

KEY
POINTS
“ฐานเศรษฐกิจ” ร่วมกับสถาบันธรรมศักดิ์ ณ AIS สยาม มีผู้ร่วมดีเบตจาก 4 พรรคการเมือง จัดงานดีเบตนโยบายเศรษฐกิจ Thailand Redesign 2026 The Next level ประกอบด้วย นพ.พรหมมินทร์ เลิศสุริย์เดช พรรคเพื่อไทย , ดร.การดี เลียวไพโรจน์ พรรคประชาธิปัตย์, ดร.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล พรรคประชาชน และนายภาณุรัช ดำรงไทย จากพรรคไทยก้าวใหม่ ซึ่งตอบคำถามประเด็นเรื่อง "รุก100 วัน แผนเร่งด่วน อุ้มเอสเอ็มอี"
จี้เลือกข้าง เซฟ SME–เมดอินไทยแลนด์ ก่อนธุรกิจจมน้ำตาย
โดยนายนาวา จันทนสุรคน รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ประธานคณะเมดอินไทยแลนด์ และประธานสายงานสื่อสารองค์กร ส.อ.ท. กล่าวตั้งคำถามต่อผู้แทนพรรคการเมืองว่า ตนทำงานทั้งในบทบาทสภาอุตสาหกรรมและในฐานะประธานคณะอนุกรรมการสินค้าเมดอินไทยแลนด์ จึงรู้สึกหนักใจต่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่ตกต่ำที่สุดในอาเซียนในรอบ 10 ปี และยังมีแนวโน้มทรุดตัวลงอีก แม้เช่นนั้นก็ขอขอบคุณทั้ง 4 พรรคการเมืองที่อาสาเข้ามาบริหารประเทศ และเปิดใจรับฟังปัญหาจากภาคอุตสาหกรรม
“สภาอุตสาหกรรมมีถึง 48 กลุ่มอุตสาหกรรม แม้ไม่ใช่ทุกกลุ่มจะได้รับผลกระทบหนัก แต่เสียงสะท้อนส่วนใหญ่คือ “ไปไม่รอด สู้ไม่ไหว และรัฐช่วยช้าเกินไป” โดยเฉพาะในกลุ่มเอสเอ็มอี ซึ่งจากประสบการณ์การทำงานและการอ่านนโยบายของทั้ง 4 พรรคในฐานะคณะกรรมการตรวจสอบนโยบายพรรคการเมืองที่ กกต. แต่งตั้ง พบว่า ปัญหาหลักที่ทำให้เอสเอ็มอีล้มไม่ใช่การแข่งขันกับสินค้า แต่คือการเข้าถึงสินเชื่อที่ยากลำบาก แม้หลายธุรกิจดำเนินกิจการมากว่า 30–40 ปี ก็ยังถูกลดหรือตัดวงเงิน ส่งผลให้ขาดสภาพคล่องและเงินสดหมุนเวียน จนเสี่ยงล้มอย่างรวดเร็ว”
นายนาวา ย้ำว่า นโยบายเมดอินไทยแลนด์ตั้งแต่เริ่มต้นไม่ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐ หลายธุรกิจ ทั้งขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ ต้องปิดกิจการไปแล้ว ที่ยังพออยู่รอดได้ในวันนี้ ส่วนหนึ่งเพราะได้รับ “แต้มต่อ” ในการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ พร้อมขอบคุณบางพรรคที่นำเรื่องนี้ไปบรรจุในนโยบายพรรค
อย่างไรก็ตาม ได้สะท้อนมุมมองส่วนตัวว่า แม้ในอดีตจะเชื่อมั่นในระบบการค้าเสรี แต่ปัจจุบันกลับถูกตั้งคำถามจากทั้งภาคประชาชนและหน่วยงานรัฐว่า การให้แต้มต่อสินค้าเมดอินไทยแลนด์ 5% หรือเอสเอ็มอี 10% เป็นการสิ้นเปลืองงบประมาณ และควรถูกยกเลิก จึงตั้งคำถามตรงไปยังผู้กำหนดนโยบายว่า "จะเลือกยืนอยู่ข้างใด ระหว่างการปกป้องสินค้าเมดอินไทยแลนด์กับการสั่งซื้อสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศ พร้อมขอให้ชี้แจงเหตุผลอย่างชัดเจน หากเลือกแนวทางการค้าเสรี จะดูแลผู้ประกอบการไทยอย่างไร จะปล่อยให้ธุรกิจล้มไปเอง หรือจะช่วยให้ “ตายอย่างสบายใจ”
