
“สุริยะ”งานเข้า! 2 นักร้องยื่น ป.ป.ช.-กกต. ฟันเด้งอธิบดีฝนหลวง
เด้งอธิบดีฝนหลวงบานปลาย “ศรีสุวรรณ” ยืนป.ป.ช.ฟันจริยธรรม “สุริยะ” ปมหลานจุ้นงบประมาณ“เรืองไกร”ร้อง กกต.ขอส่งศาล รธน.วินิจฉัยคุณสมบัติ-สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่
KEY
POINTS
- นายศรีสุวรรณ จรรยา และ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. และ กกต. ให้ตรวจสอบนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรฯ กรณีสั่งย้ายอธิบดีกรมฝนหลวงฯ
- อธิบดีกรมฝนหลวงฯ ที่ถูกย้ายอ้างว่าสาเหตุมาจากการที่หลานของนายสุริยะ พยายามเข้ามาแทรกแซงเรื่องงบประมาณซ่อมบำรุงอากาศยานของกรม
- ข้อร้องเรียนกล่าวหาว่า การกระทำของ นายสุริยะ เข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ ใช้อำนาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ซึ่งอาจทำให้ขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี
วันที่ 1 พ.ค. 2569 นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เข้ายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ไต่สวนและวินิจฉัย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และพวก กรณียอมรับว่า หลานของตนเอง เข้ามาก้าวก่ายการบริหารราชการในกรมฝนหลวงและการบินเกษตร จนกลายเป็นกรณีพิพาท
ทั้งนี้ สืบเนื่องจากกรณี นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงฯ ยื่นหนังสือลาออกจากราชการ เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 โดยอ้างว่า ไม่สามารถสนองนโยบายฝ่ายการเมืองได้ อันเนื่องมาจากนายสุริยะ เสนอคณะรัฐมนตรีให้โยกย้าย นายราเชน จากตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงฯ ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการเพียง 5 เดือน โดยอ้างว่า เพื่อความเหมาะสม เพราะต้องการคนที่ทำงานคล่องตัวจึงต้องเปลี่ยนอธิบดีเพราะใกล้เกษียณ
แต่ นายราเชน ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน กรณีที่ถูกย้ายไปเป็นผู้ตรวจฯ เพราะมีโทรศัพท์จากซีอีโอสายการบิน มาขอพบ พอถึงวันมี 3 คนมาพบ บอกว่า จะมาช่วยดูงานซ่อมอากาศยาน แต่อธิบดีไม่พบ เพราะมีงานนัดหมายล่วงหน้า ไม่รู้มิจฉาชีพหรือไม่ จึงเป็นเหตุให้ถูกย้ายหรือไม่ ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ สวนกลับว่าไม่เกี่ยวกันเลย เพราะอย่างไรก็ต้องย้ายเพราะมีปัจจัยหลาย ๆ อย่างที่ต้องสั่งย้ายอยู่แล้ว
นายราเชน ยังกล่าวอีกว่า ตนเก็บเรคคอร์ททั้งหมดมีทั้งคลิปและโทรศัพท์ที่โทรมาเมื่อ 24 เม.ย. 69 ก็ติดต่อมาถึง 5 ครั้ง งบซ่อมอากาศยานปกติได้ปีละ 300 ล้านบาท ซึ่งซ่อมไม่จริงไม่ได้ เพราะเสี่ยงต่ออุบัติเหตุ และยังยืนยันอีกว่า มีบุคคลเรียกให้เอาเอกสารไปดูงบปี 70 ไปคุยที่อาคารแห่งหนึ่งแถวย่านวิภาวดีอีกด้วย
กรณีที่ นายราเชน ออกมาแฉว่าถูกหลานรัฐมนตรีพยายามโทรศัพท์หาเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับการซ่อมอากาศยาน ของกรมฝนหลวงฯ และการที่คนใกล้ชิดเรียกให้เอาเอกสารไปดูงบปี 70 บริเวณชั้น 4 อาคารที่ทำการพรรค ถนนวิภาวดีนั้น เป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยงต่อการขัดรัฐธรรมนูญ ม.144 ซึ่งห้าม สส. ยุ่งเกี่ยวกับงบประมาณแผ่นดิน และอาจเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ม.184 (2) ประกอบ ม.186 รวมทั้งขัดต่อจริยธรรมอย่างร้ายแรงด้วย ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ จะปฏิเสธความรับผิดชอบไปมิได้
ด้วยเหตุดังกล่าว องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน จึงนำความ พร้อมพยานหลักฐาน คลิปสัมภาษณ์ทั้งหมดมาร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ไต่สวนและมีความเห็นชี้มูลความผิดว่า การกระทำของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรฯ และคนใกล้ชิดเข้าข่ายทุจริตต่อหน้าที่ หรือจงใจปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญหรือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ด้วย
ขอกกต.ส่งศาลรธน.วนิจฉัยคุณสมบัติ
ขณะที่ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ นักกฎหมาย ยื่นคำร้องถึงคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบและส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ กรณีโยกย้าย นายราเชน ศิลปะรายะ จากอธิบดีกรมฝนหลวงฯ ไปเป็นผู้ตรวจราชการประจำกระทรวง
กล่าวหาว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเหตุให้ต้องพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีเป็นการเฉพาะตัว ฐานไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงอันเป็นลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 (4) ประกอบมาตรา 160 (4)(5) หรือไม่
นายเรืองไกร กล่าวว่า ข้อเท็จจริงที่ปรากฏผ่านสื่อ เช่น การยื่นหนังสือลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงและการเกษตร โดยให้เหตุผลเนื่องจากไม่สามารถสนองนโยบายของฝ่ายการเมืองได้ และได้มีการโพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว และให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน ซึ่งมีข้อเท็จจริงที่จะนำมาเป็นหลักฐานในการไต่สวนความจริง ถือว่ามีน้ำหนัก
กรณีดังกล่าวเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ของ นายสุริยะ ในฐานะรัฐมนตรี ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์และมีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่
และต่อมา นายสุริยะ ก็ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนในกรณีดังกล่าว โดยยอมรับว่า หลานตัวเองได้ติดต่อไปยัง นายราเชนเพื่อขอดูงบประมาณปี 2570 ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร แต่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการโยกย้าย อีกทั้งยังให้สัมภาษณ์ว่าการโยกย้ายเพราะใกล้เกษียณราชการ
จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏผ่านสื่อต่างๆ จึงมีพยานหลักฐานเพียงพอที่เป็นความปรากฏต่อ กกต. ซึ่ง กกต.มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ที่จะส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้วินิจฉัยว่า นายสุริยะ เข้าข่ายมีลักษณะต้องห้ามฐานไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และมีพฤติกรรมเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่
จึงได้ขอให้ กกต.รวบรวมพยานหลักฐานจากผู้ที่เกี่ยวข้องพร้อมมีหนังสือให้ นายสุริยะ เข้าให้ข้อเท็จจริงประกอบเพื่อส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาต่อไป พร้อมขอให้มีคำสั่งให้นายสุริยะ หยุดปฏิบัติหน้าที่ไว้ก่อน






