

KEY
POINTS
เวทีดีเบต NATION INSIGHT เวทีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน วันที่ 31 มกราคม 2569 ณ ลานเดอะแลนด์ ยูดีทาวน์ จังหวัดอุดรธานี ประชันวิสัยทัศน์ “ Nation Election DEBATE : จุดเปลี่ยนประเทศไทย” ร้อนแรง และมีสีสันขึ้นมาอีกขั้น ในช่วงการนำเสนอข้อมูลจากภาคเอกชน ภาคเศรษฐกิจการเมืองท้องถิ่น และนักวิชาการ และได้ตั้งคำถามกับตัวแทนจาก 7 พรรคการเมืองที่เข้าร่วมงาน
โดยตัวแทนจาก 7 พรรคการเมือง ประกอบด้วย นายรังสิมันต์ โรม จากพรรคประชาชน, นายไชยา พรหมา จากพรรคกล้าธรรม, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จากพรรคไทยสร้างไทย, นายอัมพร พินะสา จากพรรคประชาธิปัตย์, นายจตุพร บุรุษพัฒน์ จากพรรคโอกาสใหม่, นายสุทิน คลังแสง จากพรรคเพื่อไทย และนายวสวรรธน์ พวงพรศรี จากพรรคไทรวมพลัง
โดยในคำถามแรกมาจากตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรมจังหวัดอุดรธานี ที่ตั้งประเด็นว่า : คอร์รัปชันเป็นต้นทุนแฝงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ หากได้เป็นรัฐบาลคุณจะแก้ปัญหานี้อย่างไร รวมถึงการกิโยตินกฎหมาย การเปิดเผยข้อมูล และอุปสรรคจากระบบราชการ
นายรังสิมันต์ โรม จากพรรคประชาชน ที่เป็นผู้ตอบคำถามนี้ ระบุว่า การคอร์รัปชันเวลานี้มีอยู่ทุกที่ ทุกหนทุกแห่ง ลองคิดอย่างนี้ว่า งบประมาณแผ่นดินมีเกือบ 4 ล้านล้านบาทต่อปี แต่การคอร์รัปชันในแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 5 แสนล้านบาท นั่นหมายความว่าเรากำลังพูดถึงเม็ดเงินที่หายไปจากระบบที่สูงมาก
สิ่งที่พรรคประชาชนจะทำ อยากจะเริ่มต้นจากข้อมูลก่อน โดยการที่จะแก้ปัญหาคอร์รัปชันต้องเริ่มต้นจากการทำให้พี่น้องประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ สิ่งที่จะเสนอคือ การทำให้มีการเปิดเผยข้อมูลเป็นหลัก ปิดเป็นข้อยกเว้น จากทุกวันนี้จะเป็นปิดเป็นหลักเปิดเป็นข้อยกเว้น ซึ่งหากประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้ ก็จะทำให้สามารถตรวจสอบการใช้ดุลพินิจ และตรวจสอบการทำหน้าที่ของหน่วยงานต่าง ๆ ได้อย่างเต็มที่
อันที่ 2 ในเรื่องของการกิโยตินกฎหมาย ทางพรรคสนับสนุนว่า ในการออกกฎหมายหรือดำเนินมาตรการต่าง ๆ ควรจะเห็นภาพใหญ่ร่วมกัน ที่ต้องเริ่มตั้งแต่จุดสตาร์ทไปถึงจุดจบ โดยต้องรู้ว่าสามารถที่จะดำเนินการและมีกฎหมายเกี่ยวข้องอย่างไร ซึ่งสามารถที่จะมารวมและบูรณาการรวมกันได้
ในส่วนที่ 3 เรื่องใบอนุญาต ที่สำคัญคือเรื่องของการเปิดเผยข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใบอนุญาตหรือเรื่องอะไรก็แล้วแต่ จะต้องทำให้เกิดการใช้ดุลพินิจที่น้อยลง วันนี้หลาย ๆ ส่วนเชื่อว่าถ้าเราทำให้ข้อมูลนิ่ง มีการใช้ดุลพินิจน้อยที่สุด หลาย ๆ เรื่องจะแก้ปัญหาคอร์รัปชันได้
“สิ่งสำคัญที่ต้องไม่ลืมคือ การปราบคอร์รัปชัน มี 2 ส่วน ส่วนที่ 1 คือต้องมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพราะวันนี้คนที่ทำคอร์รัปชันคือคนกลุ่มเดิม ๆ ทำกันอย่างเป็นระบบ เป็นขบวนการ ถ้าไม่มีการปราบปรามจริง ๆ ผมคิดว่าเราแก้ปัญหาไม่ได้ และส่วนที่ 2 คือ การยึดอายัดทรัพย์ ต้องใช้มาตรการนี้แล้วขยายผลต่อไป สุดท้ายทำให้คนคอร์รัปชันหมดตัว นั่นแหละครับคือแนวทางที่จะแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง”
ทั้งนี้นายรังสิมันต์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในกรอบระยะเวลา 4 ปี หากได้เป็นรัฐบาลจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างแน่นอน ซึ่งเวลานี้เราแพ้เวียดนาม เพราะอันดับคอร์รัปชันเวียดนามอยู่ที่ประมาณ 88 ของโลก ส่วนไทยอยู่ที่อันดับ 107 ดังนั้นทางพรรควางเป้าว่าภายใน 4 ปี อย่างน้อยที่สุดไทยต้องสู้และแข่งกับเวียดนามได้
ขณะที่นายสุทิน คลังแสง จากพรรคเพื่อไทย ขอใช้สิทธิ์ในการมีส่วนร่วมกับคำถามนี้ว่า
"ผมเห็นคำถามแล้วผมคันเรื่องการแก้ปัญหาคอร์รัปชันและขั้นตอนราชการที่มันเยอะมากไป ดร.เชน(ดร.ยศนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย) พูดดีมากบอกว่า เดี๋ยวนี้มันเป็นรัฐอุปสรรค ต้องเปลี่ยนเป็นรัฐสนับสนุน นั่นก็คือวิธีแก้ปัญหาคอร์รัปชันวิธีง่าย ๆ ที่เรามองข้ามก็คือ เอาเทคโนโลยี นวัตกรรม และ AI เข้ามาแทนขั้นตอนต่าง ๆ
ถ้าให้เทคโนโลยีพูดแทนคน เทคโนโลยีจะไม่เรียกสินบน แต่ถ้าไปติดต่อกับคน คนขอสินบน เอาเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มดี ๆ เข้ามาเลยครับ ถ้าท่านไปขอใบอนุญาตอุตสาหกรรมแล้วตัดขั้นตอนออกสัก 5 ขั้นตอน เหลือเพียง AI จัดการให้ท่านจนเสร็จ AI ไม่เรียกเงินท่านหรอก เพราะฉะนั้นวิธีของเราคือ นอกจากแก้กฎหมายแล้ว ต้อง เอา AI เข้ามาแทนที่ระบบราชการให้ได้มากที่สุด คอร์รัปชันจะน้อยลง" นายสุทิน กล่าว
คำถามที่ 2 จากสมาคม อบต.แห่งประเทศไทย : ถ้าท่านได้เป็นรัฐบาล มีความเห็นอย่างไรกับกระจายอำนาจสูท้องถิ่น
นายไชยา พรหมา จากพรรคกล้าธรรม ที่ได้รับคำถามนี้ กล่าวว่า ขอขอบคุณสำหรับคำถามที่เป็นประโยชน์มาก วันนี้พูดถึงการกระจายอำนาจในยุคอนาคตนั้น รัฐบาลกลางต้องทำตัวให้ลีบ (ตัวเล็กลง) เมื่อก่อนรัฐบาลกลางทำตัวอ้วน คือส่วนใหญ่งบประมาณจะกระจุกตัวอยู่ที่ส่วนกลาง แต่ต้องมองเห็นคุณค่าของพี่น้องประชาชนว่าเขาสามารถปกครองและตัดสินใจด้วยตัวเขาเองได้
