

KEY
POINTS
30 มกราคม 2569 ฐานเศรษฐกิจจัดงานดีเบตนโยบายเศรษฐกิจ "Thailand Redesign 2026 The Next level" โดย ฐานเศรษฐกิจ ร่วมกับสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์ เวลา 13.30 – 16.00 น. ณ AIS สยาม โดยภายในได้มีการพูดถึงหัวข้อ "The National Treasury (งบประมาณ และ วินัยคลัง" ซึ่งมี รศ.ดร.ไตรรัตน์ โภคพลากรณ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มธ. และสถาบันสัญญาธรรมศักดิ์เพื่อประชาธิปไตย เป็นผู้ตั้งคำถาม โดยมีผู้ร่วมดีเบตจาก 4 พรรคการเมือง ประกอบด้วย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ตัวแทนพรรคเพื่อไทย ดร.การดี เลียวไพโรจน์ ตัวแทนพรรคประชาธิปัตย์ ดร.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ตัวแทนพรรคประชาชน นายภาณรัช ดํารงไทย ตัวแทนพรรคไทยก้าวใหม่
นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ตัวแทนพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ปัจจุบันสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยเราเติบโตต่ำกว่าศักยภาพมานานกว่า 10 ปี สิ่งที่เพื่อไทยจะทำคือ "สร้างเศรษฐีเงินล้าน 9 คน" ซึ่งเป็นกลวิธีที่จะหารายได้เพิ่ม เนื่องจากรายรับของเราถูกจำกัด และค่าใช้จ่ายโตขึ้น
ทั้งนี้กลวิธีในการหารายรับเพิ่ม โดยรายรับเพิ่มส่วนที่เป็นไปได้มากที่สุดคือส่วนของ VAT ซึ่งจีดีพีเรามีประมาณ 18 ล้านล้าน ซึ่งมีประมาณ 9 ล้านล้านที่ถูก World Bank บอกคือเศรษฐกิจนอกระบบ
“เราดูของไต้หวันและบราซิลที่เคยประสบความสำเร็จในรูปแบบนี้ คือ "บิลลุ้นล้าน" ทุกทรานแซกชั่นสามารถขอใบเสร็จได้และเข้าระบบภาษี ซึ่งจะสามารถเก็บภาษีได้เพิ่ม เช่น ไต้หวัน ในปีแรกมีเพิ่มได้ถึง 75% และมีการปรับจนกระทั่งระบบเข้าที่ ปัจจุบันเขาได้ 20% ของภาษี อย่างไรก็ตามเมื่อคำนวณ VAT ทั้งหมดที่เราขึ้นจะมีรายได้ของ VAT ประมาณปีละ 9 แสนล้าน
ทั้งนี้งบในการใช้จ่ายภาษีที่เราใช้ได้ ที่ไม่ใช่งบประจำเหลือเพียงประมาณ 8 แสนล้าน ถ้าหากเพิ่มอีก 1 แสนล้าน เท่ากับประมาณ 12% ซึ่งจะเพียงพอในการใช้จ่ายในประเทศไทย
โดยกลวิธีนี้เราคิดและพยายามสร้างให้ความเข้าใจเพราะฉะนั้น "เศรษฐี 9 ล้าน" คือกลวิธีในการหารายได้เพิ่มมา โดยที่จะใช้จ่ายเพียง 3 พันล้านบาท
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 3 ของพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า นโยบายหาเสียงของพรรคประชาธิปัตย์ ในระยะเวลา 4 ปีใช้งบประมาณไว้ประมาณ 2 ล้านล้านบาท ซึ่งเฉลี่ยปีละประมาณ 530,000 ล้านบาท สิ่งที่พรรคฯพยายามเน้นคือไม่มีนโยบายประชานิยม โดยข้อ1เน้นที่กลุ่มเปราะบางเพื่อการสนับสนุนให้สูงที่สุด เช่น นโยบายเงินอุดหนุนแม่และเด็ก กลุ่มผู้สูงอายุ ให้ 1,000 บาทถ้วนหน้า ซึ่งใช้งบประมาณก้อนใหญ่ในเรื่องของการใช้ภาษี
อย่างไรก็ตาม เรื่องของกลไกของภาษีจะทำให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คือการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพสูงสุดก่อน เช่น การจัดการทรัพย์สินของรัฐ ซึ่งมีการสร้างตึกใหม่เรื่อย ๆ ขณะที่นโยบายเราสนับสนุน Digital Asset Bank หรือธนาคารทรัพย์สินของรัฐ ให้มีการเช่าใช้และใช้กันเอง ซึ่งเป็นการใช้งบประมาณที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
นอกจากนี้กลไกเทคโนโลยีที่เอาทรัพย์สินของรัฐมาร่วมลงทุน เช่น Real World Asset Tokenization ซึ่งเราก็มีการสามารถที่จะเพิ่มงบประมาณที่ดีขึ้นและเพิ่มรายได้
ขณะที่การจัดเก็บภาษี มุ่งเป้าไปที่การเก็บภาษีนิติบุคคลที่มีประสิทธิภาพสูง ปัจจจันมีการเก็บภาษีนิติบุคคลได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ อยู่ที่ประมาณ 3-4% ฉะนั้นจะจัดเก็บยังไงให้เป็นธรรม การหารายได้เพิ่มให้กับประเทศ เราจะหาภายในประเทศอาจจะมีขีดข้อจำกัด จึงพยายามให้ SME มีการร่วมลงทุนกับต่างชาติ
