
'กรณ์' ซัดนโยบายน้ำมันรัฐ พลาดซ้ำซ้อน ดันประชาชนแบก 6 บาทเต็ม
'กรณ์ จาติกวณิช' วิจารณ์ขึ้นน้ำมัน 6 บาท ชี้รัฐเลือกไม่ลดภาษี ปล่อยประชาชนแบกภาระ พร้อมตั้งคำถามโครงสร้างราคาน้ำมัน–วินัยการคลัง
ประเด็นการปรับขึ้นราคาน้ำมัน 6 บาทต่อหน่วยของรัฐบาล กลายเป็นหนึ่งในประเด็นร้อนทางเศรษฐกิจที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในมิติของการบริหารจัดการภาษีและภาระทางการคลัง ซึ่งถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมและลำดับความสำคัญของนโยบาย
นายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง สะท้อนมุมมองที่แตกต่างจากแนวทางของภาครัฐอย่างชัดเจน โดยระบุว่า แนวทางดังกล่าวเป็นสิ่งที่ตนเคยเสนอมาก่อนหน้านี้ว่า ควรลดภาษีสรรพสามิตลง 6 บาท เพื่อชดเชยผลกระทบจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น หากดำเนินการตามแนวทางดังกล่าว ประชาชนจะไม่ต้องรับภาระเพิ่มแม้แต่สตางค์เดียว
"เป็นเรื่องน่าเสียดายเพราะอยู่ในวิสัยที่รัฐบาลทำได้ เพราะสมัยที่ผมเป็นรัฐมนตรีคลัง ก็เคยลดภาษีสรรพสามิตลงเหลือเพียง 1 สตางค์ ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นเช่นกัน เพื่อลดภาระประชาชน"
นายกรณ์กล่าวต่อว่า การตัดสินใจของรัฐบาลในครั้งนี้ เท่ากับเป็นการ “เลือก” ให้ภาระทั้งหมดตกอยู่กับประชาชน โดยรัฐยังคงรักษารายได้จากภาษีไว้ แม้จะต้องแลกกับผลกระทบต่อค่าครองชีพในวงกว้าง
นายกรณ์ยังสะท้อนประสบการณ์ในอดีตขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีคลังว่า ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูง รัฐบาลในขณะนั้นเคยปรับลดภาษีสรรพสามิตลงเหลือเพียง 1 สตางค์ เพื่อบรรเทาภาระประชาชน ซึ่งแสดงให้เห็นว่านโยบายดังกล่าว “อยู่ในวิสัยที่สามารถทำได้”
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ในขณะที่รัฐบาลปัจจุบันเรียกร้องให้ประชาชนประหยัดค่าใช้จ่าย กลับไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการลดรายจ่ายของภาครัฐเอง โดยกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “รัฐบาลกำลังขอให้ประชาชนประหยัด แต่รัฐบาลเองไม่คิดจะประหยัดอะไรเลย”
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ โครงสร้างราคาน้ำมันหน้าโรงกลั่น ซึ่งนายกรณ์มองว่า มีความผิดปกติและขาดการแข่งขันอย่างแท้จริง โดยแม้ประเทศไทยจะมีโรงกลั่นน้ำมันถึง 6 แห่ง แต่กลับใช้การอ้างอิงราคาจากตลาดสิงคโปร์เป็นหลัก ทำให้ราคาขายมีลักษณะเดียวกันทั้งหมด
เขาตั้งข้อสังเกตว่า การกำหนดราคาลักษณะดังกล่าวอาจสะท้อนถึงการขาดการแข่งขัน และเปรียบเปรยว่า “เหมือนมีการฮั้วราคา” อีกทั้งยังมีประเด็นเรื่อง “ค่าขนส่งทิพย์” เนื่องจากน้ำมันไม่ได้ถูกขนส่งจากสิงคโปร์จริง แต่กลับมีการบวกต้นทุนดังกล่าวเข้าไปในราคาขาย
ผลลัพธ์คือ ราคาน้ำมันที่ผู้บริโภคต้องจ่ายสูงเกินกว่าที่ควรจะเป็น ขณะที่โรงกลั่นได้รับประโยชน์จากต้นทุนวัตถุดิบที่ซื้อในราคาต่ำก่อนเกิดวิกฤต แต่สามารถขายในราคาที่อิงตลาดปัจจุบัน
ในมุมนี้ นายกรณ์ชี้ว่า ทั้งโรงกลั่นและภาครัฐต่างอยู่ในสถานะที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่ภาระทั้งหมดถูกส่งต่อไปยังประชาชน
ในประเด็นสถานะการคลัง นายกรณ์ยอมรับว่าปัจจุบันอยู่ในภาวะตึงตัว แต่ย้ำว่าหลักการสำคัญของวินัยการคลังคือ “เมื่อรายได้ลด รายจ่ายต้องลด” ซึ่งในมุมมองของเขา รัฐบาลยังไม่ได้ดำเนินการในส่วนนี้อย่างจริงจัง
เขายังตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา โดยชี้ว่าระดับหนี้สาธารณะของไทยได้เพิ่มขึ้นจนเข้าใกล้เพดานแล้ว จากเดิมที่เคยอยู่ในระดับ 44-50% ของ GDP ซึ่งสะท้อนถึงข้อจำกัดด้านการคลังในปัจจุบัน
นอกจากประเด็นด้านนโยบายและโครงสร้างราคาแล้ว นายกรณ์ยังชี้ให้เห็นถึงผลกระทบต่อเนื่องของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะลุกลามไปยังต้นทุนของสินค้าในหลายหมวด ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเคมี เม็ดพลาสติก บรรจุภัณฑ์ รวมถึงสินค้าอุปโภคบริโภค และภาคการท่องเที่ยว
รัฐบาลยังคงแก้ปัญหาในลักษณะ “รายวัน” โดยขาดการวางแผนเชิงระบบและการเตรียมฉากทัศน์รองรับสถานการณ์ในระยะยาว
นายกรณ์กล่าวว่า ประเด็นสำคัญคือเรื่อง “การสื่อสารของภาครัฐ” ที่จะเห็นว่า การสื่อสารข้อมูลที่ไม่ครบถ้วนหรือไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง อาจส่งผลต่อการตัดสินใจเชิงนโยบาย อย่างกรณีที่ผู้บริหารระดับสูงของรัฐ ยังยืนยันว่าไม่มีปัญหาการขาดแคลนน้ำมัน ซึ่งหากผู้มีอำนาจตัดสินใจมีข้อมูลแบบนั้นจะแก้ปัญหาได้อย่างไร
"การสื่อสารที่ไม่สะท้อนความรุนแรงของปัญหา และอาจสร้างความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในสังคมได้"