หลักการกระจายอำนาจคือ ให้สิทธิ์ประชาชนในพื้นที่ตัดสินใจ วางแผน และวางยุทธศาสตร์ในการแก้ไขปัญหาตามความต้องการของเขาเอง วันนี้สัดส่วนงบประมาณจากส่วนกลางที่ลงไปยังท้องถิ่นยังค่อนข้างน้อย ต่อไปรัฐบาลจะต้องจัดสรรงบประมาณในส่วนที่เป็นของกรม กอง กระทรวง ถ่ายโอนไปยังท้องถิ่นในภารกิจที่เขามีศักยภาพ
“เราต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า คนที่เข้าใจปัญหาและใกล้ชิดประชาชนมากที่สุดคือ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในทุกระดับ ทั้ง อบจ. เทศบาล และ อบต. ซึ่งงบประมาณปัจจุบันเสียไปกับเรื่องเจ้าหน้าที่และบุคลากรทางราชการมาก แต่งบประมาณในการพัฒนาอย่างแท้จริงยังขาดอยู่
เราสนับสนุนว่าหากพรรคกล้าธรรมเป็นรัฐบาลและรับผิดชอบเรื่องนี้ รัฐบาลกลางต้องทำตัวเล็กลง และให้รัฐบาลท้องถิ่นมีโอกาสใช้งบประมาณภายใต้การกำกับดูแลและการบริหารจัดการของประชาชนในพื้นที่เอง นี่คือหลักการของการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง"
คำถามที่ 3 จากสมาคมนักธุรกิจไทย-เวียดนามแห่งประเทศไทย : จังหวัดอุดรธานี ยังไม่มีมหาวิทยาลัยของตัวเอง ท่านมีแผนจะผลักดันจังหวัดอุดรฯให้มีมหาวิทยาลัยของตัวเองอย่างไร เพื่อประโยชน์ของคนในพื้นที่
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พรรคไทยสร้างไทย ที่เป็นผู้ได้รับคำถามนี้ กล่าวว่า เป็นคำถามที่โดนใจมาก และเป็นความอึดอัดในฐานะที่เป็นคนอีสาน วันนี้เราเห็นความด้อยโอกาสของคนอีสานมาก ๆ ทั้งที่เรามีศักยภาพ หนึ่งในปัญหาคือเรื่องการศึกษา ถ้าเราเป็นศูนย์กลางการศึกษา จีนตอนใต้และกลุ่มประเทศ CLMV ก็จะมาเรียนกับเรา
ทั้งนี้ทางพรรคฯจะยกระดับอุดรธานีให้มีมหาวิทยาลัยของตัวเอง ซึ่งได้ต่อสู้กันมานานแล้ว รัฐจะต้องคุยกับสถาบันราชภัฏเพื่อยกระดับขึ้นมาเป็น "มหาวิทยาลัยอุดรธานี" เช่นเดียวกับนครพนมและกาฬสินธุ์ โดยจะจับมือกับมหาวิทยาลัยดังในกรุงเทพฯ และต่างประเทศ เช่น Northwestern ที่เคยคุยไว้และเขาสนใจ
เมื่อยกระดับขึ้นมาได้ ไม่เพียงให้โอกาสเด็กไทยได้เรียนต่อตามนโยบาย "เรียนฟรีจนจบปริญญาตรี" ของพรรคไทยสร้างไทย ซึ่งจะลดเวลาเรียนลง 3-4 ปี ไม่ต้องเป็นหนี้ กยศ. เด็กในอีสานจะเรียนในวิชาของโลกยุคใหม่ที่ทัดเทียมโลกและจบมามีงานทำ
“เราจะเป็นศูนย์กลางการศึกษาของภูมิภาค รับนักศึกษาจากจีนและ CLMV ดิฉันสนับสนุนเต็มที่และจะรับผิดชอบเรื่องนี้เพื่อให้อุดรธานี กาฬสินธุ์ และนครพนม มีมหาวิทยาลัยของตนเอง ดิฉันรับปากเลย เพราะการสร้างคนสำคัญที่สุด"
คำถามที่ 5 จากอาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี : จะสร้างระบบ Soft Power "ลิซ่า ฟีเวอร์" ให้เป็นรายได้คนอีสานอย่างไร
นายอัมพร พินะสา พรรคประชาธิปัตย์ ตอบคำถามนี้ว่า ตนเป็นคนอีสาน ได้ยินเสียงพิณเสียงแคน ได้เห็นวัฒนธรรมอีสานเป็นสิ่งที่งดงามและภาคภูมิใจ "ทะเลบัวแดง" ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งซึ่งถ้าเราจะเปลี่ยนอีสานให้เป็น soft power เรามีทั้ง soft power ที่เป็นตัวคน และ soft power ที่เป็นตัววัฒนธรรมและพื้นถิ่น
ทั้งนี้จะขายอย่างไร ขอยกตัวอย่างสมัยหนึ่งคนอเมริกามาอยู่ภาคอีสาน มาดูว่าคนอีสานอยู่อย่างไร จึงมีปู่ย่าตายาย ลูกหลาน อยู่ในครอบครัวเดียวกันได้อย่างมีความสุข ตรงนี้ก็เหมือนกัน ถ้าเราจะเปลี่ยนอีสานให้เป็นแหล่งวัฒนธรรมและเป็นแหล่งท่องเที่ยว ต้องไม่ใช่ท่องเที่ยวแล้วกลับไป แล้วก็มากินข้าวแล้วก็หนีไปนอนที่อื่น
แต่เราต้องทำให้การท่องเที่ยวอีสานอยากมาอยู่เป็นเดือน อยากมาอยู่เป็นหลายสัปดาห์ มีที่อยู่ให้เขา มีที่กินให้เขา และก็เก็บรายได้จากนักท่องเที่ยวและกลับไปให้นักท่องเที่ยวมีความภาคภูมิใจ ถ้าไม่ได้มาอีสานอีกครั้งหนึ่ง เขาใจขาดแน่ แต่มาอีสานทีไรได้มีพี่ได้มีน้อง ได้จับจ่ายใช้สอยอย่างมีความสุข แล้วได้องค์ความรู้กลับไปพัฒนาบ้านเขา
ในขณะเดียวกันเราก็ได้ความรู้จากนักท่องเที่ยวที่มาบ้านเรา ช่วยมาคอมเมนต์ว่าสิ่งที่เรามีอยู่นั้นเราต้องปรับปรุงอะไร ต่อยอดอย่างไร ถ้าเราเป็นอย่างนี้ได้ สร้าง soft power ให้กับเราในท้องถิ่นได้แน่
"วันนี้ถ้าใครเลี้ยงแมงจีนูนได้ ยังเป็น soft power ได้เลย นี่คือการศึกษาที่ต้องเป็นแบบนั้น เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ แม้แต่อเมริกายังเอาพวกแมลงต่าง ๆ ไปทำอาหารกิน เพราะเป็นอาหารที่มีโปรตีนสูง อีสานถ้าหากเราเปลี่ยนแปลงให้แหล่งท่องเที่ยว ให้คนเป็นซอฟพาวเวอร์ แล้วขายตรงนี้ต่อสาธารณะ โดยทุกคนมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของร่วมกัน สิ่งนั้นจะเกิดความยั่งยืนถาวรให้กับคนอีสานอย่างแน่นอน"
คำถามที่ 5 จากสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอุดรธานี : จะพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเดิมและการสร้างแหล่งท่องเที่ยวใหม่ในอุดรธานีและภาคอีสานอย่างไร
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ พรรคโอกาสใหม่ ที่ได้รับคำถามนี้ ระบุว่า เป็นคำถามที่ถือเป็นหัวใจสำคัญ เราต้องมองภาพใหญ่ของการท่องเที่ยวภาคอีสาน ที่เชื่อว่ายังไปได้ และเป็นเครื่องจักรที่ทำเงินให้กับประเทศมหาศาล สิ้นปีนี้อุดรธานีจะเป็นเจ้าภาพจัดงานพืชสวนโลก ซึ่งเป็นงานระดับโลก ซึ่งก็จะมีรายได้กลับเข้ามาอีกมาก ทะเลบัวแดง(แหล่งท่องเที่ยวมีชื่อของอุดรธานี) หากพูดถึงคนรู้จักหมด รวมถึงแหล่งวัฒนธรรมโบราณบ้านเชียง
นอกจากนี้ เรายังมีแหล่งท่องเที่ยวในภาคอีสานอีกมา เช่น ต่อจากอุดรฯก็จะไปจังหวัดเลย มีภูกระดึง ซึ่งเป็นเป็นหนึ่งในอาเซียนที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงาม คนก็ถามว่าต้องมีต้องมีกระเช้าขึ้นภูกระดึงหรือไม่ ซึ่งตนคิดว่าเราต้องมองมิติของการพัฒนาเรื่องของนวัตกรรมในการจะเสริมกับนักท่องเที่ยว บางทีบอกอนุรักษ์ ๆ แต่ถามจริงๆ ว่าคนอย่างรุ่นเรา(คนสูงอายุ) จะเดินขึ้นภูกระดึงไหวหรือไม่ อันนี้ก็ต้องมาดูในเรื่องรายละเอียดอะไรต่าง ๆ
เพราะฉะนั้นตนยืนยันว่า ความเชื่อมโยงของการท่องเที่ยวถือเป็นสิ่งสำคัญ แต่ต้องมาพร้อมกับการคมนาคมที่สะดวก ไม่ว่าการเดินทางโดยเครื่องบินอะไรต่าง ๆ ต้องมีความพร้อม และที่สำคัญต้องมีความปลอดภัย มีความสะอาดของเมืองที่ต้องมาพร้อมกัน ซึ่งในส่วนของจังหวัดอุดรฯ ที่อยู่ติดกับประเทศเพื่อนบ้านคือลาวถือเป็นโชคดี และเขาก็มาเที่ยวอยู่แล้ว ตรงนี้เป็นส่วนที่มีความสำคัญ
“ผมยืนยันแล้วว่าอุดรฯ มีความพร้อมมากในเรื่องการท่องเที่ยว แต่ขณะเดียวกันก็อย่าไปมองจังหวัดที่เป็นบริวารด้วย คือเราอยากให้จังหวัดรอง ๆ ได้รับอานิสงส์ตรงนี้ด้วย เพราะฉะนั้นก็ต้องมีการเชื่อมโยงไปจังหวัดหนองบัวลำพู จังหวัดที่อยู่ใกล้ ๆ ซึ่งจะไปเป็นประโยชน์ที่เกื้อหนุนกัน
การท่องเที่ยวต้องทำพร้อมกับเมืองรองไปด้วย ทำให้เรามีศักยภาพพร้อมไปด้วยกัน เกิดการเชื่อมโยงกัน ผมยังคิดถึงการเชื่อมโยงระหว่างอุดรฯ อุบลฯ ขอนแก่น และก็โคราช เป็นสี่เหลี่ยมที่อยู่ในภาคอีสานทั้งหมด อันนี้จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง"
คำถามที่ 6 จากหอการค้าไทย : พรรคท่านมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภาคอีสาน เพิ่มรายได้ และกระตุ้นการใช้จ่ายจริงมากกว่าการแจกเงินแบบประชานิยมอย่างไร
นายสุทิน คลังแสง จากพรรคเพื่อไทย ที่ได้รับคำถามนี้ กล่าวว่า หากมองย้อนหลัง พรรคเพื่อไทยมองเศรษฐกิจจะมองจากการขับเคลื่อนที่ฐานราก รดน้ำรดที่ราก เพราะฉะนั้นเพื่อไทยจึงมุ่งไปที่เศรษฐกิจฐานราก วันนี้พบว่าฐานรากคือเกษตรกรอ่อนกำลังซื้อ ขาดกำลังที่จะเคลื่อนเศรษฐกิจ จึงทำให้เศรษฐกิจภาคอุตสาหกรรม ภาคท่องเที่ยว หรือในเมืองซบเซา เพราะฉะนั้นเพื่อไทยมองว่า วันนี้จะต้องอัดฉีดลงไปที่ฐานรากอีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้าอัดฉีดโดยมีตัวชี้วัด โดยมีเป้าหมายชัดเจน อย่าไปเรียกว่าประชานิยมเลย แต่ถ้าแจกเปล่า ๆ โดยไม่มีตัวชี้วัด อันนี้คือประชานิยม
วันนี้ทางพรรคถึงต้องปลดหนี้เกษตรกรก่อน เพื่อคืนกำลังการผลิต คืนกำลังจับกำลังจ่ายใช้สอยให้เกษตรกร แล้วอาชีพเกษตรกรก็คือเรื่องของผลผลิตทางการเกษตร นโยบายของพรรคฯ ประกันให้ว่าต้องมีกำไรไม่ต่ำกว่า 30% ในทุก ๆ พืชเกษตร แล้วก็ไม่ได้พูดเปล่า ๆ แต่ยังประกาศเลยว่าข้าวหอมมะลิอย่างต่ำสุดต้องขายได้ไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 15 บาท (ตันละไม่ต่ำกว่า 1.5 หมื่นบาท) ยางพาราไม่ต่ำกว่า 70 บาทต่อกิโลฯ หลายตัวทางพรรคบอกราคาชัดเจน