สุดท้าย นายนาวาขอคำตอบเชิงนโยบายที่เป็นรูปธรรม โดยเฉพาะมาตรการระยะสั้นในช่วง 100 วันแรก เพราะย้ำว่า วันนี้ผู้ประกอบการจำนวนมากกำลัง “จมน้ำ” และไม่สามารถรอความช่วยเหลือในระยะกลางหรือระยะยาวได้อีกต่อไป
นายภาณุรัช ดำรงไทย พรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวอย่างชัดเจนว่า ตนยืนอยู่ข้างคนไทย ไม่ใช่การพูดเอาใจ แต่เป็นจุดยืนที่ยึดจากประสบการณ์ตรงในต่างประเทศ ทั้งอินโดนีเซียและสหรัฐอเมริกา ซึ่งต่างก็มีมาตรการควบคุมแพลตฟอร์มต่างชาติและใช้นโยบายภาษีเพื่อปกป้องเศรษฐกิจในประเทศอย่างจริงจัง ไม่ใช่แนวคิดแบบ “โลกสวย”
ยกตัวอย่างปัญหาของเอสเอ็มอีไทยว่า หลายรายมีใบแจ้งหนี้รอเรียกเก็บเงิน แต่กระแสเงินสดไม่ออก ไปกู้ธนาคารก็ไม่ได้ จึงเสนอแนวคิด “นโยบายตกเบิก” ให้รัฐช่วยปล่อยสินเชื่อชั่วคราวก่อน แล้วค่อยชำระคืนเมื่อได้รับเงิน เพื่อพยุงธุรกิจให้ผ่านช่วงวิกฤต ส่วนในระยะยาวประเทศไทยยังขาดอุตสาหกรรมใหม่ที่แท้จริง เมื่อเทียบกับต่างประเทศที่มีบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำหรือ “7 นางฟ้า” ขณะที่ไทยยังเปรียบเหมือน “7 นางแมว” คือพึ่งพาอุตสาหกรรมดั้งเดิมและทรัพยากรธรรมชาติแบบผูกขาด จึงต้องเร่งสร้างเศรษฐกิจฐานใหม่ให้เกิดขึ้นจริง
สำหรับประเด็น Data Center ไม่จำเป็นต้องเป็นเอสเอ็มอีโดยตรง แต่เอสเอ็มอีสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานได้อย่างแท้จริง โดย Data Center ต้องใช้ไฟฟ้าสะอาดตลอด 24 ชั่วโมง จึงเสนอพลังงานความร้อนใต้พิภพ (Geothermal Energy) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พิสูจน์แล้วในระดับโลก และอยากผลักดันนำร่องในพื้นที่ EEC
“ตั้งข้อสังเกตว่า เวลาพูดถึงพลังงานสะอาด มักไม่มีใครพูดถึงต้นทุนที่แท้จริงหรือ LCOE รวมถึงข้อจำกัดของพลังงานแสงอาทิตย์ที่มี Load Factor ต่ำ ขณะที่ก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยกำลังร่อยหรอ การนำเข้า LNG และการทำ Carbon Capture ก็มีต้นทุนสูง จึงต้องตั้งคำถามให้ชัดว่า หากประเทศไทยต้องการสร้าง Data Center เพื่อรองรับ AI ในอนาคต จะเอาพลังงานจากที่ใดอย่างยั่งยืน”
สำหรับเอสเอ็มอีในปัจจุบัน นายภาณุรัชมองว่า ควรเริ่มจากการใช้ “Small Data” ให้เกิดประโยชน์ก่อน เช่น การจัดการข้อมูลใน Excel ทำ Pivot Table สร้าง Dashboard และวิเคราะห์ต้นทุนอย่างง่าย เพื่อยกระดับการตัดสินใจ ก่อนจะก้าวไปสู่ Big Data และ AI พร้อมตั้งคำถามว่า ประเทศไทยพร้อมหรือยังกับโลกอุตสาหกรรมใหม่