“สิ่งสำคัญคือการสร้างเครื่องจักรเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ ที่จะนำเงินลงทุนและภาษีในระยะยาวเข้ามาในประเทศ เพราะฉะนั้นนโยบายพรรคประชาธิปัตย์จะมองในลักษณะระยะยาว การปรับโครงสร้างเพื่อให้ไทยเนี่ย พร้อมไปกับกระแสโลก”
ดร.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า โจทย์หลักของการออกแบบนโยบายภาครัฐ ภาคประชาชนคือทำยังไงให้มันยั่งยืน มีแหล่งที่มาของเงินชัดเจน ปัจจุบันงบประมาณภาครัฐมันจำกัด ดังนั้นเป้าหมายของเราจะลดการขาดดุลให้ไม่เกิน 3% ของ GDP ในระยะยาว
ขณะเดียวกันการหารายได้ของรัฐถ้าเทียบกับประเทศกำลังพัฒนาที่เป็นประเทศ Upper Income Country ก็คือประเทศปานกลางรายได้ขั้นสูงต้องหารายได้ให้ได้ประมาณ 27% ของ GDP ซึ่งเราอยู่ประมาณ13-14%
ทั้งนี้สิ่งที่รัฐบาลภาคประชาชนจะทำคือจะอุดรูรั่วในการใช้จ่ายงบประมาณให้ดีขึ้น หรือหารายได้ใหม่ ๆ เราจะใช้ 700,000 ล้านบาท โดยแบ่งออกเป็น 2 ก้อน ก้อนแรกคือลดงบกลาง ปัจจุบันอยู่ที่ประมาณแสนล้าน จะลดลง 50,000 ล้านบาท ก้อนที่ 2 ปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เช่น กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่เน้นวิธีเจาะจง ที่ส่วนราชการชำนาญมากในการแบ่งซอยโครงการให้ไม่เกิน 5 แสน เพื่อที่จะได้เจาะจงได้ และเปิดให้มีการแข่งขันทั้งหมด หรือเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง หรือให้องค์กรต่อต้านการคอรัปชั่นมีส่วนร่วม ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วม ซึ่งช่วยประหยัดงบประมาณได้ประมาณ 1.2-1.3 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ยังมีเรื่องการเก็บภาษีนิติบุคคลแบ่งโซน ซึ่งจะช่วยดึงเงินเข้าสู่รัฐ สร้างรายได้ใหม่ สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนอยากเสียภาษีผ่านโครงการ "หวยใบเสร็จ" โดยจะดึงเม็ดเงิน และกำลังซื้อจากร้านค้ารายย่อย และสามารถเชื่อมโยงให้ประชาชนเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในการทำภาษี ซึ่งจะช่วยเพิ่มภาษีได้ประมาณ 1.2 แสนล้าน
“เราจะปรับเปลี่ยนการทำงบประมาณแบบฐานอดีตเป็นฐานศูนย์คือเริ่มคิดใหม่ เปลี่ยน KPI ใหม่ จากเดิมเน้นใช้ให้หมด เป็นใช้ยังไงให้มันคุ้มค่ากับเม็ดเงิน เราคือผู้ออกแบบตัวตนความยั่งยืนของการคลัง ไม่เป็นภาระประเทศ แต่เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมากที่สุด”
นายภาณรัช ดํารงไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและนวัตกรรม พรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวว่า การลดรายจ่ายและก็เพิ่มรายได้ ภายใน 2 ปีทำไม่ได้ เพราะว่าทักษะไทยยังไม่มี สำหรับงบประมาณของไทยก้าวใหม่น่าจะเป็นเรื่องการลงทุน Infrastructure โดยเฉพาะการป้องกันน้ำท่วมแบบถาวรซึ่งเป็นนโยบาย Long term ด้วยการออกบอนด์ (Bond)
ทั้งนี้สิ่งที่ไทยก้าวใหม่เราเน้นคือลดรายจ่าย ขณะที่เรื่องเสียภาษี เกมมันต้องแฟร์ (Fair) ซึ่งปัจจุบันประเทศอินโดนีเซีย เก็บภาษี 11% ขณะที่ประเทศไทย เก็บภาษี 7%
“หลายคนที่บอกว่าการเสียภาษีคืออะไร เช่น ไม่เสีย ภ.ง.ด. 90 เพราะไม่มีรายได้แต่เสียแวต ขณะที่คนขายของออนไลน์รวยๆ ทำไมไม่จ่าย”
ทั้งนี้ ในเรื่องเทคโนโลยีเราจะสร้างเด็กยุคใหม่ให้เขารู้เท่าทันโลกอนาคต ให้เป็นคนไม่โกง สร้างเขาขึ้นมาด้วยการที่เขามีสมอง มีอาชีพ ลัให้คนที่มีความรู้ต่างประเทศมาฝึก
“ผมพูดแบบความจริงว่าถ้าประเทศอยากจะรวย พวกน้องก็ต้องรวยด้วยตัวเอง และนั่นคือสิ่งที่ไทยก้าวใหม่จะทำประตูแรกคือสร้างการศึกษาให้ดี และทำให้เขาไปเจอโลกอนาคตครับ”