thansettakij
thansettakij
เจาะลึก 3 ฉากทัศน์ค่าเงินบาทผันผวน ราคาน้ำมันพุ่ง ชี้ชะตาส่งออก ท่องเที่ยวไทย

เจาะลึก 3 ฉากทัศน์ค่าเงินบาทผันผวน ราคาน้ำมันพุ่ง ชี้ชะตาส่งออก ท่องเที่ยวไทย

03 เม.ย. 69 | 05:28 น.
อัปเดตล่าสุด :03 เม.ย. 69 | 06:48 น.

ทิศทางของค่าเงินบาทผันผวน และราคาน้ำมันดิบโลก จากสงครามตะวันออกกลาง เป็นปัจจัยชี้ชะตาสำคัญต่อภาคเศรษฐกิจมหภาพ รวมถึงอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย โดยความผันผวนของทั้ง 2 ตัวแปรส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้ง ต่อทั้งต้นทุนการดำเนินงานและความสามารถในการแข่งขันในเวทีโลก ถือเป็นมรสุมบทใหม่ของการท่องเที่ยวไทย ท่ามกลางความผันผวนเศรษฐกิจโลก

KEY

POINTS

  • เจาะลึก 3 ฉากทัศน์ค่าเงินบาทผันผวน ราคาน้ำมันพุ่ง ชี้ชะตาส่งออก ท่องเที่ยวไทย ปี 2569
  • น้ำมันแพงฉุดเงินบาทอ่อน ต้นทุนพุ่ง แรงกระเพื่อมท่องเที่ยวไทย วิกฤตซ้อนโอกาส      

  • แนะ 3 กลยุทธปรับโครงสร้าง ทางรอดท่องเที่ยวยั่งยืน

น้ำมันแพงฉุดเงินบาทอ่อน ต้นทุนพุ่ง แรงกระเพื่อมท่องเที่ยว

นายยุทธศักดิ์ สุภสร ประธานการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) และอดีตผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย(ททท.) เผยว่า ประเทศไทยมีสภาวะเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ (Net Oil Importer) โดยต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 86 % ของการบริโภคภายในประเทศ และมูลค่าการนําเข้าพลังงานคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 6.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

การประเมินความอ่อนไหวของสถาบันการเงิน (Sensitivity Analysis) พบว่าหากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นทุก ๆ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลให้ดุลการค้าของไทยลดลง 0.9% ของ GDP เนื่องจากต้องใช้เงินดอลลาร์จำนวนมหาศาลเพื่อชำระค่าพลังงาน การไหลออกของเม็ดเงินนี้ส่งผลให้ดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัดเสื่อมถอยลงอย่างรวดเร็ว และมีความเสี่ยงสูงที่จะพลิกจากภาวะเกินดุลไปสู่การขาดดุล

สภาวะการไหลออกของเงินตรานี้สร้างแรงกดดันให้ “เงินบาทอ่อนค่า”ลงตามกลไกตลาด ความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินและราคานํ้ามันยังส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานหน้าสถานีบริการและต้นทุนการขนส่งภายในประเทศ ตัวอย่างเช่น หากราคานํ้ามันดิบอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ในสภาวะที่เงินบาทแข็งค่า (เช่น 32 บาทต่อดอลลาร์) ต้นทุนการนําเข้าจะอยู่ที่ประมาณ 3,200 บาท

แต่หากเงินบาทอ่อนค่าลง (เช่น 37 บาทต่อดอลลาร์) ต้นทุนนําเข้านํ้ามันปริมาณเท่าเดิมจะพุ่งสูงถึง 3,700 บาททันที ดังนั้นเมื่อเกิดสภาวะที่ราคานํ้ามันดิบโลกแพงขึ้นพร้อมกับค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลง จะกลายเป็นปัจจัยซํ้าเติมต้นทุนพลังงานและค่าครองชีพภายในประเทศอย่างรุนแรง

