

KEY
POINTS
วันที่ 30 มกราคม 2569 ฐานเศรษฐกิจ จัดเวทีดีเบต “Thailand Redesign 2026 : The Next Level” ณ AIS สยามสแควร์ ซอย 7 เปิดพื้นที่ให้ 4 พรรคการเมือง ได้แก่ พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาชน พรรคไทยก้าวใหม่ และพรรคเพื่อไทย ร่วมประชันวิสัยทัศน์ “การรีดีไซน์ประเทศไทย” ภายใต้ข้อจำกัดรอบด้าน ตั้งแต่งบประมาณ ภาษี กฎหมาย ภูมิรัฐศาสตร์ สินค้านำเข้าที่ทะลักเข้ามา ไปจนถึงปัญหาคอร์รัปชัน
คำถามจากกองบรรณาธิการฐานเศรษฐกิจ ระบุชัดว่า หากได้มีอำนาจบริหารประเทศ ขอให้แต่ละพรรคเลือก “เพียง 1 เรื่อง” ที่จะรีดีไซน์ประเทศ พร้อมอธิบายแนวทางทำให้สำเร็จ ท่ามกลางข้อจำกัดทั้งหมดที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 3 ระบุว่า หากจะรีดีไซน์ประเทศ ต้องเริ่มจากการ “ปิดธุรกิจคอร์รัปชัน” เพราะเป็นต้นตอของความสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ และเป็นภาระต่ออนาคตของคนรุ่นถัดไป
ดร.การดี มองว่าคอร์รัปชันไม่ได้ทำให้ประเทศเสียเพียงเงิน แต่ทำลายความเชื่อมั่น การลงทุน และโครงสร้างพื้นฐานที่ควรจะถูกสร้างเพื่ออนาคตของลูกหลาน โดยเงินภาษีจำนวนมากถูกเบี่ยงเบนไปอยู่ในมือคนกลุ่มเล็กที่ไม่สมควรได้รับ และยังคงอยู่ในอำนาจรัฐอย่างต่อเนื่อง แนวทางหลักของพรรคประชาธิปัตย์คือ การจัดการคอร์รัปชันทั้งระบบผ่าน 3 มิติสำคัญ
ดร.การดี ย้ำว่า คอร์รัปชันไม่ใช่เรื่องที่ “แก้ไม่ได้” และประชาชนไม่ควรยอมจำนน หากสังคมไม่ทน ความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างน้อยในระดับความเชื่อมั่น ซึ่งจะนำไปสู่โอกาสการลงทุน และการใช้เงินภาษีอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมเชื่อว่าประเทศไทยสามารถ “ล้างประเทศด้วยน้ำสะอาด” และกลับมาดีกว่านี้ได้ หากมีผู้นำที่น่าเชื่อถือและซื่อสัตย์สุจริต
ดร.สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน มองว่าปัญหาหลักของประเทศไทยคือ “รัฐไม่มีประสิทธิภาพ” และเศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ จนทำให้คนทุกกลุ่มรู้สึกว่าไม่มีอนาคต
โจทย์การรีดีไซน์ประเทศของพรรคประชาชน จึงเริ่มจากการสร้างรัฐที่ทำงานได้จริง ผ่านการปรับปรุงกฎหมายและระบบราชการ โดยเสนอแผน “Operation 18” เพื่อรื้อกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ ซึ่งตลอด 8–9 ปีที่ผ่านมา ทำได้เพียงราว 30% ของสิ่งที่ควรทำ พรรคประชาชนตั้งเป้าผลักดันอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดผลระยะยาว ลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะรายเล็กและรายย่อย ในมิติเศรษฐกิจใหม่พรรคประชาชนเสนอแนวทางแยกตามขนาดธุรกิจ
ด้านงบประมาณพรรคประชาชนมองว่ารัฐใช้งบปีละ 6–7 แสนล้านบาท แต่ยังไม่ก่อให้เกิดการผลิตในประเทศอย่างแท้จริง พร้อมยกตัวอย่างปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ระบบจัดการขยะที่มีคุณภาพยังไม่ถึง 5% ของจังหวัดทั่วประเทศ และระบบขนส่งสาธารณะที่เข้าไม่ถึงเมืองรองจำนวนมาก
นอกจากนี้ยังเสนอการยกระดับสวัสดิการตลอดช่วงชีวิต ตั้งแต่เด็กเล็ก วัยทำงาน ผู้สูงอายุ ไปจนถึงบั้นปลายชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรี โดยเน้นว่าการบริหารประเทศควรแบ่งตามวาระปัญหาไม่ใช่ตามโครงสร้างกระทรวงแบบเดิม
นายภาณุรัช ดำรงไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและนวัตกรรม พรรคไทยก้าวใหม่ ระบุชัดว่า การรีดีไซน์ประเทศต้องเริ่มจาก “การศึกษา” เพราะประเทศที่พัฒนาได้ ไม่ใช่เพราะทรัพยากร แต่เพราะมีคนที่ได้รับโอกาสทางปัญญา
มองว่าประเทศไทยไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่ขาดโอกาส พร้อมยกประสบการณ์ส่วนตัวจากเด็กธรรมดาที่ได้รับการศึกษาดี จนสามารถทำงานในบริษัทข้ามชาติ และรับมือกับภาวะเศรษฐกิจได้แม้ไม่มีรายได้ประจำ
แนวคิดของพรรคไทยก้าวใหม่ คือ เปลี่ยนจากการ “แจกปลา” เป็น “สอนจับปลา” ให้เด็กและประชาชนเรียนรู้ทักษะที่สอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะเทคโนโลยี หากประเทศยังขาดความรู้ ก็ต้องเปิดรับความร่วมมือจากต่างประเทศ
ในประเด็นคอร์รัปชันมองว่าการแก้ปัญหาที่แท้จริงต้องเริ่มจากการปลูกฝังจริยธรรมตั้งแต่วัยเด็ก หากทุกคนมีวุฒิภาวะและสามัญสำนึกที่ดี การโกงจะลดลงโดยไม่ต้องพึ่งการตรวจสอบที่ซับซ้อน เพราะสังคมจะไม่ยอมรับคนโกง
นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช ประธานคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ พรรคเพื่อไทย มองว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นทันทีคือ “เศรษฐกิจดีขึ้น” ผ่านการแก้หนี้และการสร้างโอกาสทางรายได้
พรรคเพื่อไทยกำหนดทิศทางชัดเจนในการพาประเทศสู่เศรษฐกิจรายได้สูง ผ่าน 3 ภาคเศรษฐกิจหลัก และเน้นการดำเนินการที่ไม่ต้องรอการจัดสรรงบประมาณใหม่ ซึ่งอาจล่าช้าจนถึงเดือนตุลาคม
มาตรการเร่งด่วน ได้แก่ การทำงานร่วมกับภาคเอกชนเพื่อแก้ปัญหา SME การจัดการหนี้ในทุกภาคส่วน และการเชื่อมโยงเศรษฐกิจตั้งแต่ภาคเกษตรต้นน้ำสู่ภาคอุตสาหกรรม พร้อมทั้งการส่งเสริมการลงทุนล่วงหน้า แม้กฎหมายหรือกรอบงบประมาณยังไม่แล้วเสร็จ
นพ.พรหมินทร์ ยอมรับว่าการบริหารงบประมาณมีข้อจำกัดสูง และประสบการณ์ที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่ารัฐมนตรีอาจทำได้เพียง 30% ของสิ่งที่ตั้งใจ แต่เชื่อว่าการทำงานร่วมกับภาคเอกชนจะช่วยให้การขับเคลื่อนเกิดขึ้นเร็วขึ้น โดยหัวใจสำคัญคือการเข้าใจความทุกข์ยากของประชาชน และลงมือแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม