
“กรณ์”หนุน“เอกนิติ”ลุยปฏิรูปราคาน้ำมัน เสนอ 2 ทางออก 7 ประเด็นพิสูจน์
“กรณ์ จาติกวณิช” หนุน “เอกนิติ” นั่งประธาน คตร. ปฏิรูปโครงสร้างน้ำมัน เสนอ 2 ทางออก-7 ประเด็นต้องพิสูจน์ จี้เปิดความจริง หวังลดภาระราคาน้ำมันที่ประชาชนแบกรับฝ่ายเดียว
KEY
POINTS
- กรณ์ จาติกวณิช สนับสนุน เอกนิติ ในการปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมัน โดยชี้ว่าสาเหตุหลักมาจากราคาน้ำมันโลก ค่าการกลั่น และภาษีที่สูง
- เสนอให้ คตร. พิสูจน์ข้อเท็จจริง 7 ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับต้นทุนราคาน้ำมันให้โปร่งใส เช่น ต้นทุนน้ำมันดิบที่แท้จริง ค่าการกลั่น และ ค่าขนส่งทิพย์
- เสนอ 2 ทางออกหลักหากพบว่า มีกำไรเกินปกติ คือ การปรับสูตรคำนวณค่าการกลั่น หรือเก็บ "ภาษีลาภลอย" เพื่อนำรายได้ไปลดหนี้กองทุนน้ำมัน
วันที่ 3 เมษายน 2569 นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้โพสต์เฟซบุ๊ก สนับสนุนการทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง ในหัวข้อ “ขอเป็นกำลังใจให้ท่านรัฐมนตรีคลังเอกนิติ พร้อม 2 ข้อเสนอหลัก และ 7 ข้อต้องพิสูจน์” ระบุว่า
“ผมดีใจที่ท่านเอกนิติ ได้รับแต่งตั้งเป็นประธาน คตร. และหวังว่าจะได้เห็นข้อสรุปของคณะกรรมการชุดนี้ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนผมและพรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงความเห็นว่า หนึ่งเดือนที่ผ่านมาประชาชนได้แบกภาระราคานํ้ามันที่สูงเกินควร เพียงฝ่ายเดียว
ราคานํ้ามันที่สูงมากมาจาก 3 สาเหตุหลัก คือ
1. ราคานํ้ามันในตลาดโลกที่สูงขึ้น
2. ค่าการกลั่นที่สูงมากกว่าปกติ
3. อัตราภาษีที่สูงต่อเนื่อง
คตร. ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่า
1. ต้นทุนนํ้ามันดิบของโรงกลั่นที่แท้จริงคือเท่าไร?
2. ราคาที่โรงกลั่นได้ซื้อจริงหลังจากที่ราคาตลาดโลกได้เริ่มปรับสูงขึ้น เป็นราคาที่ต่างกับราคาอ้างอิงในการคำนวณค่าการกลั่นอย่างไร
3. ราคาที่ trader ในเครือของโรงกลั่นได้ซื้อจริงและขายต่อให้โรงกลั่น ว่ามีการ transfer ถึงโรงกลั่นในราคาที่มีส่วนกำไรหรือไม่?
4. ค่าขนส่ง ‘ทิพย์‘ ที่สมมุติว่ามีการส่งจากสิงคโปร์นั้นคิดเป็นเท่าไร?
5. ต้นทุนการกลั่นที่แท้จริงของโรงกลั่นนั้นเท่าไร?
6. ส่วนกำไรของโรงกลั่นที่เกิดจากค่าการกลั่นที่ผิดปกติในช่วงเดือนที่ผ่านมา เทียบกับช่วงปกติต่างกันอย่างไร
7. ข้อมูลปริมาณสต็อกน้ำมัน ที่เข้าออกคลังน้ำมันของผู้ค้าในแต่ละวัน
โดยต้องเปิดเผยทั้งหมดต่อสาธารณะ เพื่อให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ในภาวะวิกฤตนี้ หากพบว่า มีส่วนกำไรเกินปกติ ผมคิดว่าทางรัฐบาลมีทางเลือกหลัก สองทาง คือ
1. ปรับสูตรคำนวณค่าการกลั่นตามที่เหมาะสม
2. และ/หรือเก็บ “ภาษีลาภลอย” เพื่อเรียกคืนส่วนต่างตามที่เหมาะสม และใช้รายได้ภาษีในการลดภาระหนี้กองทุนนํ้ามันโดยตรง
และที่รัฐบาลควรทำเพิ่มเติมคือ ปรับลดภาษีสรรพสามิตและภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างมีนัย โดยที่ประชาธิปัตย์เสนอว่า ในส่วนของภาษีสรรพสามิตควรปรับลด 6 บาท ย้อนหลังเป็นระยะเวลาเบื้องต้นรวม 3 เดือน
เพื่อเป็นการเปรียบเทียบ วันนี้มีอย่างน้อยสองประเทศได้ปรับลดภาษีสรรพสามิตนํ้ามันแล้ว เช่น อินโดนีเซีย และ ออสเตรเลีย
ในขณะที่ อินเดีย และ อังกฤษ ได้ประกาศใช้ภาษีลาภลอยแล้ว โดยที่ ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และ กลุ่มประเทศ EU กำลังพิจารณาข้อเสนอภาษีลาภลอยอยู่"






