

KEY
POINTS
NATION INSIGHT พิเศษ เปิดเวทีดีเบตภูมิภาค เวทีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 31 มกราคม 2569 ณ ลานเดอะแลนด์ ยูดีทาวน์ จ.อุดรธานี ประชันวิสัยทัศน์ “ Nation Election DEBATE : จุดเปลี่ยนประเทศไทย” มีตัวแทนจาก 7 พรรคการเมืองหลักเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง
ประกอบด้วย นายรังสิมันต์ โรม จากพรรคประชาชน, นายไชยา พรหมา จากพรรคกล้าธรรม, คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จากพรรคไทยสร้างไทย,นายอัมพร พินะสา จากพรรคประชาธิปัตย์, นายจตุพร บุรุษพัฒน์ พรรคโอกาสใหม่, นายสุทิน คลังแสง จากพรรคเพื่อไทย และนายวสวรรธน์ พวงพรศรี จากพรรคไทรวมพลัง
เริ่มจากคำถามในเบรกแรก ถ้าคุณได้มาเป็นรัฐบาลจะทำอะไร และแก้ปัญหาอะไรในภาคอีสาน?
นายรังสิมันต์ โรม พรรคประชาชน กล่าวว่า หากพูดถึงปัญหาภาคอีสาน ต้องยอมรับว่า ไม่ได้มีมิติแค่เฉพาะในเรื่องของรายได้เท่านั้น ปัญหาของภาคอีสานมีหลากหลายปัญหา มีหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของเศรษฐกิจ ปากท้อง ปัญหาอาชญากรรม ปัญหาสังคม ซึ่งการที่จะทำให้ภาคอีสานได้รับการพัฒนา สิ่งสำคัญหัวใจที่สำคัญคือ จะทำยังไงที่จะสร้างงานในภาคอีสานให้ได้ เราปฏิเสธไม่ได้ว่าพี่น้องชาวอีสาน ต้องไปทำงานที่กรุงเทพฯ ไปทำงานที่หัวเมืองใหญ่ ๆ จำนวนมาก เพราะงานอยู่ที่นั่น วันนี้สิ่งที่พรรคประชาชนกำลังทำ คือทำให้งานกลับมาสู่พื้นที่ตรงนี้
วันนี้เราเห็นโอกาสในเรื่องของการเชื่อมโยงเศรษฐกิจระหว่างประเทศ เชื่อมกับลาว เชื่อมกับเวียดนาม เชื่อมกับจีน สิ่งที่เราต้องทำก็คือ ภาคอีสานต้องไม่ใช่แค่การส่งออกวัตถุดิบหรือส่งออกแรงงาน แต่ภาคอีสานจะต้องมีงานที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการสร้างอุตสาหกรรมที่จะเป็นความท้าทายใหม่ สิ่งที่พรรคประชาชนมีนโยบายก็คือ การทำนาโนบัส โดยสร้างงาน สร้างรายได้นอกเหนือจากการทำนา อุดรธานีจะเป็นหนึ่งใน 15 หัวเมืองที่ต้องการให้ความสำคัญ และนาโนบัสจะส่งเสริมความเจริญงอกงามให้กับเมืองต่าง ๆ
นอกจากการสร้างงาน ต้องแก้ปัญหาเรื่องของเงินที่จะออกจากกระเป๋าของคนอีสานด้วย วันนี้ปัญหายาเสพติด ปัญหาสแกมเมอร์เป็นปัญหาที่สำคัญ ทุกพรรคการเมืองอยู่กับปัญหา เสนอนโยบายในเรื่องของการแก้ปัญหายาเสพติด แต่ไม่เคยมีพรรคการเมืองไหนทำได้มาก่อน
“วันนี้พรรคประชาชนเรายืนยันว่า เราจะทลายแหล่งผลิต เราจะแก้ปัญหา โดยเฉพาะในเรื่องของเส้นทางการเงิน เราจะใช้กลไกการฟอกเงินเพื่อยึดอายัดทรัพย์ เอาเงินเหล่านี้มาคืนให้กับพี่น้องผู้สูญเสีย และยืนยันว่าอุดรธานี และภาคอีสานจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”
นายไชยา พรหมา พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาภาคอีสาน ของพรรคกล้าธรรมคือ ต้องสร้างความมั่นคงให้เกิดขึ้น ความมั่นคงในมิตินี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องอาวุธ ไม่ได้พูดถึงทหาร ไม่ได้พูดถึงสงคราม แต่เป็นความมั่นคงในเรื่องของรายได้ที่มีความมั่นคง อันที่ 2 คือ ความมั่นคงทางด้านสุขภาพ และอันที่ 3 ความมั่นคงทางด้านคุณภาพชีวิตของอนาคตของลูกหลาน
สำหรับความมั่นคงทางด้านรายได้ ไม่ต้องการและปรารถนาที่อยากจะเห็นคนอีสานต้องอพยพแรงงาน และทิ้งถิ่นฐานบ้านช่องที่ทำให้เป็นปัญหาของสังคม แต่ต้องการที่จะพัฒนาให้งานอยู่ที่ภาคอีสาน
จุดเริ่มต้นและศักยภาพของอีสาน คือในเรื่องของภาคการเกษตร จะทำอย่างไรที่จะทำให้อุตสาหกรรมแปรรูปทางการเกษตรเกิดขึ้นในอีสานให้ได้มากขึ้น วันนี้เราอาจจะมีความภาคภูมิใจที่เห็นการคมนาคมที่เป็นการเชื่อมต่อระหว่างจีนตอนใต้มาจ่อที่ชายแดนที่หนองคาย เรามีความปรารถนาที่อยากจะเห็นรถไฟความเร็วสูงจากหนองคายที่บอกว่าเป็นประตูแห่งมังกร เราไม่ต้องการแค่ขนคน ขนนักท่องเที่ยว และขนสินค้าจากต่างประเทศ แต่ต้องการที่อยากจะเอาศักยภาพในอีสานซึ่งเป็นสินค้าทางด้านการเกษตรในภาคภูมิภาคนี้ ส่งไปขายยังตลาดใหญ่ที่สุดนั่นก็คือจีน
“วันนี้ภาคอีสานนั้นเราไม่ต้องการจะขายเฉพาะข้าว ไม่จะขายเฉพาะผลไม้อย่างเดียว อุตสาหกรรมทางด้านการเกษตร รัฐบาลต้องส่งสัญญาณในอนาคตว่า ทำอย่างไรที่จะให้แรงงานจากอีสานนั้นอยู่ในพื้นที่ อยู่กับครอบครัว สร้างคุณภาพชีวิตที่นี่ นั่นหมายความว่ารัฐบาลในอนาคตต้องส่งสัญญาณว่า อีสานวันนี้จะต้องเป็นอีสานที่มีการพัฒนาทางด้านอุตสาหกรรมภาคการเกษตร อุตสาหกรรมแปรรูปทางการเกษตร เพราะศักยภาพของอีสานนั้นคือภาคการเกษตร จะต้องเป็นหลักและเป็นเป้าหมายสำคัญของพรรคกล้าธรรม"
คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ พรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า ในฐานะลูกอีสานหลานย่าโม มีความน้อยใจอยู่ตลอดเวลาว่าอีสานเป็นภาคที่มีคนมากที่สุด ผลิตภัณฑ์มากที่สุด แต่จนที่สุด ถึงเวลาแล้วที่คนอีสานต้องได้รับโอกาสบ้าง ทั้งนี้โดยศักยภาพของคนอีสานและที่ตั้งของคนอีสาน ต้องเป็นศูนย์กลางในการส่งออกและผลิตอาหารรวมทั้งด้านการเกษตร และเป็นศูนย์กลางการขนส่งที่จะเชื่อมไปยังจีน เชื่อมไปยัง CLMV
“รถไฟความเร็วสูงและรถไฟทางคู่ ไม่ใช่ค่อยต่อแบบนี้ ต้องเร่งเป็นแผนแม่บทเร่งด่วน ภายใน 3-5 ปีต้องจบไม่อย่างนั้นประเทศไทยจะขาดโอกาสในการใช้ภาคอีสานในการสร้างงานสร้างเงิน โดยอุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตรและอาหาร สามารถดึงคนอีสานกลับมาทำงานที่บ้าน และถ้าดิฉันและพรรคไทยสร้างไทยเป็นรัฐบาล เราจะทำให้อีสานเป็นศูนย์กลางของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีใหม่ที่ใช้พลังงานสะอาด เพราะเราสามารถดึงไฟจากเพื่อนบ้านของเรามาในราคาถูกได้”
นอกจากนี้ภาคอีสานจะต้องเป็นศูนย์กลางการขนส่ง และต้องเป็นศูนย์กลางของ Wellness รวมทั้งศูนย์กลางการศึกษาให้กับ CLMV เราต้องรุก เชื่อมกับจีน สินค้าจากไทยไปจีนทั้งหมด ต่อจากนี้ให้มาใช้ภาคอีสานเป็นศูนย์กลาง และสินค้าจากจีนลงมาใช้อีสาน ถึงเวลาแล้วที่คนอีสานควรได้รับโอกาส และเงินในกระเป๋าต้องกลับคืนมา ลูกหลานต้องกลับมาทำงานที่บ้านให้ได้
นายอัมพร พินะสา พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า แต่ก่อนเรามีความสุขมากกับที่เห็นพ่อคุณแม่กอดลูกกอดหลาน เรามีงาน เห็นพี่เห็นน้องเข้ามาร่วมกันช่วยเหลือเกื้อกูลกัน อยู่กันอย่างมีความสุข แต่วันนี้เราทุกข์เพราะเราเห็นเงินมีค่ามากกว่าชีวิตความเป็นอยู่ คนอีสานก็เจอวิบากกรรมตรงนั้น ต้องออกจากบ้านจากช่องไปทำมาหากินเพื่อเอาเงินกลับมาเลี้ยงชีพ มาเลี้ยงคนแก่ที่อยู่ที่บ้าน มาเลี้ยงลูกเลี้ยงหลาน แต่พ่อแม่ไปอยู่กรุงเทพฯ นี่คือสภาพปัญหาในปัจจุบัน
พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่เล็งเห็นความสำคัญของคน หากพรรคประชาธิปัตย์ได้เข้าไปเป็นรัฐบาลใหม่ใหม่ จะเปลี่ยนแปลงอันแรก คือ การเพิ่มสวัสดิการและแก้ปัญหาความยากจนระยะสั้น ให้ 'อิ่มท้อง นอนอุ่น' จากนั้นก็สร้างงานที่เกิดจากความสามารถ โดยใช้การศึกษาเป็นเครื่องมือในการนำวิจัยนวัตกรรมว่าจังหวัดอุดรฯ บึงกาฬ นครพนม มีต้นทุนเศรษฐกิจอะไร มีพืชอะไร มีสิ่งใดที่จะมาทำได้ แล้วจากนั้นก็ค่อยหานวัตกรรมเข้ามาทำที่ถิ่น แล้วพ่อแม่ก็จะได้ทำงานใกล้บ้าน ลูกหลานก็อยู่ครอบครัว
“นอกจากเน้นเรื่องการศึกษาแล้วจะเน้นเรื่องการกระจายอำนาจ ลงสู่ชุมชนท้องถิ่น ให้โรงเรียนมีคุณภาพเท่าเทียมกัน ถ้าหากทำได้แบบนี้คนก็จะกินอิ่มนอนอุ่น รายได้ก็เข้ากระเป๋า หนี้สินก็ไม่ต้องไปกู้ใคร เราก็จะเป็นผู้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยใช้อีสานเป็นฐาน"
นายจตุพร บุรุษพัฒน์ พรรคโอกาสใหม่ กล่าวว่า ประเทศไทยมีพื้นที่ 322-323 ล้านไร่ ในจำนวนนี้เป็นพื้นที่ภาคอีสาน 101 ล้านไร่ มีป่าประมาณ 15 ล้านไร่ หรือประมาณ 15-16% สิ่งที่สำคัญคือปัญหา เรื่องน้ำ เรามีโขง ชี มูล เวลาแล้งก็แล้ง เวลาท่วมก็ท่วม เพราะฉะนั้นเรื่องที่ 1 คือต้องจัดการเรื่องแหล่งน้ำทั้งหมดให้มีน้ำเพียงพอให้กับพี่น้องประชาชนทั้งอีสานก่อนเป็นอันดับแรก
เรื่องที่ 2 อีสานมีแร่โพแทช ซึ่งเชื่อว่าไทยมีแร่โพแทชมากที่สุดในโลก สามารถพัฒนาเป็นเรื่องของปุ๋ยได้ซึ่งคนที่อยู่ในจังหวัดอุดรธานีทราบในเรื่องนี้ดี ต้องพัฒนาทำให้มีรายได้ขึ้นมา
เรื่องที่ 3 เรื่องการท่องเที่ยว อีสานเป็นพื้นที่มีความสำคัญ เรามีเฮอริเทจเขาใหญ่ มีจีโอพาร์คที่โคราช มีไบโอสเฟียร์รีเสิร์ฟ และขอนแก่นกำลังจะเป็นจีโอพาร์คแห่งที่ 3 ของประเทศ เพราะฉะนั้นเรามีแหล่งมากมายทั้งหมด เพราะฉะนั้นต้องยกระดับการท่องเที่ยวโดยมีเป็นจุดศูนย์กลางต่างๆ ที่สำคัญคือ ต้องดูแลเมืองรองด้วย
“อีสานมีแหล่งท่องเที่ยวมากมาย เราอยากได้กระเช้าขึ้นภูกระดึงใช่ไหม ถ้าเราเพิ่มตรงนี้ขึ้นไป ผมคิดว่าอีสานก็จะมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสมบูรณ์ที่สุด คนก็จะมาที่อีสานทั้งหมด ซึ่งหากทางพรรคได้รับโอกาสจะดูแลตรงนี้ให้ดีที่สุด”
ขณะที่นายสุทิน คลังแสง พรรคเพื่อไทย กล่าว เปรียบเทียบว่า อยากให้มองประเทศไทยเป็นรถยนต์คันหนึ่ง ที่ขับเคลื่อนด้วยล้อ 4 ล้อ โดย 3 ล้อแรกคือ ภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ 3 ซึ่งเป็นล้อที่แข็งแกร่ง แต่มีล้อหนึ่งที่ไม่แข็งแรง บวม แล้วก็ค่อนข้างจะรั่วบ่อย ก็คือล้อภาคอีสาน ซึ่งมีปัญหา และถูกทอดทิ้งมาตลอดเลย ทำให้รถคันนี้วิ่งส่าย นั่นคือประเทศไทย ก็เลยพัฒนาไม่สมดุล เพื่อไทยมองว่าต้องจัดการล้อนี้ให้แข็งแรง แล้วก็สมบูรณ์ กลับมาทำให้ 4 ล้อนี้วิ่งด้วยความสมดุล แล้วรถคันนี้จะได้ไม่ส่าย
ทั้งนี้จะทำอย่างไร จะต้องพัฒนาภาคอีสานอย่างเป็นระบบ คิดแยกส่วนไม่ได้ ต้องบูรณาการทุกด้าน เกษตร อุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การศึกษา ต้องเป็นแพ็คเกจ นโยบายเบื้องต้นจริงๆ คือการจัดการกับเศรษฐกิจฐานราก เพราะคนอีสานอยู่ในฐานราก เป็นเกษตรกรเสียส่วนใหญ่ วันนี้เพื่อไทยจึงจะเข้าไปล้างหนี้ก่อน แล้วประกันรายได้สินค้าเกษตร ประกันกำไรทุกตัว เกษตรกรต่อไปนี้ต้องไม่อยู่กับความเสี่ยงเรื่องราคา จะมีการประกันกำไรสินค้าเกษตร 30% และแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
