
ป.ป.ช.ฟัน “สุภา ปิยะจิตติ” ไม่อุทธรณ์คดีภาษีหุ้นชินคอร์ป รัฐสูญ 1.7 หมื่นล้าน
ป.ป.ช.มีมติ 4 ต่อ 3 ชี้มูล “สุภา ปิยะจิตติ” สมัยเป็นรองปลัดกระทรวงการคลัง ไม่อุทธรณ์ฎีกาคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ทำรัฐเสียประโยชน์ 1.7 หมื่นล้านบาท
KEY
POINTS
- ป.ป.ช.มีมติ 4 ต่อ 3 ชี้มูลความผิด น.ส.สุภา ปิยะจิตติ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง
- กรณีมีคำสั่งไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางในคดีภาษีหุ้นชินคอร์ป ซึ่งเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และไม่เป็นไปตามระเบียบที่กำหนด
- การกระทำดังกล่าวส่งผลให้รัฐเกิดความเสียหาย จากการไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้เป็นมูลค่าประมาณ 1.7 หมื่นล้านบาท
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 ในการประชุมคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ในส่วนสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงที่ชี้มูลความผิดและใกล้ขาดอายุความ โดยมีกรรมการ ป.ป.ช. 8 คนเข้าร่วมประชุม
มีวาระลงมติสำนวนการไต่สวนที่กล่าวหา นางสาวสุภา ปิยะจิตติ ช่วงดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน) กับพวก กรณีไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ตามคดีของ ป.ป.ช. คดีดำเลขที่ 03-3-1058/2564 ตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว44 ลงวันที่ 23 มิถุนายน 2549 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์ ฎีกาคดีแพ่งและอุทธรณ์คดีศาลปกครอง
ทั้งนี้ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ มีมติ 4 ต่อ 3 (นายประภาศ คงเอียด กรรมการ ป.ป.ช.ขอถอนตัวในการลงมตินี้ และมติเสียงข้างน้อยสามเสียงคือ นายเพียรศักดิ์ สมบัติทอง นายเอกวิทย์ วัชชวัลคุ นายแมนรัตน์ รัตนสุคนธ์) มติที่ประชุมเสียงข้างมากได้ชี้มูลความผิด น.ส.สุภา กับพวก พร้อมส่งสำนวนดังกล่าวให้พนักงานพนักงานอัยการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายไปแล้ว
ที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้แยกข้อกล่าวหาไว้อีกสำนวนหนึ่ง คือ กรณีที่จ้าหน้าที่ของกรมสรรพากรและเจ้าหน้าที่ของกระทรวงการคลังที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการออกหมายเรียก นายทักษิณ ชินวัตร ผู้มีหน้าที่เสียภาษีอีกรายหนึ่งมาทำการตรวจสอบไต่สวนเพื่อทำการประเมินภาษีภายในเวลาห้าปีนับแต่วันพ้นกำหนดเวลายื่นแบบรายการภาษี ตามประมวลรัษฎากร มาตรา19 ซึ่งเป็นเรื่องที่มีการกล่าวหาใหม่อีกหนึ่งเรื่อง
สืบเนื่องจากกรณีที่กรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้มีหนังสือ ลงวันที่ 13 มีนาคม 2560 ถึงประธาน ป.ป.ช. เรื่องขอส่งข้อเสนอของกรรมาธิการวิสามัญฯ กรณีเจ้าหน้าที่สรรพากรไม่ออกหมายเรียกเพื่อไต่สวนในการประเมินภาษีภายในระยะเวลาห้าปี ทำให้รัฐต้องสูญเสียการจัดเก็บภาษี และเกิดความเสียหายร้ายแรงต่อระบบราชการของกระทรวงการคลัง และกรมสรรพากร
และเกิดความเสียหายจากการไม่อุทธรณ์คำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางให้เป็นไปตามหนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค 0604.2/ว 44 และระเบียบกรมสรรพากรว่าด้วยการดำเนินคดีแพ่ง พ.ศ. 2553 กำหนด ทำให้คดีดังกล่าวถึงที่สุดและไม่สามารถเก็บภาษีดังกล่าวจำนวน 1.1 หมื่นล้านบาทเศษ ได้อีกต่อไป
แหล่งข่าวจากสำนักงาน ป.ป.ช. เผยรายละเอียดของสำนวนนี้ สาระหลักที่สำคัญคือ จากทางไต่สวนได้ความว่า หนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค 0604.2/ว 44 ข้อ1.2 กำหนดว่า หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์ ฎีกา คดีแพ่งเกินที่มีทุนทรัพย์เกินกว่าสิบล้านบาท และศาลได้มีพิพากษาให้ส่วนราชการเป็นฝ่ายแพ้คดี หรือพิพากษาให้ส่วนราชการชนะคดีไม่เต็มตามฟ้อง หากส่วนราชการเจ้าของคดีและพนักงานอัยการเห็นควรอุทธรณ์ ฎีกา ก็ให้ส่วนราชการอุทธรณ์ ฎีกา โดยไม่ต้องส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณา
ในกรณีที่ส่วนราชการเจ้าของคดีและพนักงานอัยการมีความเห็นตรงกันว่า คดีไม่ควรอุทธรณ์ ฎีกา ให้ดำเนินการอุทธรณ์ ฎีกา ไปก่อน เนื่องจากเป็นคดีที่มีทุนทรัพย์สูงแล้วจึงส่งเรื่องให้กระทรวงการคลังพิจารณาโดยเร็ว
ขณะเดียวกันกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง มีหน้าที่พิจารณาเสนอความเห็นต่อกระทรวงการคลังว่า เป็นกรณีที่สมควรอุทธรณ์ ฎีกา คำพิพากษา หรือไม่ และรองปลัดกระทรวงการคลัง (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน) มีอำนาจหน้าที่ในการพิจารณาว่าสมควรจะอุทธรณ์หรือฎีกาหรือไม่ ตามคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 60/2552 เรื่องการมอบอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังให้แก่ปลัดกระทรวง รองปลัดกระทรวง และหัวหน้าส่วนราชการในสังกัดกระทรวงการคลัง ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้มอบอำนาจในการสั่งการหรือให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับความรับผิดทางแพ่ง การดำเนินการด้านพิจารณาอุทธรณ์ ฎีกาฯ
รวมทั้งยุติการดำเนินคดีแพ่งและคดีปกครองครั้งหนึ่งในวงเงินเกินสิบล้านบาทขึ้นไป โดยรองปลัดกระทรวง (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายจ่ายและหนี้สิน) ถ้ารองปลัดกระทรวงการคลังพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นกรณีที่ไม่สมควรอุทธรณ์ ฎีกา ก็จะมีคำสั่งให้ส่วนราชการเจ้าของคดีต้องประสานกับพนักงานอัยการเพื่อถอนอุทธรณ์หรือฎีกาต่อไป
อีกทั้งหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว 44 ซึ่งกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการอุทธรณ์ ฎีกาคดีแพ่งและอุทธรณ์คดีปกครองดังกล่าวนั้น เป็นการสั่งการหรือให้ความเห็นชอบของหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่กำกับดูแลเกี่ยวกับการเงินการคลังแผ่นดิน ตามมาตรา 10 แห่งพระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545
จึงมีสถานะเป็นกฎที่มีผลบังคับให้ส่วนราชการที่เป็นคู่ความในคดีและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม หากไม่ปฏิบัติตามและได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องอาจต้องรับผิดในความเสียหาย โดยหัวหน้าส่วนราชการต้องดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางละเมิด ความผิดทางวินัย รวมทั้งความผิดทางอาญา แล้วแต่กรณี
จากการไต่สวนปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2552 นายพานทองแท้ และ นางสาวพินทองทา ชินวัตร ในฐานะโจทก์ ได้ยื่นฟ้องกรมสรรพากรกับพวกต่อศาลภาษีอากรกลาง เป็นคดีหมายเลขดำที่ 266/2552 และคดีหมายเลขดำที่ 267/2552 ซึ่งเป็นกรณีที่กรมสรรพากรได้ทำการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาต่อ นายพานทองแท้ และ นางสาวพินทองทา โดยบุคคลทั้งสองได้มีคำขอให้ศาลเพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของคณะกรรมการพิจารณาการอุทธรณ์