ท้ายที่สุดเป้าหมายเร่งด่วนคือทำให้เอสเอ็มอี “อยู่รอดก่อน” ด้วยการ Re-skill มากกว่าการ Up-skill เพราะโครงสร้างเศรษฐกิจไทยต้อง “รีเซ็ต” ไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ หากยังอยู่ใน Supply Chain เดิม ก็ต้องเรียนรู้และปรับตัวเข้าสู่ Supply Chain ใหม่ให้ได้ เพื่อไม่ให้หลุดออกจากระบบเศรษฐกิจในอนาคต
ลั่น “เมดอินไทยแลนด์” ทวงอธิปไตยการค้า คืนโอกาสคนไทย
นายแพทย์พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช พรรคเพื่อไทย ย้ำจุดยืนชัดเจนว่า นโยบาย “เมดอินไทยแลนด์” คือการสร้างอธิปไตยทางการค้าของคนไทยอย่างแท้จริง โดยผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐเพิ่มสัดส่วนการจัดซื้อสินค้าภายในประเทศจาก 15% เป็น 30% ซึ่งสามารถดำเนินการได้ทันทีผ่านการกำหนดระเบียบที่เหมาะสม เพื่อเปิดตลาดให้ผู้ประกอบการไทยอย่างเป็นรูปธรรม ในด้านการเงิน พรรคเสนอแนวทางแก้ปัญหาการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า ด้วยการให้รัฐจ่ายเงินบางส่วนล่วงหน้า เสมือนระบบแฟ็กตอริ่ง เพื่อช่วยเสริมสภาพคล่องแก่ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่ต้องรับภาระต้นทุนระหว่างรอการชำระเงิน
ขณะเดียวกัน ยังให้ความสำคัญกับการคุ้มครองทางการค้าระหว่างประเทศ ผ่านการกำหนดให้บริษัทต่างชาติที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในไทยต้องจดทะเบียนและเสียภาษีในประเทศ รวมถึงการจัดเก็บ VAT จากการค้าออนไลน์ เพื่อให้การแข่งขันเป็นธรรมและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจไทย นอกจากนี้ รัฐจะสนับสนุนการทำตลาดต่างประเทศโดยใช้บริษัทขนาดใหญ่เป็นกลไกนำร่อง เพื่อสร้างโอกาสและเงินทุนหมุนเวียนให้กับบริษัทขนาดเล็กควบคู่กันไป
"ในมิติของดิจิทัล สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จะลงทุนพัฒนาแพลตฟอร์มออนไลน์ให้เอสเอ็มอีใช้งานได้ฟรี โดยไม่มุ่งแข่งขันกับแพลตฟอร์มเอกชนรายใหญ่ แต่เน้นเป็นพื้นที่ให้ผู้ประกอบการ เช่น กลุ่มโอทอป สามารถไลฟ์ขายสินค้า บริหารจัดการสินค้าเข้า–ออก และขยายช่องทางการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ"
นายแพทย์พรหมมินทร์ กล่าวย้ำว่า รัฐบาลเพื่อไทยมองภาคเอกชนเป็น “พาร์ทเนอร์” ไม่ใช่อุปสรรค เพราะงบประมาณของรัฐเป็นเพียงส่วนหนึ่งของจีดีพี ขณะที่รายได้หลักอยู่ในระบบเศรษฐกิจภาคเอกชน การจัดเก็บภาษีจึงควรแปรเปลี่ยนเป็นกลไกสนับสนุนการเติบโต และสร้างความร่วมมือระหว่างรัฐกับเอกชนอย่างยั่งยืน
ดัน “เมดอินไทยแลนด์เฟิร์ส” ตั้งรัฐเป็นลูกค้าเอสเอ็มอี
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ พรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า นโยบาย “เมดอินไทยแลนด์เฟิร์ส” ถูกบรรจุเป็นวาระแรก เนื่องจากพรรคตระหนักชัดว่าเอสเอ็มอีคือกระดูกสันหลังที่แท้จริงของเศรษฐกิจไทย และในปัจจุบันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีจำนวนมากกำลังเผชิญความท้าทายรอบด้าน จึงจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
นอกจากนี้ พรรคยังเตรียมยกระดับนโยบายเอสเอ็มอีด้วยการผลักดันให้ “รัฐเป็นลูกค้า” โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้กลุ่มสตาร์ทอัพเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น จากการหารือกับเครือข่ายสตาร์ทอัพด้านเอไอ พบว่าไทยมีศักยภาพสูง แต่ขาดโอกาสและเงินทุนสนับสนุนในระยะยาว การมีรัฐบาลเป็นลูกค้าประจำอย่างน้อย 2–3 ปี จะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงและต่อยอดการเติบโตได้อย่างยั่งยืนในอนาคต
ดร.การดี ย้ำว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้ปิดกั้นการค้าเสรี แต่จะเน้นการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ที่คำนึงถึงผลกระทบอย่างรอบด้าน และในหลายกรณีอาจผลักดัน “มินิเอฟทีเอ” เช่น ระหว่างจังหวัดกับจังหวัด หรือจังหวัดกับมณฑล เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการเชิงพื้นที่ได้อย่างแท้จริง ลดระยะเวลา และเพิ่มโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยและวิสาหกิจชุมชนเข้าถึงประโยชน์จากการค้า
พร้อมกันนี้ พรรคจะเร่งเสริมศักยภาพเอสเอ็มอีให้พร้อมรับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ไม่เพียงแค่เพิ่มแต้มต่อทางการแข่งขัน แต่ต้อง “ให้ดาบที่คม” ผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การพัฒนานวัตกรรม และการยกระดับขีดความสามารถ เพื่อสร้างรายได้กลับคืนสู่ประเทศอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ชงยกเครื่อง SME ลุยปราบสินค้าเถื่อน-นอมินี อัดสินเชื่อแสนล้าน
ดร.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล พรรคประชาชน กล่าวว่า เห็นด้วยกับนโยบาย “เมดอินไทยแลนด์” ซึ่งได้ยื่นต่อ กกต. อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในประเด็นความตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ยืนยันว่า ข้อตกลงใดที่ประเทศไทยได้ประโยชน์ ก็พร้อมเจรจาเพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมกันอย่างเป็นธรรม ทั้งนี้ มองว่าโจทย์ใหญ่ของเอสเอ็มอีมี 2 เรื่องหลัก คือ การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมจากทุนผูกขาด และ
การขาดโอกาสในการเติบโต ซึ่งในกรณีปัญหาการแข่งขันไม่เป็นธรรม จำเป็นต้อง “อุดรอยรั่วเศรษฐกิจ” ใน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ สินค้าเถื่อนจากต่างประเทศ,สินค้าทุ่มตลาด,ปัญหานอมินี และการผูกขาดของทุนขนาดใหญ่ โดยทั้งสินค้าเถื่อนและสินค้าทุ่มตลาดสามารถใช้กฎหมายและบทลงโทษจัดการได้ พร้อมผลักดันให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ เชื่อมต่อข้อมูลกับ สมอ. อย่างครบถ้วน ขณะที่ปัญหานอมินีที่ผ่านมาแม้ดำเนินคดีจริงจัง แต่บทลงโทษยังเบา จึงต้องยกระดับมาตรการให้เข้มข้นขึ้น