“ในระยะยาวหลายคนบอกจะทำอุตสาหกรรม จะทำเรื่องท่องเที่ยว เพื่อไทยคิดเป็นแพ็คเกจว่า ต่อไปนี้ อีสานจะต้องมีเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งเราทำแล้วในรัฐบาลก่อน คือเขตเศรษฐกิจพิเศษ 4 ภาค เหนือ อีสาน ใต้ แต่อีสานยังไม่ได้ทำให้เป็นรูปธรรม เพื่อไทยจะเข้ามาผลักดันเขตเศรษฐกิจพิเศษอีสานให้สำเร็จ เขตนี้ถ้าสร้างเสร็จจะเกิดอัตราแรงงานขึ้นมา 500,000 ตำแหน่ง เศรษฐกิจจะพุ่งขึ้น 3% ทันที
และที่สำคัญที่สุดวันนี้ ที่ทำไว้แล้วแต่ไม่เสร็จในรัฐบาลก่อน เรื่องระเบียงเศรษฐกิจชายแดน ซึ่งจะเป็นตัวทำเงินกับประเทศเพื่อนบ้าน ที่มุกดาหาร นครพนม หนองคาย ถูกปล่อยทิ้งไว้ รวมกับเขตเศรษฐกิจพิเศษ ซึ่งจะทำแล้วแต่ทำไม่เสร็จ เพื่อไทยจะเข้ามา โดยอัดเรื่องเทคโนโลยี นวัตกรรม แล้ว AI เข้าไป"
นายวสวรรธน์ พวงพรศรี พรรคไทรวมพลัง กล่าวว่า ตนเป็นตัวแทนการเมืองของคนตัวเล็ก คนอีสานเขาเอิ้นว่า การเมืองแบบ “เช้าส่งแกง แลงส่งป่น” พรรคการเมืองใดก็ตามที่เสนอนโยบายมา ตนมองว่าเป็นนโยบายที่ดีหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแปรรูป เพิ่มอุตสาหกรรม การเกษตร ตลาดนำการผลิตและอื่น ๆ
แต่อยากเสริมเรื่องของชายแดน เพราะตนมาจากคนชายแดน ซึ่งอยากให้เห็นใจคนชาย ที่มีความลำบากและทหารก็ต้องไปดูแล ขณะที่เบี้ยเลี้ยงของทหารที่ไปรบได้เพียง 250 บาทต่อวันมาโดยตลอด ตั้งแต่ปี 2530 ยังไม่ได้ปรับเพิ่ม ซึ่งอยากให้รัฐบาลช่วยพิจารณาตรงนี้
“ผมเองอะไรที่เป็นนโยบายที่ดี เราทำด้วยหมด อยากสร้างการเมืองแบบใหม่ ไม่ใช่สร้างการเมืองแบบสาดโคลน ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือฝ่ายรัฐบาล อยากเห็นการเมืองแบบสร้างสรรค์จริง ๆ วันนี้อีก 6 พรรคที่เป็นทั้ง สส. มาแล้ว เป็นทั้งอดีตรัฐมนตรีมาแล้ว ถ้าหากพรรคไทรวมพลังมีโอกาสเข้าไปในสภา ผมจะเห็นด้วยหมด มีโอกาสได้ไปทำ ผมจะเห็นด้วยหมดเลย ในทุกนโยบายที่เป็นประโยชน์”
ทั้งนี้นอกจากจะยกมือเห็นด้วยแล้ว จะเชิญ 6 พรรคการเมืองเข้าไปเป็นที่ปรึกษาและทำงานร่วมกัน นี่คือการเมืองสร้างสรรค์ที่อยากเห็น แล้วเชื่อว่าคนอีสานเบื่อแล้ว เหนื่อยมากแล้วกับการเมืองแบบสาดโคลน ซึ่งผมก็อายุยังน้อย อยากเห็นการเมืองใหม่ๆ จึงฝากคนอีสานช่วยเมตตาคนอีสานด้วยกัน