

KEY
POINTS
การหาเสียงเลือกตั้งท่ามกลางเศรษฐกิจเปราะบาง ทำให้พรรคการเมืองเร่งชูนโยบายประชานิยมหวังตอบโจทย์ระยะสั้น ขณะที่ภาคเอกชนแสดงความกังวลต่อวงเงินนโยบายรวมกว่า 25 ล้านล้านบาท อาจซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจในระยะยาว
นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ถึงประเด็นนโยบายการหาเสียงของพรรคการเมืองที่รายงานต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ทั้ง 51 พรรค ซึ่งมีวงเงินรวมมากกว่า 25 ล้านล้านบาท ว่า นโยบายการหาเสียงขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละพรรคว่ารูปแบบใดจะถูกใจประชาชน โดยต้องยอมรับว่าท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปราะบาง รวมถึงข้อจำกัดเรื่องกำลังซื้อ ภาระหนี้ภาคครัวเรือนสูง และการเข้าถึงแหล่งเงินได้ยาก ดังนั้น นโยบายที่จะโดนใจช่วงหาเสียงจะต้องเป็นนโยบายที่ตอบสนองความต้องการระยะสั้น เข้าไปแล้วเหมือนกับทำได้ทันที
อย่างไรก็ตาม นโยบายในรูปแบบดังกล่าวถูกใช้มาเป็นเวลานาน และเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาคเอกชนเองก็เคยออกมาแสดงความคิดเห็นไปแล้วว่า นโยบายในลักษณะดังกล่าวได้ผลแค่ในระยะสั้น ส่วนที่มองว่าจะได้ผลในระยะกลางและระยะยาวไม่ค่อยเกิดประสิทธิภาพ ซึ่งเปรียบเสมือนยาที่กินแล้ว พอหมดฤทธิ์ยา อาการป่วยก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิม ดังนั้น นโยบายส่วนใหญ่ของพรรคการเมืองจะออกมาในลักษณะที่เป็นการใช้เงินแบบประชานิยม หรือแฝงประชานิยม
ทั้งนี้ ในมุมของเอกชนคงไม่สามารถไปห้ามพรรคการเมืองที่จะใช้นโยบายในการหาเสียงด้วยมาตรการกระตุ้น รวมถึงการเรียกร้องความสนใจและตอบสนองในช่วงสั้นได้ เพราะเป็นยุทธวิธีในการหาเสียงตามปกติ อย่างไรก็ตาม เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้ว ประเด็นการใช้เงินเหล่านี้จะต้องมองไปถึงระยะยาว และการปรับโครงสร้างอย่างแท้จริง เพราะถือว่าเป็นปัญหาที่ต้องใช้ระยะเวลา และใช้แรงอย่างมากในการดำเนินการ
“การใช้เงินมากถึง 25 ล้านล้านบาทในภาพรวมของทุกพรรคถือว่าเป็นเรื่องที่น่ากลัวอย่างมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ต้องมาแยกพิจารณาในรายละเอียดว่าส่วนใหญ่แล้วเป็นการกระตุ้นเชิงสั้นหรือไม่ หรือเป็นการยิ่งทำให้ประชาชนไม่ค่อยต้องการพัฒนา รอแต่ความช่วยเหลืออย่างเดียวหรือไม่ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีการพูดถึงมานานว่า นโยบายประชานิยมที่ผ่านมาถูกพิสูจน์แล้วว่าในระยะยาวไม่ใช่เรื่องที่ดี”
อย่างไรก็ดี ในช่วงที่มีการหาเสียง เชื่อว่าทุกพรรคต้องหานโยบายที่โดนใจประชาชน เพราะประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศเปราะบางหรือย่ำแย่ สภาพคล่องไม่ดี จึงเสมือนเป็นปัจจัยที่ทำให้ผู้เลือกอาจไม่ได้มองถึงนโยบายพรรคที่เป็นแกนหลัก หรือการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ซึ่งเปรียบเสมือนการเลือกโปรโมชั่นในช่วงสั้น ทั้งที่สุดท้ายแล้วอาจจะได้ไม่มาก แต่ก็อาจจะได้คะแนนเสียง แม้ว่าจะมีผลประกอบการขาดทุนตามมา
นายเกรียงไกร กล่าวอีกว่า จากปัญหาดังกล่าวทำให้ทุกพรรคการเมืองมองเห็นว่านี่คือจุดอ่อนของระบบการเมืองไทย เพราะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ของประเทศที่เปราะบาง ประชาชนส่วนใหญ่ไม่มีกำลังในการจับจ่ายใช้สอย จึงต้องการของฟรี หรือโปรโมชั่นลด แลก แจก แถม จึงเป็นที่มาของการที่พรรคการเมืองเลือกนำนโยบายมาใช้
อีกประเด็นที่สำคัญคือ การที่พรรคการเมืองไม่มีความมั่นใจว่าจะสามารถอยู่ได้ครบเทอม เพราะจากสถิติที่ผ่านมา พบว่าบางครั้งก็เกิดอุบัติเหตุทางการเมืองเป็นเหตุให้ต้องยุบสภา โดยเฉลี่ยปัจจุบันรัฐบาลจะอยู่ได้แค่ 1-2 ปีเท่านั้น หลังจากที่หมดยุคของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา อดีตนายกรัฐมนตรี อายุของนายกฯ รวมถึงรัฐบาลและคณะรัฐมนตรีมีแต่จะสั้นลง จึงทำให้พรรคการเมืองมีความจำเป็นต้องใช้นโยบายในลักษณะระยะสั้นตลอด
“พรรคการเมืองเองมีประสบการณ์และเรียนรู้แล้วว่ารัฐบาลยิ่งอยู่ยิ่งสั้น เพราะฉะนั้นหากจะให้ไปคิดโครงการระยะยาว หรือไปปรับโครงสร้างคงทำได้ลำบาก เพราะเดี๋ยวพูดไปจะทำไม่ได้ด้วยข้อจำกัดเรื่องระยะเวลา ซึ่งอาจเกิดการยุบสภาเมื่อไหร่ก็ไม่มีใครทราบได้ โดย 3-4 รัฐบาลในระยะหลังเฉลี่ยอยู่ได้ไม่ถึง 1 ปีก็ต้องเปลี่ยน ล่าสุดอยู่ได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น ซึ่งสั้นกว่า 4 เดือนที่ควรจะเป็นตามที่บอกในตอนแรก จึงต้องหานโยบายที่ทำได้ในระยะเวลาสั้น”
จากการตรวจสอบของ "ฐานเศรษฐกิจ" พบว่า หากแบ่งกลุ่มพรรคการเมืองตามวงเงินงบประมาณที่แจ้งไว้ ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มพรรคการเมืองที่ใช้งบประมาณ "สูงที่สุด" และกลุ่มที่ใช้ "น้อยที่สุด" จะมีรายละเอียด ดังนี้
กลุ่มงบประมาณสูงสุด (หลักล้านล้านบาทขึ้นไป)
กลุ่มงบประมาณต่ำสุด
ขณะที่หากดูตัวเลข 8 พรรคการเมืองหลักที่ประชาชนให้ความสนใจ มีรายละเอียด ดังนี้