ยุทธศักดิ์ สุภสร

ความผันผวนของราคานํ้ามันดิบและค่าเงินบาทส่งผลโดยตรงต่อผู้ประกอบการท่องเที่ยวในทุกมิติ โดยเฉพาะภาคการขนส่งทางอากาศที่ราคาตั๋วเครื่องบินอาจปรับตัวสูงขึ้นถึง 15-20% จากราคานํ้ามันอากาศยาน (Jet fuel)ที่เพิ่มขึ้น บีบบังคับให้สายการบินต้องพยุงต้นทุนด้วยการปรับเพิ่มค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิง ซึ่งกระทบโดยตรงต่อการตัดสินใจเดินทางของนักท่องเที่ยวต่างชาติ อีกทั้งในภาวะต้นทุนแพง ยังส่งผลให้ต้นทุนด้านโลจิสติกส์สำหรับนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มพุ่งสูงขึ้นถึง 40 %

ขณะที่โรงแรมและบริการต่าง ๆ ต้องแบกรับต้นทุนการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้น 25 % ตามไปด้วย การส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นเหล่านี้ไปยังนักท่องเที่ยว ซึ่งบั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

 

เปิด 3 ฉากทัศน์ค่าเงินบาทผันผวน กระทบส่งออก-ท่องเที่ยวไทย

จากการประเมินฉากทัศน์การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ เพื่อคาดการณ์อนาคตและกําหนดทิศทางเชิงนโยบาย การประเมินฉากทัศน์การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท เมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐใน 3 ระดับ จะทําให้เห็นถึงผลกระทบเชิงปริมาณและทิศทางการปรับตัวของเศรษฐกิจไทยได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้

  • ฉากทัศน์ที่ 1 (ค่าเงินบาทต่ำกว่า 30 บาท/ดอลลาร์)

จําลองขั้นวิกฤตซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากกระแสเงินทุนไหลเข้าเก็งกําไรในสินทรัพย์เสี่ยงของไทยอย่างรุนแรง ราคาทองคําในตลาดโลกพุ่งทะยานอย่างต่อเนื่อง หรือดอลลาร์สหรัฐเสื่อมค่าลงอย่างหนักจากปัญหาหนี้สาธารณะในสหรัฐฯ การที่เงินบาทแข็งค่าหลุดระดับ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะสร้างผลกระทบที่สร้างความเสียหายเป็นวงกว้างต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว ถือเป็นสภาวะวิกฤตความสามารถในการแข่งขัน

หากเงินบาทแข็งค่าระดับนี้อย่างเรื้อรัง จะทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวลดลง15-17 % นักท่องเที่ยวกลุ่มตลาดระยะไกลจะหดตัวฉับพลัน เนื่องจากค่าใช้จ่ายโดยรวมจะเกินกว่างบประมาณที่ยอมรับได้ ในขณะที่ตลาดระยะใกล้จากประเทศเพื่อนบ้านจะเปลี่ยนจุดหมายปลายทางไปยังเวียดนาม ฟิลิปปินส์ หรืออินโดนีเซียอย่างถาวร และอาจเกิดสงครามราคาในกลุ่มโรงแรมระดับ 3 ดาวลงมา เนื่องจากภาวะอุปทานส่วนเกิน เพราะปัจจุบันประเทศไทยมีห้องพักที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายและห้องพักทางเลือกในแพลตฟอร์มอย่าง Airbnb รวมกันมากกว่า 200,000 ห้อง (คิดเป็น 15 % ของอุปทานทั้งหมด)

ขณะที่ภาคการส่งออกจะสูญเสียตลาดให้แก่ประเทศคู่แข่งในอาเซียนอย่างไม่อาจกู้คืนได้ และหากราคานํ้ามันดิบในตลาดโลกทรงตัวในระดับสูงกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตามการคาดการณ์ของ Bank of America ในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปีประเทศไทยอาจเผชิญกับภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัดซึ่งจะยิ่งซํ้าเติมเสถียรภาพทางเศรษฐกิจให้ทรุดโทรมลง