ต่อมาศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ 242/2553 มีสาระสำคัญว่า เนื่องจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหมายเลขดำที่ อม.14/2551 และคดีหมายเลขแดงที่ อม. 1/2553 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ได้วินิจฉัยไว้ในคำพิพากษาว่า นายทักษิณ และ คุณหญิงพจมาน ชินวัตร ยังคงถือไว้ซึ่งหุ้นในบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 1.4 พันล้านหุ้นเศษ ในระหว่างที่ นายทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
จึงพิพากษาให้ริบหุ้นและผลประโยชน์ที่เกิดจากหุ้นทั้งหมดให้ตกเป็นของแผ่นดิน นายพานทองแท้ และ นางสาวพินทองทา จึงมิใช่เจ้าของหุ้นที่แท้จริง และอาจถือได้ว่าเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เกิดจากหุ้นดังกล่าว ตามมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าของหุ้นที่แท้จริงที่มีหน้าที่เสียภาษียังคงเป็นนายทักษิณ จึงมีคำพิพากษาให้เพิกถอนประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
ต่อมา นิติกร กรมสรรพากร ซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายที่รับผิดชอบในการประสานงานกับพนักงานอัยการเพื่อแก้ต่างคดีนี้ เมื่อได้ทราบคำพิพากษาดังกล่าว ก็มีความเห็นว่า คู่ความในคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองคือพนักงานอัยการสูงสุดกับนายทักษิณ
ส่วน นายพานทองแท้ และ นางสาวพินทองทา เป็นเพียงผู้คัดค้าน แต่ในคดีของศาลภาษีอากรกลางเป็นข้อพิพาทระหว่างนายพานทองแท้ และ นางสาวพินทองทา (โจทก์) กับกรมสรรพากรและพวก (จำเลย) โดยตรง จึงไม่ใช่คู่ความเดียวกัน ไม่อาจนำคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมาผูกพันในคดีภาษีของศาลภาษีอากรกลางได้
เมื่อโจทก์ในคดีของศาลภาษีอากรกลางคือ นายพานทองแท้และ นางสาวพินทองทาได้ยืนยันในชั้นการประเมินว่า หุ้นที่ถืออยู่เป็นของตน จึงเป็นบุคคลที่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามกฎหมาย มีเหตุอันควรที่จะต้องอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง จึงได้รายงานต่อผู้บังคับบัญชาว่าควรจะต้องอุทธรณ์คดี
และปรากฏว่าพนักงานอัยการเจ้าของสำนวนก็มีความเห็นว่าไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยได้เตรียมอุทธรณ์คำพิพากษาแล้ว
ต่อมาในวันที่ 14 มีนาคม 2554 สำนักงานคดีภาษีอากร สำนักงานอัยการสูงสุด ได้ส่งหนังสือถึงกรมสรรพากรแจ้งผลคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางและได้มีความเห็นว่า ไม่ควรอุทธรณ์ นายสาธิต รังคสิริ อธิบดีกรมสรรพากรในขณะนั้น หลังจากได้รับทราบคำพิพากษาและความเห็นของพนักงานอัยการ สำนักงานอัยการสูงสุดแล้ว ก็ได้มอบหมายให้สำนักสืบสวนและคดี กรมสรรพากร พิจารณา
ผลการพิจารณาปรากฏว่า ได้มีความเห็น โดยเห็นพ้องด้วยกับความเห็นของสำนักงานอัยการสูงสุด และสำนักงานสรรพากรภาค 3 ที่จะไม่อุทธรณ์คำพิพากษาในคดีดังกล่าว จึงได้ขอขยายระยะเวลาอุทธรณ์คำพิพากษาออกไปอีกสามสิบวัน ซึ่งไม่ตรงกับแนวทางที่กำหนดไว้ในหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว 44 ที่กำหนดให้ต้องอุทธรณ์คดีไปก่อน แม้ว่ากรมสรรพากรและพนักงานอัยการจะมีความเห็นตรงกัน
จากนั้นจะต้องส่งสำเนาคำฟ้อง คำให้การ และประเด็นที่จะอุทธรณ์ สำเนาคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ความเห็นของกรมสรรพากร และความเห็นของพนักงานอัยการ ให้กระทรวงการคลังพิจารณา และในช่วงเวลาที่มีการขยายระยะเวลาอุทธรณ์ออกไปอีกสามสิบวันดังกล่าว ก็ได้มีการทำหนังสือชี้แจงกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงการคลังคือกรมสรรพากร กรมบัญชีกลาง และกระทรวงการคลัง เกี่ยวกับกรณีนี้ ซึ่งความจริงแล้วไม่จำต้องมีการดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น กล่าวคือจะต้องดำเนินการอุทธรณ์คดีไปก่อน แล้วจึงส่งให้กระทรวงการคลังพิจารณาในภายหลังตามแนวทางที่กำหนดไว้ในหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว 44 ดังกล่าว