ทั้งนี้เมื่อทำให้เกษตรกรแข็งแรง นั่นคือการให้เกษตรกรมีเงิน ถ้าเกษตรกรมีเงิน ฐานรากมีเงินเศรษฐกิจก็เคลื่อนได้ จะทำให้ปีระมิดเศรษฐกิจเคลื่อนด้วย
“ท่านคิดง่าย ๆ หลับตานึก ถ้าวันนี้ถ้าเกษตรกรมีเงินทุกคน มีเงินจับจ่ายใช้สอย ภาคการค้า ภาคอุตสาหกรรม ท่องเที่ยวบูมแน่นอน นอกจากนี้เราจะอัดฉีดไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการล้างหนี้ให้ชาวบ้านมีเรี่ยวแรงขึ้นมา แล้วเรามีประกันรายได้และกำไรสินค้าเกษตร
ต่อจากนี้เรื่องของเกษตรจะต้องเป็นเกษตรมูลค่าสูง เราจะให้ชาวบ้านปลูกเยอะ ๆ มูลค่าต่ำ ๆ เหมือนเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว อุตสาหกรรมเราต่อไปต้องเป็นอุตสาหกรรมมูลค่าสูง ทุกอย่างต้องเป็นมูลค่าสูง และจะนำเทคโนโลยีนวัตกรรม AI เข้ามาเติมเรื่องพวกนี้ให้เป็นเศรษฐกิจที่แข็งแรงขึ้น"
คำถามที่ 7 จากผู้ประกอบการเอสเอ็มอี : จะแก้ปัญหา SME และภาพรวมเศรษฐกิจชายแดนที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบและสแกมเมอร์อย่างไร
นายวสวรรธน์ พวงพรศรี จากพรรคไทรวมพลัง ตอบในประเด็นนี้ว่า ตนก็เป็นคนตัวเล็กเหมือนกัน ที่ผ่านมาจากความขัดแย้งชายแดน(ไทย-กัมพูชา) คนไทยก็ได้รับผลกระทบอย่างมาก เดินทางไปมาไม่ได้เนื่องจากการปิดด่าน แต่ในหลักการของการปิดด่านเราก็ต้องคงไว้ โดยเฉพาะฝั่งกัมพูชา ที่ผ่านมาบางทีอาจจะมีสินค้าสวมสิทธิ์จากทางกัมพูชาเข้าไปที่ลาวแล้วเข้ามาไทย อย่างมันสำปะหลัง ข้าว ทำให้เกษตรกรไทยเดือดร้อน ราคาพืชผลตกต่ำ ก็ต้องปิดด่านเอาไว้ก่อน เพื่อที่จะทำให้ราคาสินค้าทางการเกษตรในประเทศเพิ่มขึ้น
สำหรับภาคการท่องเที่ยวแน่นอนว่าโอกาสยังมีสำหรับฝั่งลาวซึ่งจังหวัดอุดรฯ ก็อยู่ใกล้กัน พี่น้องฝั่งลาวข้ามมาเที่ยวบ้านเรา ก็ต้องดูแลเรื่องของกำลังการซื้อ เรื่องของด่าน การหาตลาดใหม่ ๆ แต่อย่างที่บอกไปกับหลาย ๆ คน กำลังการซื้อจะเกิดได้ก็ต่อเมื่อเกษตรกรมีรายได้ ปากท้องของเกษตรกรมาจากรายได้ จากเงินในกระเป๋า ซึ่งเกษตรกรก็ต้องรู้ราคาพืชผลก่อนปลูก
“ผู้ประกอบการ SME เวลานี้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ยากมาก เราจะทำอย่างไรให้เกิดการแปรรูปสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้น โดยสรุปนโยบายทุกท่านพูดมาดีหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล หากพรรคไทรวมพลังมีโอกาสได้เป็นปากเป็นเสียงในสภา คะแนนถึง 300,000 คะแนน ผมจะยกมือเห็นด้วยหมดกับทุกนโยบาย จะไม่ไปบอกว่าอันนั้นของพรรคประชาชน อันนั้นของพรรคกล้าธรรม อันนี้ของพรรคเพื่อไทย ผมจะยกมือให้หมดหากเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน" นายวสวรรธน์ ย้ำตอนท้าย