  • ฉากทัศน์ที่ 2 (ค่าเงินบาท 30-32 บาท/ดอลลาร์)

นี่คือฉากทัศน์ที่เป็นสภาวะปัจจุบันและมีแนวโน้มที่จะดําเนินต่อไปในช่วงปี 2569 โดย Bank of America คาดการณ์ว่าเงินบาทจะอ่อนค่าไปแตะระดับ 33 บาทในช่วงกลางปี 2569 ก่อนจะแข็งค่ากลับมาปิดปีที่ระดับ 31 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ระดับอัตราแลกเปลี่ยนนี้ถือเป็น “ตัวกรอง” ทางโครงสร้างเศรษฐกิจที่บีบบังคับให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยต้องก้าวออกจาก Comfort Zone

ภายใต้ค่าเงินในกรอบ 30-32 บาท ประเทศไทย ไทยยังคงไม่สูญเสียความน่าดึงดูดใจระดับโลก แต่โครงสร้างและคุณลักษณะของนักท่องเที่ยวจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสําคัญ นักท่องเที่ยวที่ให้ความสําคัญกับราคาของถูกจะลดลง

ในขณะที่ตลาดที่มี “ความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจสูง” จะทวีความสําคัญมากขึ้น กลุ่มนักท่องเที่ยวรายได้สูงจากตลาดระยะใกล้ เช่น สิงคโปร์ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฮ่องกง ออสเตรเลีย และกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ ซึ่งตัดสินใจเดินทางโดยเน้นที่ ประสบการณ์ ความปลอดภัย สุขภาพ และ การท่องเที่ยวเชิงอาหาร Gastronomy มากกว่าการพิจารณาเพียงแค่ราคา จะกลายเป็นเป้าหมายหลัก

ข้อมูลการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปของนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 1,300 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งยังคงตํ่ากว่าระดับ 1,600 ดอลลาร์สหรัฐของญี่ปุ่น และ 1,700 ดอลลาร์สหรัฐของสิงคโปร์แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังมีช่องว่างในการยกระดับไปสู่การเป็นจุดหมายปลายทางระดับพรีเมียม ฉากทัศน์นี้เป็นการส่งสัญญาณว่าประเทศไทยกําลังก้าวข้ามยุค “ของถูก” ไปสู่อนาคตของการท่องเที่ยวที่กําหนดด้วยประสบการณ์ คุณภาพ และมูลค่าระยะยาว

ผลลัพธ์เชิงธุรกิจและภาพรวมเศรษฐกิจ การเติบโตของเศรษฐกิจในภาพรวมจะขยายตัวในระดับที่ตํ่ากว่าศักยภาพ (ประมาณร้อยละ 1.8 - 2.0) ผู้ประกอบการต้องเผชิญกับความท้าทายจากปรากฏการณ์ที่นักท่องเที่ยวระมัดระวังในการใช้จ่าย ธุรกิจระดับกลางที่ไม่มีจุดขายชัดเจนจะประสบปัญหา ในขณะที่ธุรกิจที่นําเสนอบริการเชิงคุณค่า เช่น Medical Tourism สปาและการดูแลสุขภาพ จะสามารถปรับตัวและดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกําลังซื้อสูงเพื่อรักษากําไรไว้ได้

  • ฉากทัศน์ที่ 3 (ค่าเงินบาท 32-34 บาท/ดอลลาร์)

ถูกยกให้เป็น “จุดสมดุลเชิงกลยุทธ์”ที่เหมาะสมกับสภาวะเศรษฐกิจตามความเป็นจริงมากที่สุด ในขณะที่การอ่อนค่าไปจนถึง 35 บาทต่อดอลลาร์เหมือนเช่นในปี 2562 (ก่อนเกิดการระบาดของโควิด-19) จะเป็นปัจจัยหนุนเชิงบวกที่ทรงพลังที่สุด เมื่อค่าเงินบาทอยู่ในระดับนี้ ความสามารถในการแข่งขันด้านราคาของไทยจะทัดเทียมหรือเหนือกว่าประเทศเวียดนามและญี่ปุ่น

นักท่องเที่ยวต่างชาติจะรู้สึกถึงความคุ้มค่าอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยให้การท่องเที่ยวไทยกลับมาฟื้นตัวอย่างเต็มกำลัง ดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวจีน และช่วยกระจายรายได้สู่ธุรกิจรายย่อยในท้องถิ่นได้ดีที่สุด ซึ่งในปัจจุบันรายได้จากการท่องเที่ยวยังคงกระจุกตัวอยู่เพียง 6 จังหวัดหลัก ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา สุราษฎร์ธานี เชียงใหม่ และกระบี่

ในมิติของเศรษฐกิจมหภาค ค่าเงินที่ 32-34 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จะช่วยชุบชีวิตภาคการส่งออกของไทยให้กลับมามีส่วนต่างกําไรที่เหมาะสม ป้องกันปัญหาสินค้านําเข้าทะลักได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยไม่สร้างแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศจนเกินควบคุม ช่วยผลักดันให้ GDP ของประเทศสามารถขยายตัวทะลุเป้าหมาย 2.5 % ได้สําเร็จ

3 ฉากทัศน์ค่าเงินบาทผันผวน ส่งผลต่อเศรษฐกิจไทย

แนะ 3 กลยุทธปรับโครงสร้าง ทางรอดท่องเที่ยวยั่งยืน

ทั้งนี้เพื่อก้าวผ่านวงจรความผันผวน เสนอแนะให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเร่งปรับตัว 3 ด้านหลัก ได้แก่ 1.ปรับจุดยืนจากปริมาณสู่คุณค่า โดยมุ่งเน้นกลุ่ม Silver Economy และการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์ (Medical and Wellness Tourism) เพื่อเพิ่มมูลค่าการใช้จ่ายต่อหัว  2. เสริมสร้างห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น ลดการนำเข้าวัตถุดิบและหันมาสนับสนุนเกษตรกรภายในประเทศ เพื่อลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน  3.การบริหารจัดการแบบบูรณาการ ภาครัฐต้องประสานนโยบายการเงินและการคลังอย่างใกล้ชิด เพื่อประคับประคองผู้ประกอบการ SMEs และรักษาเสถียรภาพของค่าเงินให้สะท้อนพื้นฐานเศรษฐกิจที่แท้จริง

อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทจึงไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่เป็นบททดสอบสำคัญที่เร่งให้ประเทศไทยต้องรังสรรค์ระบบนิเวศการท่องเที่ยวที่มีความยืดหยุ่นและทรงคุณค่า เพื่อพร้อมรับมือกับความท้าทายในโลกยุคใหม่ได้อย่างยั่งยืน

ท่องเที่ยวไทย 2569 วิกฤตซ้อนโอกาส       

อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทยปี 2569 กำลังก้าวเข้าสู่ยุคแห่งการปรับตัวครั้งยิ่งใหญ่ ท่ามกลางบททดสอบความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจจากวิกฤตความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลกถึง 20%

เจาะลึก 3 ฉากทัศน์ค่าเงินบาทผันผวน ราคาน้ำมันพุ่ง ชี้ชะตาส่งออก ท่องเที่ยวไทย

สถานการณ์นี้ส่งผลให้ต้นทุนน้ำมันเครื่องบิน (Jet Fuel) พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด จาก 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล เพิ่มเป็น 144 ดอลาร์สหรัฐต่อบาเรล บีบให้สายการบินต้องมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่า

เปิด 3 ฉากทัศน์จำนวนนักท่องเที่ยวปี 2026

อีกทั้งจากปัจจัยลบด้านโลจิสติกส์และการหยุดชะงักของสนามบินฮับสำคัญในดูไบและโดฮา กระทบต่อการยกเลิกเที่ยวบิน ทำให้ทิศทางจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติของไทยในปี 2026 ถูกแบ่งออกเป็น 3 ฉากทัศน์สำคัญ ดังนี้

  • เป้าหมายเดิม (ก่อนวิกฤต) คาดการณ์ไว้ที่ 35 ล้านคน
  • ฉากทัศน์ที่ดีที่สุด (Best Case) หากสงครามยุติเร็ว จำนวนนักท่องเที่ยวอาจอยู่ที่ 33 ล้านคน
  • ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด (Worst Case) หากสงครามยืดเยื้อ ตลาดอาจหดตัวถึง 25% ลงไปอยู่ที่ 27 ล้านคน ซึ่งในกรณีนี้ ไทยจะต้องพึ่งพาตลาดทดแทนระยะใกล้ เช่น จีน อินเดีย และอาเซียน ที่ไม่จำเป็นต้องผ่านน่านฟ้าหรือฮับการบินในตะวันออกกลาง

ท่ามกลางวิกฤตก็ยังมีโอกาส เพราะในระยะยาวประเทศไทยกลับโดดเด่นขึ้นในฐานะจุดหมายปลายทางที่ปลอดภัยและมีมูลค่าเพิ่ม ไม่ว่าจะเป็น ปรากฏการณ์ “Safe Haven” ไทยกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับประชากรในพื้นที่ขัดแย้ง พฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนจากการเที่ยวระยะสั้นเป็น “การพำนักระยะยาว” (Long-stay) และการย้ายถิ่นฐานแบบกึ่งถาวร

รวมถึงการยกระดับ “Medical & Wellness Hub” เกิดโอกาสใหม่ในการรองรับกลุ่มนักท่องเที่ยวที่ต้องการ พักฟื้นร่างกายและจิตใจจากภาวะความเครียดและบาดแผลจากสงคราม ซึ่งเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงและพำนักนาน ช่วยชดเชยรายได้ที่หายไปจากนักท่องเที่ยวกลุ่ม Mass ขณะเดียวกันไทยก็จะได้ “ตลาดทดแทนระยะใกล้” เพราะวิกฤตในตะวันออกกลางทำให้ไทยหันไปให้ความสำคัญกับตลาดที่ไม่ต้องพึ่งพาฮับการบินในพื้นที่ขัดแย้ง เช่น จีน อินเดีย และอาเซียน

เจาะลึก 3 ฉากทัศน์ค่าเงินบาทผันผวน ราคาน้ำมันพุ่ง ชี้ชะตาส่งออก ท่องเที่ยวไทย

รวมถึงเรื่องของ “Digital Nomads Capital” ตอกย้ำการเป็นอันดับ 1 ในเชียงใหม่และกรุงเทพฯ สำหรับคนทำงานทางไกล ด้วยนโยบายวีซ่าที่เอื้ออำนวยและค่าครองชีพที่คุ้มค่า “Premier MICE Hub” ใช้จุดยืนความกลาง (Neutrality) ดึงดูดการเจรจาธุรกิจระดับโลก “Smart & Green Tourism” การใช้เทคโนโลยี AI & IoT ในโรงแรม (Smart Hotel) เพื่อประหยัดพลังงานตามมาตรฐาน BEC และการปฏิวัติระบบขนส่งด้วย EV Logistics เพื่อลดต้นทุนเชื้อเพลิง รวมถึงการสร้างแบรนด์ Green Tourism เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพจากยุโรป    

ประเทศไทยในปีนี้ ต้องมุ่งเน้นกลยุทธ์ “คุณค่าเหนือปริมาณ” (Value over Volume) เพื่อปรับโครงสร้างอุปสงค์ใหม่ แม้นักท่องเที่ยวกลุ่มที่เน้น “ของถูก” จะลดลง แต่จะถูกแทนที่ด้วยกลุ่มที่มีความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจสูง ซึ่งตัดสินใจเลือกจุดหมายจากประสบการณ์ ความปลอดภัย และวัฒนธรรมอาหาร (Gastronomy) คือการเพิ่มการใช้จ่ายเฉลี่ยต่อทริปเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งแม้ในภาวะวิกฤตโลก