ต่อมา ในวันที่ 2 พฤษภาคม 2554 ได้มีการส่งหนังสือ ลับมาก ด่วนที่สุด จากกระทรวงการคลังไปยังกรมสรรพากร ลงนามโดย นางสาวสุภา ปิยะจิตติ รองปลัดกระทรวงการคลัง (หัวหน้ากลุ่มภารกิจด้านรายได้) แจ้งไปยังอธิบดีกรมสรรพากร มีใจความโดยสรุปว่า
กระทรวงการคลังได้รับทราบการตรวจสอบข้อเท็จจริงของกรมสรรพากร เพื่อประกอบการพิจารณาไม่อุทธรณ์คดีแล้ว และมีข้อสังเกตเพิ่มเติมให้กรมสรรพากรดำเนินการตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการประเมินภาษีเงินได้จากการซื้อขายหุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ของบุคคลผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่แท้จริงต่อไป
แทนที่จะสั่งการให้กรมสรรพากรต้องอุทธรณ์คดีไปก่อน แม้ว่ากรมสรรพากรและพนักงานอัยการจะมีความเห็นตรงกัน จากนั้นจะต้องส่งสำเนาคำฟ้อง คำให้การ และประเด็นที่จะอุทธรณ์ สำเนาคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง ความเห็นของกรมสรรพากร และความเห็นของพนักงานอัยการ ให้กระทรวงการคลังพิจารณา ตามแนวทางที่กำหนดไว้ในหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว 44 ดังกล่าว
โดยข้อเท็จจริงจากการไต่สวนพบว่า ในการพิจารณาไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรดังกล่าว มีเหตุผลอันสมควรที่จะยกขึ้นอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางได้ เนื่องจากศาลภาษีอากรกลางได้มีคำพิพากษาว่า นายทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ยังคงถือไว้ซึ่งหุ้นในบริษัท ชินคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จำนวน 1.4 พันล้านหุ้นเศษ ในระหว่างที่ นายทักษิณ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี
จึงพิพากษาให้ริบหุ้นและผลประโยชน์ที่เกิดจากหุ้นทั้งหมดให้ตกเป็นของแผ่นดิน นายพานทองแท้ และ นางสาวพินทองทา จึงมิใช่เจ้าของหุ้นที่แท้จริง และอาจถือได้ว่าเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่เกิดจากหุ้นดังกล่าว ตามมาตรา 41 แห่งประมวลรัษฎากร เจ้าของหุ้นที่แท้จริงที่มีหน้าที่เสียภาษียังคงเป็นนายทักษิณ จึงมีคำพิพากษาให้เพิกถอนประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ แต่ศาลภาษีอากรกลางมิได้หยิบยกกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจเรียกเก็บภาษีทั้งหมดจากผู้มีชื่อในหนังสือสำคัญ ตามมาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากร ขึ้นวินิจฉัย
ประเด็นนี้ได้มีการหยิบยกขึ้นวินิจฉัย โดยศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีหมายเลขดำที่ อม.14/2551 และคดีหมายเลขแดงที่ อม. 1/2553 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2553 ว่า
“ปัญหาว่า การที่ คตส. ดำเนินการให้มีการเรียกเก็บค่าภาษีกรณีที่ผู้คัดค้านที่ 2 (นายพานทองแท้) และที่ 3 (นางสาวพินทองทา) ซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ปจากบริษัทแอมเพิลริช แต่กลับกล่าวหาว่าผู้ถูกกล่าวหา (นายทักษิณ) ยังคงถือหุ้นดังกล่าวอยู่ เป็นการดำเนินการสองมาตรฐานหรือไม่ เห็นว่า การเก็บภาษีเงินได้จากบุคคลธรรมดานั้น ประมวลรัษฎากรมาตรา 61 ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจเรียกเก็บภาษีจากผู้มีชื่อในหนังสือสำคัญที่แสดงว่าผู้นั้นเป็นเจ้าของทรัพย์สินอันระบุไว้ในหนังสือสำคัญ และทรัพย์สินนั้นก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมิน ในข้อนี้ได้ความจากเอกสารหมาย ร.119 และ ร.184
ประกอบทางไต่สวนว่า จากการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการตรวจสอบการซื้อขายและโอนหุ้นบริษัทชินคอร์ป พบว่าผู้คัดด้านที่ 2 และที่ 3 ซื้อหุ้นบริษัทชินคอร์ปจากบริษัทแอมเพิลริช ในฐานะที่ตนเป็นกรรมการบริษัทแอมเพิลริช โดยตกลงซื้อขายกันในราคาเพียงหุ้นละหนึ่งบาท ซึ่งต่ำกว่าราคาซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
จึงเห็นว่า ผู้คัดด้านที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้มีเงินได้พึ่งประเมินและต้องเสียภาษีเงินได้ โดยมีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยภาษีอากรที่ 28/2538 เป็นบรรทัดฐาน การที่ คตส. มีหนังสือแจ้งให้กรมสรรพากรดำเนินการ เพื่อเรียกเก็บค่าภาษีจากผู้คัดค้านที่ 2 และที่ 3 เป็นการดำเนินการทางภาษีอากรโดยใช้อำนาจตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ฉบับที่ 30 ข้อ 8 วรรคสอง ซึ่งหากมีข้อพิพาท ก็เป็นเรื่องที่ผู้ที่ถูกโต้แย้งสิทธิจะต้องดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยภาษีอากรเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก อันเป็นคนละกรณีกับการกล่าวหาผู้ถูกกล่าวหาเป็นคดีนี้ การดำเนินการของ คตส. จึงไม่เป็นการดำเนินการสองมาตรฐานตามที่กล่าวอ้าง”
กรมสรรพากรและกระทรวงการคลัง จึงสามารถยกคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดังกล่าว เป็นข้อโต้แย้งในการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางได้อย่างมีเหตุผลที่เหมาะสม
เมื่อมีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้วินิจฉัยไว้ดังกล่าวนี้ เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องของกระทรวงการคลัง และ กรมสรรพากร ในสำนวนของ ป.ป.ช. ในคดีนี้ ก็สมควรยกเหตุดังกล่าวขึ้นโต้แย้งในการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลาง
โดยเฉพาะกรณีที่ นางสาวสุภา ปิยะจิตติ มิได้มีข้อสั่งการให้กรมสรรพากรดำเนินการอุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรทั้ง ๆ ที่ได้ทราบถึงเหตุผลในคำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองดังกล่าวแล้ว ย่อมเป็นการปฏิบัติที่มิชอบด้วยหน้าที่อันพึงมีดังที่กำหนดไว้ตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว 44 ดังกล่าว อันเป็นการรักษาผลประโยชน์ของรัฐเกี่ยวกับเงินแผ่นดิน
แต่กลับไม่กระทำ จึงเป็นการกระทำการโดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ในฐานะที่เป็นเจ้าพนักงานสังกัดกระทรวงการคลังที่มีหน้าที่ในการเรียกเก็บภาษีอากร แต่กลับไม่อุทธรณ์คดีเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ และเป็นหน้าที่โดยตรงที่จะต้องรักษาวินัยการเงินการคลัง ซึ่งจำนวนเงินภาษีมีมูลค่าถึงประมาณ 17,900 ล้านบาท
“เมื่อข้อเท็จจริงจากการไต่สวนปรากฏว่า คำพิพากษาของศาลฎีกาดังกล่าวนี้มีประเด็นที่ถือว่าเป็นเหตุผลสำคัญของการอุทธรณ์โต้แย้งคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางดังกล่าว ดังนั้น การพิจารณาไม่อุทธรณ์ จึงไม่มีเหตุผลเพียงพอที่จะไม่ปฏิบัติตามแนวทางปฏิบัติของกรมสรรพากร ที่จะพิจารณาให้อุทธรณ์หรือฎีกาคำพิพากษาหากกรมสรรพากรแพ้คดี หรือ ชนะไม่เต็มตามฟ้อง”
แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า การไม่อุทธรณ์คำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางโดยมิได้หยิบยกกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีอำนาจเรียกเก็บภาษีทั้งหมด จากผู้ที่มีชื่อในหนังสือสำคัญ ตามมาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากรมาเป็นเหตุผลประกอบการพิจารณาว่าจะอุทธรณ์หรือไม่นั้น
ต่อมาปรากฏว่า เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2560 กรมสรรพากรได้ทำการประเมินภาษีบุคคล ที่เป็นเจ้าของหุ้นที่แท้จริงคือ นายทักษิณ ตามหนังสือแจ้งการประเมินภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภงด.12) เป็นเงิน 1.76 หมื่นล้านบาท นายทักษิณได้อุทธรณ์การประเมินและฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลาง
และต่อมาศาลฎีกาได้มีคำพิพากษากลับคำพิพากษาของศาลภาษีอากรกลางและศาลอุทธรณ์คดีชำนัญพิเศษ ให้ยกฟ้องนายทักษิณ โจทก์ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6890/2568 ลงวันที่ 14 สิงหาคม 2568 ส่งผลให้ นายทักษิณ มีหน้าที่จะต้องจ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้แก่กรมสรรพากร แต่ทราบว่าจนถึงปัจจุบันนี้ได้มีการบังคับชำระภาษีได้เพียงห้าสิบล้านบาทเศษ และระยะเวลาในการบังคับชำระภาษีจะสิ้นสุดลงในเวลาอันใกล้นี้
แหล่งข่าวเผยด้วย ผู้ถูกกล่าวหาในคดีนี้รวมทั้ง นางสาวสุภา ปิยะจิตติ ได้ยกขึ้นต่อสู้ว่า แม้จะไม่มีการอุทธรณ์คดีของศาลภาษีอากรกลางที่ นายพานทองแท้ และ นางสาวพินทองทา เป็นโจทก์ แต่เมื่อต่อมาได้มีการประเมินภาษี นายทักษิณ และ ศาลฎีกาได้พิพากษายกฟ้อง นายทักษิณ ดังกล่าวแล้ว ก็ถือว่าการไม่อุทธรณ์ก็มิได้ทำให้รัฐเสียหายหรือเสียประโยชน์แต่อย่างใด
แต่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ฝ่ายเสียงข้างมากเห็นว่า การที่ผู้ถูกกล่าวหาไม่ดำเนินการอุทธรณ์คดีไปก่อน ย่อมถือว่าเป็นการไม่ปฏิบัติตามหนังสือกระทรวงการคลังที่ กค 0604.2/ว 44 และเกิดความเสียหายต่อรัฐแล้ว
“เพราะหากมีการอุทธรณ์คดีและศาลฎีกาอาจมีคำพิพากษากลับคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลาง โดยยกเหตุผลว่า การประเมินภาษีต่อ นายพานทองแท้ และ นางสาวพินทองทา เป็นการใช้อำนาจประเมินภาษี ตามมาตรา 61 แห่งประมวลรัษฎากร ดังที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้วินิจฉัยไว้ ก็จะทำให้รัฐชนะคดี ส่งผลให้นายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา ต้องชำระภาษีให้แก่กรมสรรพากร ก็ไม่จำเป็นต้องไปทำการประเมินภาษีต่อ นายทักษิณอีก ต่อไป”
การกระทำของ นางสาวสุภา ปิยะจิตติ และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องของกรมสรรพากร จึงมีมูลว่าเป็นการร่วมกันกระทำความผิดทางอาญาในฐานความผิดดังนี้
1. ความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานมีหน้าที่เรียกเก็บหรือตรวจสอบภาษีอากรฯโดยทุจริตเรียกเก็บหรือกระทำ/ไม่กระทำการเพื่อให้ผู้เสียภาษีนั้นมิต้องเสียหรือเสียน้อยกว่าที่จะต้องเสีย (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา154)
2. ความฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา157)
3. ความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด หรือปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ
4. เป็นความผิดทางวินัยร้ายแรง
5. ฐานกระทำการอันได้ชื่อว่าเป็นผู้ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรงตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน เหตุเกิดระหว่างวันที่ 16 มีนาคม ถึง 2 พฤษภาคม 2554 สถานที่เกิดเหตุ กรมสรรพากร กระทรวงการคลัง เขตพญาไท กทม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวสุภา เคยรับราชการในกระทรวงการคลังหลายตำแหน่ง และตำแหน่งสุดท้ายคือ รองปลัดกระทรวงการคลัง
จากนั้น นางสาวสุภา เข้ามาเป็นกรรมการป.ป.ช. ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2557 และพ้นจากตำแหน่งเมื่อช่วงเดือนกันยายน 2566 เพราะ นางสาวสุภา ดำรงตำแหน่งครบวาระ 9 ปี โดยนายแมนรัตน์ ได้รับการสรรหาเข้ามาเป็นกรรมการ ป.ป.ช. แทนนางสาวสุภา






