
ราคาน้ำมันดีเซล-เบนซินขึ้น 6 บาท พุ่งแรงสุดประวัติศาสตร์เพราะอะไร
ราคาน้ำมันดีเซล-เบนซินขึ้น 6 บาท พุ่งแรงสุดประวัติศาสตร์เพราะอะไร กองทุนน้ำมันฯแบกรับไม่ไหวแล้วหรือไม่ ฐานเศรษฐกิจมีคำตอบ
KEY
POINTS
- ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรงจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
- กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีภาระหนี้สูงกว่า 3.5 หมื่นล้านบาท จึงจำเป็นต้องลดการอุดหนุนเพื่อรักษาสภาพคล่อง
- เพื่อป้องกันการลักลอบส่งออกน้ำมันไปขายยังประเทศเพื่อนบ้านที่มีราคาสูงกว่า และลดปัญหาการกักตุนเก็งกำไร
ราคาน้ำมันดีเซล-เบนซินขึ้น 6 บาท กำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก หลังจากที่คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติเห็นชอบในการปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ทำให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดวันนี้ (26 มีนาคม 2569) จะปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตร ซึ่งถือว่าเป็นการปรับขึ้นราคามากที่สุดเป็นประวัติศาสตร์
ทั้งนี้ ประเด็นดังกล่าวส่งผลกระทบเป็นอย่างมากกับประชาชนทั้งทางตรง และทางอ้อม จากค่าครองชีพที่ต้องเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย
โดยประเด็นสำคัญที่ประชาชนต้องการคำตอบก็คือ ทำไมรัฐขึ้นราคามันดีเซล-เบนซิน กระชากแรง ลิตรละ 6 บาท
จากการตรวจสอบของ “ฐานเศรษฐกิจ” เพื่อไขคำตอบเรื่องดังกล่าว พบว่า
ราคาตลาดโลกพุ่ง
กบน. ให้เหตุผลว่าการปรับราคาเป็นผลมาจากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ระดับราคาน้ำมันมีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำให้ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ดีดตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง จาก 198.20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในวันที่ 17 มีนาคม 2569 พุ่งสูงถึง 242.91 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรลในวันที่ 23 มีนาคม 2569
กองทุนน้ำมันฯติดลบกว่า 3.5 หมื่นล้าน
อีกทั้งยังได้ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องแบกรับภาระชดเชยสูงถึงประมาณวันละ2,592 ล้านบาท หรือประมาณ 80,344 ล้านบาทต่อเดือน จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนในการปรับลดภาระเพื่อให้กองทุนฯ มีสภาพคล่องในการรักษาเสถียรภาพราคาในระยะยาว เพื่อรองรับความผันผวนด้านราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดโลกได้
หลังประมาณการฐานะกองทุนติดลบกว่า 35,000 ล้านบาท
โดยล่าสุดประกาศของคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงฉบับที่ 29 พ.ศ. 2569 เรื่อง การกำหนดอัตราเงินส่งเข้ากองทุน อัตราเงินชดเชย อัตราเงินคืนจากกองทุน และอัตราเงินชดเชยคืนกองทุนสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง วันที่ 25 มีนาคม 2569 ระบุว่า
กลุ่มดีเซล
- น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดากองทุนน้ำมันฯอุดหนุนลิตรละ 19.12 บาทต่อลิตร ลดลงจากจากวันที่ 24 มี.ค. 69 ซึ่งอุดหนุนอยู่ 26.99 บาท
- น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา พรีเมี่ยมเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯลิตรละ 1.50 บาท
กลุ่มเบนซิน – แก๊สโซฮอล์
- เบนซิน 95 เก็บเงินเข้ากองทุนเพิ่มเป็น 2.50 บาทต่อลิตร จากเดิมเรียกเก็บเข้ากองทุนราคาลิตรละ 0.10 บาทเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 69
- แก๊สโซฮอล์ 95 อุดหนุนราคาลิตรละ3.26 ลดลงจากที่เคยอุดหนุนลิตรละ 9.73 บาทต่อลิตรเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 69
- แก๊สโซฮอล์ 91 อุดหนุนราคาลิตรละ3.26 ลดลงจากที่เคยอุดหนุนลิตรละ 9.73 บาทต่อลิตรเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 69
- แก๊สโซฮอล์ อี 20 อุดหนุนราคาลิตรละ 5.94 บาท ลดลงจากที่เคยอุดหนุนลิตรละ 12.85 บาทต่อลิตรเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 69
- แก๊สโซฮอล์ อี 85 เก็บเงินเข้ากองทุน 2.29 บาทต่อลิตร จากที่เคยอุดหนุนราคาลิตรละ 4.28 บาท เมื่อวันที่ 24 มี.ค. 69
ลดการกักตุน-ลักลอบส่งออก
นอกจากปัจจัยด้านต้นทุนแล้ว การปรับขึ้นราคายังมุ่งเน้นการสร้างสมดุลราคาในภูมิภาค เนื่องจากปัจจุบันประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซียได้ปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลจาก 32.40 บาทต่อลิตร (เมื่อวันที่ 16 มีนาคม) ขึ้นไปแตะระดับ 39.54 บาทต่อลิตรแล้ว
การคงราคาในประเทศให้ต่ำเกินไปจะกลายเป็นแรงจูงใจให้เกิดการลักลอบนำน้ำมันออกนอกประเทศและการกักตุนเพื่อเก็งกำไร ซึ่งการขยับราคาในครั้งนี้จะช่วยลดปัญหาดังกล่าวและป้องกันไม่ให้ทรัพยากรของประเทศรั่วไหลไปยังกลุ่มผู้หาประโยชน์โดยมิชอบ
สำหรับราคาน้ำมันขายปลีกในพื้นที่กรุงเทพฯ ที่ยังไม่รวมภาษีบำรุงท้องถิ่นปัจจุบัน เป็นดังนี้
กลุ่มน้ำมันเบนซิน
- เบนซิน ลิตรละ 49.64 บาท
- ซุปเปอร์เพาเวอร์ แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 52.04 บาท (โออาร์)
- แก๊สโซฮอล์ 97 ลิตรละ 57.54 บาท (บางจาก)
- แก๊สโซฮอล์ 95 ลิตรละ 41.05 บาท
- แก๊สโซฮอล์ 91 ลิตรละ 40.68 บาท
- แก๊สโซฮอล์ E20 ลิตรละ 36.05 บาท
- แก๊สโซฮอล์ E85 ลิตรละ 22.79 บาท
กลุ่มน้ำมันดีเซล
- ซุปเปอร์พาวเวอร์ดีเซล ลิตรละ 54.64 บาท (โออาร์)
- ดีเซล ลิตรละ 38.94 บาท (โออาร์)
- ไฮพรีเมี่ยมดีเซลS ลิตรละ 56.84 บาท (บางจาก)
- ไฮดีเซล S ลิตรละ 38.94 บาท (บางจาก)






