thansettakij
thansettakij
"เสรี"เปิด 4 แนวทางส.ว.โหวตร่างแก้รธน.วาระ 3

"เสรี"เปิด 4 แนวทางส.ว.โหวตร่างแก้รธน.วาระ 3

14 มี.ค. 64 | 04:46 น.
อัปเดตล่าสุด :14 มี.ค. 64 | 11:54 น.

"เสรี"เปิด 4 แนวทาง ส.ว.โหวตร่างแก้รธน.วาระ 3 “ไม่แสดงตน-ไม่เห็นชอบ-งดออกเสียง-ให้ความเห็นชอบ” ชี้คำวินิจฉัยศาลแปลความได้หลายทาง แนะรอคำวินิจฉัยกลางก่อนลงมติ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) กล่าวถึงการเรียกประชุมรัฐสภา วันที่ 17 มีนาคม 2564 โดยมีวาระการลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขในวาระสาม ซึ่งที่ประชุมจะเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภา หารือถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ที่ระบุถึงรัฐสภามีหน้าที่และอำนาจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับแต่ต้องผ่านการทำประชามติก่อน ว่า ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในประเด็นดังกล่าว ยังมีเนื้อหาที่ทำให้เกิดการตีความได้หลายทิศทาง 

และล่าสุดที่พบคำวินิจฉัยส่วนตนของ นายทวีเกียรติ มีนะกนิษฐ์ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีรายละเอียดว่าด้วย การโอนอำนาจให้กับสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ที่ระบุว่าไม่สามารถทำได้  เชื่อว่าในคำวินิจฉัยกลางของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะมีประเด็นที่เป็นรายละเอียด ดังนั้น การลงมติวาระสาม ตนเห็นว่ารัฐสภาควรรอไปก่อนจะมีคำวินิจฉัยกลางเผยแพร่ เพราะการลงมติของรัฐสภาในวาระสามนั้น จะเป็นไปตามขั้นตอนที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 256 กำหนด แต่ขณะนี้มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกิดขึ้น ซึ่งมีผลผูกพันต่อรัฐสภา ดังนั้น การลงมติของรัฐสภา จึงควรรอเพื่อให้เกิดความชัดเจน

“ผมเชื่อว่าคำวินิจฉัยกลางของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ จะออกมาในไม่ช้านี้ หรือช่วงเวลาก่อนที่รัฐสภาจะลงมติวันที่ 17 มีนาคมนี้  ดังนั้น รัฐสภาควรรอพิจารณาเนื้อหา เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น เป็นแบบแผนที่กำกับการทำหน้าที่ ซึ่งการลงมติของรัฐสภา ไม่ได้มีแค่ รับหรือไม่รับเท่านั้น แต่คือการทำหน้าที่ที่ทำผิดไม่ได้ เพราะถือเป็นความเสี่ยง” 


 

นายเสรี กล่าวด้วยว่า สำหรับความเห็นส่วนตนของนายทวีเกียรติ ที่มีเนื้อหาว่าด้วยรัฐสภาสามารถแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญได้ โดยตั้งคณะทำงาน , กรรมาธิการ หรือ ส.ส.ร.ได้ แต่ต้องไม่ใช่เป็นการโอนอำนาจที่ขาดจากกัน แต่ในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ที่ผ่านวาระสอง มติเสียงข้างมากเห็นด้วยกับการแยกขาดอำนาจระหว่าง ส.ส.ร. และรัฐสภา เพราะเมื่อส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญเสร็จ กำหนดให้นำเสนอเพื่อให้รัฐสภาอภิปรายโดยไม่ลงมติ แสดงว่าอำนาจของรัฐสภาไม่ยึดโยงต่อกัน ดังนั้น ในการลงมติวาระสามที่ต้องให้ความเห็นชอบหรือ ไม่เห็นชอบทั้งฉบับอาจทำให้เกิดปัญหาได้

สำหรับทิศทางของวุฒิสภาต่อการลงมติวาระสาม นั้น  นายเสรี กล่าวว่า ในวันที่ 15 มีนาคม คณะกรรมาธิการกิจการวุฒิสภา (วิปวุฒิสภา) จะหารือต่อเรื่องดังกล่าว แต่ไม่ใช่การกำหนดมติของวุฒิสภา แต่คือการนำคำวินิจฉัยของศาล ข้อมูลที่เกี่ยวข้องหารือ และแจ้งเป็นข้อมูลให้ส.ว.ทราบเพื่อประกอบการตัดสินใจเท่านั้น 

อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวมองว่าเมื่อคำวินิจฉัยที่ไม่ชัดเจน ทิศทางของส.ว. อาจเกิดขึ้นได้ 4 ทิศทางคือ 

1.ไม่แสดงตน

2.ไม่เห็นชอบ

3. งดออกเสียง 

และ 4.ให้ความเห็นชอบ
 

เมื่อถามว่าขณะนี้มีหลายฝ่ายประเมินว่า ส.ว.จะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญ นายเสรี กล่าวว่า หากใช้คำว่าคว่ำเท่ากับมองว่าส.ว.เป็นผู้ร้าย ทั้งที่ข้อเท็จจริง ส.ว.ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจลงมติตามเหตุและผล รวมถึงพิจารณาจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ชัดเจนด้วย 

ส่วนที่มีคนระบุว่าส.ว.ที่ลงมติรับหลักการวาระแรกแล้ว ควรลงมติเห็นชอบวาระสาม นั้น เป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะการทำกฎหมายที่แบ่งเป็น 3 วาระ คือ วาระแรก รับหลักการ คือ การคิด วาระสองคือการพิจารณา และวารสาม คือ การตัดสินใจ ที่ต้องมีรายละเอียดและเหตุผลประกอบอื่นๆ ด้วย

“ที่ใครก็ตามบอกว่าหากรัฐสภาจะลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ จะไปฟ้อง ป.ป.ช. ถือว่าเป็นกลไกตรวจสอบถ่วงดุล ตามรัฐธรรมนูญ ที่ยอมรับว่าแม้การลงมติจะเป็นอำนาจและดุลยพินิจของรัฐสภา แต่ต้องเป็นไปอย่างถูกต้องและไม่ขัดรัฐธรรมนูญ รวมถึงกฎหมายด้วย” นายเสรี ระบุ

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง :