว.44) กำหนดไว้ชัดเจนว่า หากส่วนราชการแพ้คดีในศาลชั้นต้น จะต้องทำการอุทธรณ์ไปก่อน เพื่อรักษาลำดับระยะเวลาตามกฎหมาย แต่สำหรับคดีที่มีทุนทรัพย์เกิน 100 ล้านบาท หากหน่วยงานเห็นว่า ไม่ควรดำเนินคดีต่อ จะต้องทำเรื่องขออนุญาตมายังกระทรวงการคลัง ซึ่งตนได้รับมอบหมายให้ดูแลในส่วนนี้ 

อย่างไรก็ตาม เหตุผลสำคัญในการไม่ยื่นอุทธรณ์ในขณะนั้น เนื่องจากศาลภาษีอากรกลางและอัยการสูงสุดมีความเห็นสอดคล้องกันว่า กรมสรรพากรประเมินภาษี “ผิดคน” โดยอ้างอิงจากคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (คดี อม. 1/2553 ที่วินิจฉัยเป็นที่สุดแล้วว่า หุ้นชินคอร์ป จำนวน 1,419 ล้านหุ้น เป็นของนายทักษิณ ชินวัตรและคุณหญิงพจมาน ที่ถือผ่านบุตรทั้งสองในฐานะตัวแทน 

“ในเมื่อข้อเท็จจริงถึงที่สุดแล้วว่า หุ้นเป็นของท่านทักษิณ หากสุภาอุทธรณ์ไปแล้วแพ้ในชั้นฎีกา สุภาก็ต้องรับผิดชอบ เพราะศาลฎีกาวางบรรทัดฐานไว้แล้ว หลักการคือเราต้องเดินตามกฎหมายและคำพิพากษา” น.ส.สุภากล่าว 

อดีตรองปลัดคลังย้ำว่า การสั่งการของตนไม่ได้ทำให้รัฐสูญเสียรายได้ แต่เป็นการสั่งให้กรมสรรพากรไปดำเนินการเรียกเก็บภาษีจาก “เจ้าของตัวจริง” คือนายทักษิณ ชินวัตร แทนเพื่อให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งท้ายที่สุดผลลัพธ์ก็นำไปสู่คำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 ที่สั่งให้นายทักษิณต้องชำระภาษีเป็นเงินรวมทั้งสิ้น 17,620 ล้านบาท 

 “ความเสียหายไม่เกิด เพียงแต่เปลี่ยนคนจ่ายเงินจากคุณโอ๊ค-เอม มาเป็นท่านทักษิณ วงเงิน 17,600 ล้านบาท ยังอยู่ครบถ้วนและมีการบังคับตามคำพิพากษาอยู่ขณะนี้” นางสาวสุภากล่าวทิ้งท้ายพร้อมแสดงความไม่เห็นด้วยกับ มติของ ป.ป.ช. ที่ชี้มูลความผิดต่อตนในกรณีนี้ 

ทั้งนี้น.ส.สุภาได้ไล่เหตุการณ์คดีหุ้นชินคอร์ปว่า เมื่อปี 2553 ศลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง (อม. แดง 1/53) มีคำวินิจฉัยว่า พ.ต.ท. ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน เป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริงมาโดยตลอด การจัดการคดีภาษีของบุตรทั้งสอง จากข้อเท็จจริงเรื่องความเป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริงดังกล่าว ทำให้ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาให้กรมสรรพากรเพิกถอนการประเมินภาษีของนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา เนื่องจากทั้งสองไม่ใช่ผู้ได้รับผลประโยชน์จากหุ้นดังกล่าว

ในขณะนั้น อัยการและกรมสรรพากรต่างเห็นพ้องว่า ไม่ควรอุทธรณ์คดี เนื่องจากศาลฎีกาฯ ได้วินิจฉัยตัวเจ้าของที่แท้จริงไว้แล้ว 

จากนั้น ตนได้เข้ามาดูแลเรื่องนี้ต่อในฐานะรองปลัดด้านรายได้ โดยได้มีหนังสือสั่งการลงวันที่ 25 มีนาคม 2554 ให้ตรวจสอบว่า หุ้นที่บุตรทั้งสองถืออยู่นั้นเป็นส่วนเดียวกับที่ศาลฎีกาฯ เคยมีคำวินิจฉัยไว้หรือไม่ เมื่อได้รับรายงานยืนยันว่าใช่ จึงได้มีหนังสือแจ้งกรมสรรพากรเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2554 ว่า กระทรวงการคลังรับทราบการไม่อุทธรณ์คดี

แต่ได้ “ให้ข้อสังเกตเพิ่มเติม” ให้กรมสรรพากรไปดำเนินการตามกฎหมายเพื่อประเมินภาษีจากบุคคลที่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงแทน ซึ่งยืนยันว่า ในขณะที่สั่งการนั้น ยังเหลือระยะเวลาในการเก็บภาษีตามกฎหมายอีกกว่า 1 ปี  

สำหรับคดีพิพาทเรื่องการจัดเก็บภาษีอากรจากการขายหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)ระหว่างนายทักษิณ ชินวัตร ในฐานะโจทก์ และกรมสรรพากรกับพวกในฐานะจำเลย มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6890/2565 เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569  

จุดเริ่มต้นของคดีนี้เกิดจากการที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) ตรวจสอบพบว่า นายทักษิณได้โอนหุ้น SHIN-F ให้กับบริษัท แอมเพิล ริช อินเวสเม้นท์ จำกัด และต่อมามีการโอนต่อให้นายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา ชินวัตร ในราคาที่ต่ำกว่าราคาตลาด 

'สุภา ปิยะจิตติ' งัดคำพิพากษาศาลฎีกา สู้คดี ม.157 ปมภาษีหุ้นชินคอร์ป 1.7 หมื่นล้าน

กรมสรรพากรเห็นว่า ส่วนต่างของราคานี้ถือเป็นเงินได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร อาศัยข้อเท็จจริงจากคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เคยวินิจฉัยว่า โจทก์ยังคงเป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริง และบุตรทั้งสองเป็นเพียงผู้ถือหุ้นไว้แทนในฐานะตัวแทนเชิดเท่านั้น 

ศาลฎีกาได้วินิจฉัยวางหลักการสำคัญว่า การที่เจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกไปยังนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ซึ่งมีชื่อเป็นผู้ถือหุ้นในทะเบียน (ตัวแทน) ภายในกำหนดเวลา 2 ปี นับแต่วันที่โจทก์ยื่นรายการเสียภาษีไว้นั้น ถือเป็นการออกหมายเรียกที่ชอบด้วยกฎหมายและมีผลผูกพันโจทก์ในฐานะตัวการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ดังนั้น กรมสรรพากรจึงมีอำนาจในการประเมินภาษีโจทก์ได้โดยไม่ต้องออกหมายเรียกซ้ำไปยังตัวโจทก์โดยตรงอีกครั้ง 

 

หน้า 16 หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 4,198 วันที่ 7 - 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2569