นอกจากนี้ ยังเตรียมแก้ไขกฎหมายแข่งขันทางการค้าให้แล้วเสร็จภายใน 18 เดือน เพื่อจัดการทั้งห้างขนาดใหญ่และแพลตฟอร์มที่เอาเปรียบผู้ประกอบการ พร้อมแก้ปัญหาเครดิตเทอม โดยกำหนดให้หน่วยงานรัฐและห้างใหญ่ต้องจ่ายเงินให้เอสเอ็มอีภายใน 30–45 วัน จากเดิมที่ยืดเยื้อถึง 3–6 เดือน เพื่อให้ธุรกิจมีสภาพคล่องเร็วขึ้น
"ด้านการเพิ่มโอกาสให้เอสเอ็มอี เสนอขยาย “หวยใบเสร็จ” เพื่อจูงใจให้ประชาชนซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการไทย พร้อมคูปองคืน VAT สูงสุด 50,000 บาท เพื่อนำไปใช้ลดค่าใช้จ่ายด้านบัญชี ค่าเช่า หรือการขอมาตรฐาน อย. เพื่อเพิ่มศักยภาพการส่งออก รวมถึงจัดตั้ง “สินเชื่อ Transformation” วงเงิน 250,000 ล้านบาท สำหรับเอสเอ็มอีและบ้านหลังแรก"
สรุปนโยบายเร่งด่วนใน 100 วันแรก จะเดินหน้าจัดการสินค้าทุ่มตลาด สินค้านอมินี และสินค้าเถื่อน ควบคู่กับการปล่อยสินเชื่อ Transformation สินเชื่อเอสเอ็มอี และสินเชื่อบ้านหลังแรก ขณะเดียวกัน สำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ จะผลักดันมาตรการ “คนละครึ่งเมดอินไทยแลนด์” และขยายโครงการหวยใบเสร็จ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากอย่างเป็นรูปธรรม
ดร.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล พรรคประชาชน กล่าวว่า เห็นด้วยกับเมดอินไทยแลนด์ ซึ่งได้ใส่นโยบายอย่างชัดเจน ต่อ กกต. ในเรื่องประเด็นเอฟทีเอ ในข้อตกลงใดที่ได้ประโยชน์จะมีการเจรจากัน เพื่อหาผลประโยชน์ร่วมกัน
“วันนี้โจทย์หลักเอสเอ็มอีมี 2 ส่วน “สู้ไม่เป็นธรรมกับทุนผูกขาด” ต้องแก้ 2. ขาดโอกาส ซึ่งในประเด็นแรกจะต้องมาอุดรอยรั่วเศษฐกิจกับความไม่เป็นธรรมใน 4 เรื่อง ได้แก่ 1.สินค้าเถื่อนจากต่างประเทศ 2.สินค้าทุ่มตลาด ทั้ง 2 เรื่อง สามารถใช้กฎหมาย มีบทลงโทษได้ วันนี้มีบางแพลตฟอร์มไม่ยอมมาเชื่อมต่อกับสมอ. รวมถึงเรื่องนอมินี ที่ผ่านมาเอาจริง แต่บทลงโทษเบา มีแค่ 40,000-50,000 ราย ตลอดจนความไม่เป็นธรรม และทุนผูกขาด ดันแก้กฎหมายแข่งขันทางการค้าเบ็ดเสร็จใน 18 เดือน เพื่อจัดการทั้งห้างใหญ่และแพลตฟอร์มที่เอาเปรียบ และแก้ปมเครดิตเทอม บังคับจ่ายเงินให้ SME ภายใน 30-45 วัน"
ทั้งหน่วยงานรัฐและห้างใหญ่ เพื่อป้องกันการดึงเงินที่ยาวนานถึง 3-6 เดือน เพื่อให้ธุรกิจได้เงินไวขึ้น ทั้งหมดนี้คืออุดรูรั่ว “หวยใบเสร็จ” ขยายเพดาน จูงใจให้คนซื้อสินค้าจาก SME พร้อมกับมีคูปองคืน VAT ให้ 50,000 บาท: ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านบัญชี ค่าเช่า หรือการขอมาตรฐาน อย. ส่งออกได้ นอกจากนี้ยังมี สินเชื่อ Transformation: วงเงิน 250,000 ล้านบาท สำหรับ SME และบ้านหลังแรก”
