thansettakij
thansettakij
"สุภา" แจงยิบปมไม่อุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ย้ำรัฐไม่เสียหายแม้แต่บาทเดียว 

"สุภา" แจงยิบปมไม่อุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ย้ำรัฐไม่เสียหายแม้แต่บาทเดียว 

สุภา ปิยะจิตติ แจงยิบปมไม่อุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ยันทำตนทำตามระเบียบ หนังสือเวีน ว 44 และรัฐไม่เสียหายแม้แต่บาทเดียว เพียงการเปลี่ยนตัวผู้เสียภาษีเป็น นายทักษิณ ชินวัตร จำนวน 17,620 ล้านบาท 

KEY

POINTS

  • น.ส.สุภา ย้ำการอุทธรณ์ไปก่อน เป็นหน้าที่กรมสรรพากร หากไม่ประสงค์อุทธรณ์ จึงส่งหนังสือมากระทรวงการคลังเพื่ออนุญาต
  • ตัดสินใจไม่อุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ยึดตามคำพิพากษาศาลฎีกาฯ ที่วินิจฉัยว่าเจ้าของหุ้นที่แท้จริงคือ นายทักษิณ ชินวัตร ไม่ใช่บุตรทั้งสอง การประเมินภาษีที่บุตรทั้งสองเป็นการ "ประเมินผิดตัว" และอัยการสูงสุดเห็นว่าไม่ควรอุทธรณ์เพราะมีโอกาสแพ้คดีสูง
  • ยืนยันว่ารัฐไม่ได้รับความเสียหายทางการเงิน เพราะเป็นเพียงการเปลี่ยนตัวผู้เสียภาษีให้ถูกต้อง โดยกรมสรรพากรได้เรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณเป็นเงิน 17,620 ล้านบาท

จากกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติชี้มูลความผิดกรณีการไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในคดีการประเมินภาษีโอนหุ้นชินคอร์ปอเรชั่น ล่าสุด นางสาวสุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. และอดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษในรายการฐานทอล์ค ออกอากาศทางช่องเนชั่นทีวี 22 โดยตอบคำถามถึงสาเหตุที่ได้อนุญาตไม่อุทธรณ์คำพิพากษาดังกล่าวโดยละเอียด

เปิดระเบียบ ว 44

น.ส.สุภา อธิบายถึงหลักการตามหนังสือเวียน ว 44 และ ว 177 ซึ่งเป็นคำสั่งทางปกครองที่ใช้บังคับกับส่วนราชการมาตั้งแต่ปี 2535 ว่า ในกรณีที่ส่วนราชการแพ้คดี อำนาจในการฟ้องร้อง อุทธรณ์ หรือฎีกา เป็นของส่วนราชการเจ้าของคดีโดยตรง หลักการสำคัญคือส่วนราชการที่แพ้คดีต้องทำการอุทธรณ์ไปก่อนเพื่อรักษาระยะเวลา หากเห็นว่าไม่ควรอุทธรณ์จึงค่อยทำเรื่องขออนุมัติมายังกระทรวงการคลัง

ระยะเวลาอุทธรณ์ในคดีนี้สิ้นสุดวันที่ 29 มีนาคม 2554 ซึ่ง กรมสรรพากรรู้อยู่แล้วว่าต้องอุทธรณ์ไปก่อน แต่ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากค่าใช้จ่ายในการวางศาลจำนวน 20 ล้านบาท ทางกรมสรรพากรจึงได้โฮลด์ไว้ก่อน แล้วได้แจ้งว่าจะรอฟังผลจากกระทรวงการคลัง ซึ่งได้มีการส่งสำเนาคำฟ้อง ,คำพิพากษา ,ความเห็นของส่วนราชการเจ้าของคดี และความเห็นของสำนักงานอัยการสูงสุด มาให้ทางกระทรวงการคลังพิจารณา น.ส.สุภา ย้ำว่าการอุทธรณ์ไปก่อนเป็นความรับผิดชอบของกรมสรรพากร ไม่ใช่ของกระทรวงการคลัง

ยึดคำวินิจฉัยศาลฎีกาฯ เป็นบรรทัดฐาน

อดีตรองปลัดคลัง ระบุเหตุผลสำคัญที่นำไปสู่การไม่อุทธรณ์คือ คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่มีมติเอกฉันท์ว่า นายทักษิณ ชินวัตร และคุณหญิงพจมาน เป็นเจ้าของหุ้นชินคอร์ปที่แท้จริง จำนวน 1,419 ล้านหุ้น ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง ไม่ใช่บุตรทั้งสองคน (นายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา)

เมื่อข้อเท็จจริงจากศาลฎีกาฯ ซึ่งเป็นที่สุดแล้วระบุว่าหุ้นเป็นของนายทักษิณ ศาลภาษีอากรกลางจึงพิพากษาว่าการที่กรมสรรพากรไปประเมินเรียกเก็บภาษีจากนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทานั้นเป็นการ "ประเมินผิดตัว" และให้เพิกถอนการประเมินดังกล่าว น.ส.สุภาระบุว่า อัยการสูงสุดได้ให้ความเห็นอย่างชัดเจนว่าไม่ควรอุทธรณ์ เพราะไม่สามารถเปลี่ยนความเป็นเจ้าของหุ้นที่ศาลฎีกาฯ วางบรรทัดฐานไว้แล้วได้ หากดึงดันอุทธรณ์ไปก็มีโอกาสแพ้คดีสูง

ยันใช้อำนาจตามกฎหมาย

น.ส.สุภาย้ำว่า บทบาทของกรมสรรพากร กับกระทรวงคลัง แยกจากกันอย่างชัดเจน และ “หนังสือเวียน ว 44” เป็นคำสั่งทางปกครองที่ไม่ได้ให้อำนาจกระทรวงการคลังไปกำชับเรื่องการอุทธรณ์กับหน่วยราชการเจ้าของคดี ดังนั้นหากต้องการให้มีการกำชับเพิ่มเติมได้ กระทรวงการคลังก็ต้องไปแก้หนังสือเวียน ให้มีข้อความระบุชัดเจนว่า 

“ถ้าหน่วยราชการไม่อุทธรณ์ไปก่อน ส่วนราชการนั้นต้องผิดวินัย หรือไม่แล้วก็มอบหมายให้กระทรวงการ คลัง หรือ รองปลัดคลัง ด้านรายจ่ายดูแลด้วยว่า ส่วนราชการได้อุทธรณ์ไปก่อนหรือไม่ ดังนั้นหากต้องการให้ดำเนินการมากไปกว่า หนังสือเวียน ว 44 ก็ต้องไปแก้หนังสือเวียน” น.ส.สุภากล่าว


อีกประเด็นคือ เรื่องการนำคำวินิจฉัยของศาลหนึ่งไปใช้กับอีกศาลหนึ่ง ซึ่งเป็นคนละคู่ความกันนั้น  น.ส.สุภาเห็นว่า “ข้อเท็จจริง” ในคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้วินิจฉัยถึงที่สุดแล้วว่า หุ้นเป็นของนายทักษิณ ซึ่งเป็นเหตุให้มีการยึดทรัพย์กว่า 46,000 ล้านบาท

เมื่อข้อเท็จจริงดังกล่าวถึงที่สุดแล้ว ศาลอื่น เช่น ศาลภาษีอากรกลาง จึงสามารถนำข้อเท็จจริงนั้นมาพิจารณาประกอบได้ โดยดูว่าข้อเท็จจริงเดียวกันสามารถใช้ในคดีภาษีได้หรือไม่ กรณีนี้จึงเป็นการเชื่อมโยงข้อเท็จจริงเดียวกัน ส่วนเรื่องของคู่ความที่แตกต่างกันใน 2คดีนั้น ไม่ว่าจะเป็นอัยการ หรือกรมสรรพากรล้วนทำหน้าที่เป็น “ตัวแทนของรัฐ” ในการดำเนินคดี กับทั้งนายทักษิณ หรือนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ซึ่งล้วนมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันในทั้งสองคดี จึงเป็นเหตุให้ศาลภาษีอากรกลางมีคำพิพากษาดังกล่าว

รัฐไม่ได้เสียหายแม้แต่บาทเดียว

น.ส.สุภายืนยันหนักแน่นว่า การสั่งการในวันนั้นไม่ทำให้เกิดความเสียหายต่อรัฐแม้แต่บาทเดียว แต่เป็นการเปลี่ยนตัวผู้จ่ายภาษีให้ถูกต้องตามกฎหมาย ยอดภาษีที่เกี่ยวข้องไม่ใช่เพียง 50 ล้านบาทตามที่มีการกล่าวอ้างในบางสำนวน แต่ยอดจริงที่รัฐดำเนินการเรียกเก็บจากนายทักษิณคือ 17,620 ล้านบาท ซึ่งศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้นายทักษิณชำระยอดนี้จริง และกรมสรรพากรอยู่ระหว่างการบังคับคดีตามอายุความ 10 ปี

"หลักการคือเราเดินตามกฎหมาย เดินตามคำพิพากษาศาลฎีกา และความเห็นของหน่วยงานทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด จึงไม่มีประเด็นใดที่บอกว่าผิดพลาด และยังคงสงสัยว่าเหตุใด ป.ป.ช. ถึงมีมติชี้มูลในเรื่องนี้ทั้งที่ไม่มีความเสียหายเกิดขึ้นต่อรัฐ" นางสาวสุภากล่าวทิ้งท้าย