
สาธารณสุข ออก 5 ข้อสั่งการรับมือน้ำมันพุ่ง ดันระบบพบ หมอออนไลน์ ให้บริการปชช.
ปลัด สธ. ประเมินสถานการณ์สู้รบตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันก้าวกระโดด ล่าสุดพบ 19 จังหวัดเริ่มได้รับผลกระทบระดับสีเหลือง เร่งคลอด 5 ข้อสั่งการขยายผลบริการสุขภาพดิจิทัล ผนึกกำลังไปรษณีย์ไทยและท้องถิ่น ส่งยาถึงมือประชาชน หวังลดผลกระทบงบประมาณบริการภาครัฐ
KEY
POINTS
- กระทรวงสาธารณสุขออกมาตรการรับมือผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อต้นทุนการขนส่งผู้ป่วยและเวชภัณฑ์ของโรงพยาบาล
- สั่งการให้หน่วยบริการในสังกัดเร่งขยายบริการพบแพทย์ทางไกล (Telemedicine) สำหรับผู้ป่วยนอกให้ได้ไม่น้อยกว่า 30% เพื่อลดการเดินทางของประชาชน
- ส่งเสริมให้ประชาชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังและผู้สูงอายุใช้บริการผ่านแอปพลิเคชัน "หมอพร้อม" พร้อมพัฒนาระบบจัดส่งยาถึงบ้านผ่าน Health Rider และไปรษณีย์ไทย
26 มีนาคม 2569 นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมติดตามสถานการณ์ด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณี สถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า ราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นแบบก้าวกระโดด 6-8 บาทต่อลิตร อาจส่งผลกระทบต่อระบบสาธารณสุขในด้านต่างๆ อาทิ ต้นทุนในการส่งต่อผู้ป่วยระหว่างโรงพยาบาลเพิ่มขึ้น กระทบต่อความถี่และงบประมาณการออกรถ, ค่าขนส่งยา เลือด และเวชภัณฑ์ที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ (Cold-Chain) เพิ่มขึ้น, ต้นทุนการเดินเครื่องและสำรองน้ำมันสำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉินในแผนกวิกฤต เป็นต้น
ล่าสุด จากข้อมูลแดชบอร์ดประเมินผลกระทบวิกฤตน้ำมันต่อระบบสาธารณสุข ซึ่งมีรายงานเข้ามาแล้ว 72 จังหวัด พบผลกระทบเล็กน้อย (สีเขียว) 53 จังหวัด และผลกระทบปานกลาง (สีเหลือง) 19 จังหวัด ยังไม่มีหน่วยบริการพื้นที่ใดได้รับผลกระทบระดับสูง อย่างไรก็ตาม ได้มีข้อสั่งการถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกองบริหารการสาธารณสุข กองสนับสนุนระบบสุขภาพปฐมภูมิ สำนักสุขภาพดิจิทัล สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกจังหวัด โรงพยาบาล และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ทุกแห่ง เพื่อรองรับผลกระทบจากราคาน้ำมัน ดังนี้
1. เร่งขยายผลการปรับสัดส่วนให้บริการผู้ป่วยนอกผ่านระบบ Telemedicine ในทั้งในโรงพยาบาลและหน่วยบริการปฐมภูมิ ให้ไม่น้อยกว่า 30% จากปัจจุบันที่มีการให้บริการประมาณ 8.22% รวมถึงให้จัดบริการทางไกลอื่นๆ สนับสนุน เช่น การออกใบรับรองแพทย์ ใบรับรองความพิการ เป็นต้น
2. ให้ทุกหน่วยงานประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ในประชาชนทุกกลุ่มวัย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรังและผู้สูงอายุ ให้ใช้ระบบ Telemedicine ผ่านหมอพร้อม Super App
3. ให้ใช้ Health Rider หรือร้านยาเครือข่าย หรือเพิ่มศักยภาพการบริหารคลังยาใน รพ.สต.ที่มีความพร้อม ภายใต้การควบคุมกำกับของโรงพยาบาลแม่ข่าย เพื่อลดการเดินทางมารับยาของประชาชน
4. ประสานบริษัทไปรษณีย์ไทยขอให้จัดลำดับความสำคัญของการส่งยาไปที่บ้านประชาชน สำหรับผู้ป่วยที่รับบริการทาง Telemedicine และรับยาเดิม
5. ประสานกระทรวงมหาดไทยในการสนับสนุนให้ รพ.สต.ที่ถ่ายโอนไปสังกัด อบจ. ให้บริการ Telemedicine ร่วมกับโรงพยาบาลแม่ข่ายของกระทรวงสาธารณสุข