สรุป ใน 100 วันแรก จะทำในเรื่องสินค้าทุ่มตลาด สินค้านอมินี และสินค้าเถื่อน รวมถึง สินเชื่อ Transformation และบ้านหลังแรก สินเชื่อเอสเอ็มอี และสำหรับผู้ประกอบการขนาดใหญ่ วงเงิน 250,000 ล้านบาท จะทำคนละครึ่ง เมดอินไทยแลนด์ และหวยใบเสร็จ
ปั้น S-Curve ใหม่ เขย่าห่วงโซ่โลก
อย่างไรก็ดี โครงการ Made in Thailand (MiT) มีเป้าหมายขยายผลสู่ภาคเอกชนโดยไม่ใช้มาตรการบังคับหรือกำหนดสัดส่วนการจัดซื้อสินค้าไทยในระดับ 15–30% เช่นเดียวกับภาครัฐ หากแต่จะเน้นการออกแบบ มาตรการจูงใจและสิทธิประโยชน์ เพื่อสร้างการยอมรับและการใช้งานจริงบนพื้นฐานของความสมัครใจ พร้อมยกระดับแนวคิดจาก “Made in Thailand” สู่ “Made with Thailand”
หัวใจของนโยบายคือการขับเคลื่อนจากการเป็นเพียงฐานการผลิตภายในประเทศ ไปสู่การเป็นส่วนหนึ่งของ ห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก โดยเปิดทางให้ผู้ประกอบการไทยไม่จำเป็นต้องผลิตสินค้าทั้งชิ้น แต่สามารถเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนสำคัญในเครื่องใช้ไฟฟ้า สมาร์ทโฟน หรือเทคโนโลยีขั้นสูงของแบรนด์ระดับโลกได้อย่างมีบทบาท
ขณะเดียวกัน ยังมุ่งปั้น S-Curve ใหม่ และผลักดัน Offset Policy เพื่อดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมอนาคต โดยเฉพาะ เซมิคอนดักเตอร์ รองรับความต้องการของตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะและอุตสาหกรรมยานยนต์สมัยใหม่ พร้อมเร่งพัฒนาอีก 4 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ ที่จะเดินหน้าอย่างจริงจัง,อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ผ่านมาตรการ Offset Policy จากการจัดซื้อจัดจ้าง Circular Economy เพื่อจัดการขยะและขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศในเชิงนโยบาย
"พรรคประชาชน" ย้ำถึงความสำคัญของความสมดุลระหว่าง อุปสงค์และอุปทาน (Supply–Demand) พร้อมถอดบทเรียนจากอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาป ซึ่งมาตรการรัฐในอดีตอาจเอื้อประโยชน์แก่ค่ายต่างชาติมากกว่าผู้ประกอบการไทย จึงเสนอแนวทาง Pro-Thai เพื่อเปิดพื้นที่และระยะเวลาให้ภาคธุรกิจในประเทศปรับตัว เสริมศักยภาพ และสร้างความแข็งแกร่งก่อนเข้าสู่การแข่งขันเสรีอย่างเต็มรูปแบบ
ทั้งนี้ พรรคยืนยันว่าอุตสาหกรรมไทยยังมีศักยภาพและโอกาสเติบโต ไม่ควรถอนคันเร่งเร็วเกินไปเพื่อมุ่งสู่ภาคบริการหรือการท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว เพราะอาจกระทบต่อแรงงานและผู้ประกอบการจำนวนมาก โดยนโยบายทั้งหมดได้ยื่นต่อ กกต. เรียบร้อยแล้ว เพื่อสะท้อนความตั้งใจจริงในการยกระดับอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน